บทที่ 7 แต่งงานกะทันหัน
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้รีบตอบ: “เป็นการแต่งงานเข้าบ้านหลอกๆ น่ะ”
นางอธิบายแผนการของนางให้เขาฟังอย่างละเอียด: “หลังจากเจ้ากับข้ากราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกันแล้ว จะบอกกับคนภายนอกว่าเป็นการแต่งเข้าบ้าน เพื่อรักษาสมบัติที่พ่อแม่ข้าทิ้งไว้ให้ ที่บ้านข้ายังมีเงินเก็บอยู่นิดหน่อย รอให้โอนชื่อบ้านและที่ดินเสร็จ เงินทองก็พอจะหมุนเวียนได้ ข้าจะไปเชิญหมอที่เก่งที่สุดในตำบลมา จะใช้ยาที่ดีที่สุดรักษาแผลให้เจ้า รอจนแผลเจ้าหายดีแล้ว จะอยู่หรือจะไปก็แล้วแต่เจ้าเลย”
เซี่ยเจิงช้อนตาขึ้นมอง หางตาที่ตวัดขึ้นยิ่งทำให้เขามีกลิ่นอายเย็นชามากขึ้นไปอีก: “เจ้าไม่กลัวหรือว่าหลังจากข้าไปแล้ว ลุงใหญ่ของเจ้าจะกลับมาทวงบ้านและที่ดินจากเจ้าอีก?”
ฝานฉางอวี้ตอบ: “โอนชื่อบ้านและที่ดินเสร็จแล้ว เขาจะโวยวายยังไงข้าก็ไม่กลัวเขาแล้วล่ะ อีกอย่าง ถึงตอนนั้นที่เจ้าจากไป ข้าก็แค่บอกว่าเจ้ามีธุระต้องเดินทางไกล คนอื่นก็ไม่รู้หรอกว่าจริงหรือเท็จ”
เซี่ยเจิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่านไม่ออก: “เจ้าคิดรอบคอบดีจริงๆ”
ฝานฉางอวี้ฟังไม่ออกว่าคำพูดนี้เป็นคำชมหรือคำประชด ถามกลับอย่างเก้อเขิน: “เอ่อ… เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
“ขอข้าคิดดูก่อน” เขาหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง แววตาแฝงความหมายลึกซึ้ง ดูเหมือนกำลังคิดอยู่จริงๆ
ฝานฉางอวี้อดรู้สึกประหม่าไม่ได้ นางทบทวนคำพูดของตัวเองเมื่อครู่นี้ ถึงแม้จะบอกว่าแผลหายดีแล้วจะไปก็แล้วแต่เขา แต่นางไม่ได้บอกเลยว่าถ้าเขาไปนางจะให้อะไรเขาบ้าง และถ้าเขาอยู่ นางจะสัญญาอะไรกับเขาได้บ้าง
นางรีบไตร่ตรองอีกครั้ง แล้วกล่าวเสริม: “ถ้าแผลเจ้าหายดีแล้วจะไป ข้าจะให้ค่าเดินทางเจ้าอย่างเพียงพอ แต่ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป…”
นางลอบมองใบหน้าซีดเซียวและบาดแผลเต็มตัวของอีกฝ่าย เนื่องจากเสื้อตัวในเมื่อวานถูกเลือดซึมเปื้อนอีก ช่างไม้จ้าวหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้เขาไม่ได้ จึงเอาเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ขาดๆ ของตัวเองมาให้เขาสวมไปก่อน
มือทั้งสองข้างของเขา นอกจากรอยถลอกปอกเปิกมากมายแล้ว ยังมีหนังด้านหนาและรอยแตกแห้งกรัง ดูแล้วเมื่อก่อนก็คงไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายอะไรนัก
ตอนนี้ทั้งป่วยทั้งจน ฝานฉางอวี้จึงให้คำมั่นสัญญาอย่างห้าวหาญ: “วางใจเถอะ วันหน้าข้าจะเชือดหมูเลี้ยงเจ้าเอง!”
เซี่ยเจิง: “…”
สีหน้าของเขาในวินาทีนี้ช่างดูน่าดูชมเสียเหลือเกิน
หากมีคนที่รู้จักเขาอยู่ในเหตุการณ์ คงแค่ได้ยินคำพูดนี้ ก็คงคิดหาวิธีตายให้ตัวเองเสร็จสรรพแล้ว
คนที่กล้าพูดจาโอหังบอกว่าจะเลี้ยงดูเขา ทั่วทั้งใต้หล้านี้ ก็คงมีแค่ผู้หญิงตรงหน้านี้เท่านั้นแหละ
แต่ถ้านางรู้ชื่อแซ่ที่แท้จริงของเขา เกรงว่าคงไม่กล้าพูดจาแบบนี้กับเขาอีกเป็นแน่ เผลอๆ อาจจะปล่อยให้เขาตายอยู่กลางกองหิมะโดยไม่ช่วยชีวิตเลยด้วยซ้ำ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ แววตาของเซี่ยเจิงก็แฝงแววเย้ยหยันอยู่หลายส่วน
เขาถาม: “ทำไมล่ะ?”
ฝานฉางอวี้ไม่เข้าใจความหมายของเขา: “อะไรนะ?”
ตอนนี้เขากลับมีความอดทนอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนอยากจะรู้เหตุผลที่นางพูดว่าจะเลี้ยงดูเขาจริงๆ: “เจ้ากับข้าไม่ใช่ญาติไม่ใช่คนรู้จักกัน แผลบนตัวข้านี้ถ้าไม่หายดี สิบทั้งแปดเก้าก็คงกลายเป็นคนพิการ เจ้าเลี้ยงข้า หวังอะไรหรือ?”
ฝานฉางอวี้ตอบกลับอย่างซื่อสัตย์: “ก็เจ้าหน้าตาดีนี่”
เซี่ยเจิงชะงักงันไป ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินขนาดนี้ ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงได้ขมวดคิ้วถาม: “แค่เพราะเรื่องนี้หรือ?”
ฝานฉางอวี้กะพริบตาปริบๆ ราวกับจะบอกว่า “ไม่งั้นล่ะ?”
เซี่ยเจิงย่อมรู้ดีว่าหน้าตาตัวเองไม่เลว แต่การถูกคนชมตรงๆ แบบนี้ว่าหน้าตาดี ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน เขากล่าว: “คนหน้าตาดีมีตั้งเยอะแยะไปในใต้หล้านี้”
ฝานฉางอวี้บอก: “แต่คนที่ข้าแบกกลับมาจากกองหิมะบังเอิญเป็นเจ้านี่นา”
เดิมทีนางแค่ตั้งใจจะอธิบายคำพูดของอีกฝ่ายที่บอกว่าคนหน้าตาดีในใต้หล้ามีตั้งเยอะแยะ ใครจะรู้ว่าพอพูดจบ อีกฝ่ายกลับมองนางด้วยสายตาที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ฝานฉางอวี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองฟังดูชวนให้เข้าใจผิดไปหน่อย จึงรีบอธิบายต่อ: “ข้าหมายความว่า ทุกอย่างมันอาจจะเป็นพรหมลิขิต…”
นางที่ชอบมองคนที่หน้าตา บังเอิญเก็บคนที่หน้าตาดีสุดๆ กลับมาได้พอดี ก็เลยรู้สึกว่าถ้าวันหน้าเขาไม่มีที่ไป และนิสัยใจคอเข้ากับนางได้ การอยู่กินกันไปแบบตามมีตามเกิดก็ไม่เลวเหมือนกัน
ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ นางก็ไม่ฝืนใจหรอกนะ เพราะฝืนใจไปก็ไม่มีความสุขอยู่ดีไม่ใช่หรือไง
แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้นางได้อธิบายจนจบ ขมวดคิ้วขัดจังหวะนาง: “แผลหายดีแล้ว ข้าเหยียนจะขอตัวจากไปเอง จะไม่รบกวนแม่นางให้มากความ”
แววตาและสีหน้าล้วนเย็นชา ราวกับปักใจเชื่อไปแล้วว่านางคิดไม่ซื่อกับเขา
ฝานฉางอวี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก: “…ก็ดี”
ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่อยากจะมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับนางอีก และไม่อยากจะติดค้างอะไรด้วย จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาอีกครั้ง: “แม่นางลองขอมาสักข้อ บุญคุณช่วยชีวิต วันหน้าข้าจะตอบแทนให้แน่นอน”
ฝานฉางอวี้โบกมือด้วยความท้อใจ: “เจ้ายินยอมแต่งเข้าบ้านหลอกๆ ช่วยข้ารักษาสมบัติไว้ได้ ก็ถือว่าช่วยข้าได้มากแล้วล่ะ”
นางไม่กล้าพูดจาส่งเดชอีกแล้ว ให้คนเข้าใจผิดมันไม่ดีเอาเสียเลย
ใครจะรู้ว่ากลับได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาว่า: “การแต่งเข้าบ้านหลอกๆ ถือเป็นการตอบแทนที่ให้ที่พักพิงก็แล้วกัน”
ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง จ้องมองใบหน้าที่หล่อเหลาขั้นเทพของอีกฝ่าย ถามอย่างไม่แน่ใจ: “หมายความว่า เจ้ายอมตกลงแต่งเข้าบ้านหลอกๆ แล้วใช่ไหม?”
เซี่ยเจิงพยักหน้าเบาๆ
ฝานฉางอวี้ดีใจจนแทบจะร้องไห้: “พวกเราทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นหลักฐานก็ได้นะ กำหนดระยะเวลาการแต่งเข้าบ้านไว้ พอครบกำหนดข้าจะรีบเขียนหนังสือหย่าให้เจ้าทันที จะไม่รั้งตัวไว้เด็ดขาด ถ้าเจ้าอยากจะไปก่อนเวลา ข้าก็จะมอบค่าเดินทางและหนังสือหย่าให้ จะไม่ขัดขวางเลย”
แบบนี้ก็คงไม่ต้องให้เขามากังวลอีกแล้วว่านางจะคิดไม่ซื่อกับเขา ถึงเวลาจะกักขังเขาไว้ไม่ให้ไป
เซี่ยเจิง: “…ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก”
เขาหลุบตาลงถามอีกครั้ง: “ความปรารถนาของแม่นางคืออะไร?”
ฝานฉางอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า: “ข้าอยากจะเปิดโรงเรือนเลี้ยงหมูที่พ่อข้าทิ้งไว้ให้เร็วๆ วันหน้าถ้าเลี้ยงหมูได้สักร้อยตัวก็คงดี”
“…”
เป็นความปรารถนาที่เรียบง่ายติดดินจริงๆ แถมยังเกี่ยวกับหมูอีกแล้ว
เซี่ยเจิงเงียบไปสองอึดใจ: “แม่นางขออะไรที่มันใหญ่กว่านี้หน่อยเถอะ”
ฝานฉางอวี้คิดในใจว่าหมูร้อยตัว อย่างน้อยก็มีมูลค่าร้อยกว่าตำลึงแล้ว ซื้อบ้านสองลานในตำบลได้สบายๆ ใช้เงินแค่ร้อยกว่าตำลึง ความปรารถนานี้ยังเล็กไปอีกหรือ?
นางฝืนใจบอกตัวเลขไปอีกจำนวน: “งั้นสองร้อยตัว?”
เซี่ยเจิง: “…”
ช่างเถอะ วันหน้าตอนจะไปค่อยให้เงินนางเยอะๆ หน่อยก็แล้วกัน
ฝานฉางอวี้เห็นเขาเงียบไป ก็นึกว่าตัวเองเรียกมากไปหน่อย จึงพูดแก้เกี้ยวว่า: “โบราณว่าไว้ ช่วยชีวิตคนหนึ่งคน ได้บุญ… ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นเสียอีก ที่จริงข้าก็ไม่ได้หวังให้เจ้ามาตอบแทนอะไรหรอก…”
เซี่ยเจิงได้ยินนางพูดว่า “ช่วยชีวิตคนหนึ่งคน ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น” เปลือกตาก็กระตุกเบาๆ ขัดจังหวะนาง: “ข้าเหยียนจะจดจำบุญคุณของแม่นางไว้”
ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ฝานฉางอวี้ก็ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ต่อ ถามว่า: “งั้น… ในเมื่อเจ้าตกลงแต่งเข้าบ้านหลอกๆ แล้ว เจ้ายังมีอะไรอยากจะถามข้าอีกไหม?”
คนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับการแต่งเข้าบ้านครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย
ฝานฉางอวี้คิดดูแล้วก็เห็นด้วย ยังไงซะมันก็เป็นเรื่องหลอกๆ นางกับเขาไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปสืบสาวราวเรื่องถึงโคตรเหง้าศักราชของอีกฝ่ายเลย
นางกล่าว: “งานแต่งอาจจะกะทันหันหน่อย กะว่าจะจัดภายในสองวันนี้แหละ”
เซี่ยเจิงเพียงตอบว่า: “เจ้าจัดการได้เลย”
ขนตาดำขลับราวกับปีกกาของเขาหลุบลงครึ่งหนึ่ง ปิดบังประกายลึกล้ำในดวงตาไว้จนหมด: “แต่หนังสือทะเบียนสำมะโนประชากรของข้าถูกโจรภูเขาเอาไปแล้ว คงต้องไปขอทำใหม่ที่ทางการ”
ฝานฉางอวี้ตอบ: “เรื่องนี้ไม่ยาก ในเมื่อเจ้าแต่งเข้าบ้านข้าแล้ว เดี๋ยวค่อยเอาชื่อเจ้าไปใส่ในทะเบียนบ้านข้าก็แล้วกัน”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ฝานฉางอวี้ก็ไม่รั้งอยู่ต่อ ลุกขึ้นกลับไปเตรียมงานแต่ง
ก่อนไปเห็นซุปปอดหมูชามนั้นยังไม่ได้พร่องไปเท่าไหร่ จึงเตือนว่า: “ซุปน่าจะเย็นแล้ว เจ้ารีบดื่มให้หมดเถอะ”
เซี่ยเจิง: “…อืม”
ดูเหมือนนางจะไม่รู้ตัวเลยว่าซุปปอดหมูที่นางทำรสชาติมันประหลาดแค่ไหน?
ภายในห้องเหลือเพียงเซี่ยเจิงอยู่คนเดียว เขาเปิดหน้าต่างออก มองไปยังเทือกเขาเทียนลู่ที่เพิ่งจะสว่างไสวหลังหิมะตก แววตาค่อยๆ ลึกล้ำขึ้น
คนที่รับช่วงอำนาจทางทหารของเขาไปนั้นเป็นหมาป่าบ้าคลั่ง หาศพเขาไม่เจอ เกรงว่าอีกไม่นานคงต้องตรวจสอบพวกผู้อพยพที่หนีมาตามหัวเมืองใกล้เคียงอย่างละเอียดแน่
เขาสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาได้ แต่ไม่สามารถปลอมแปลงหนังสือทะเบียนสำมะโนประชากรได้ หากทางการเมืองจี้โจวเริ่มกวาดล้างผู้อพยพที่ไม่มีทะเบียนสำมะโนประชากร เขาคงจะถูกเปิดเผยตัวตนในไม่ช้า
ตามกฎหมายของราชวงศ์นี้ หากแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ทะเบียนสำมะโนประชากรของบ้านฝ่ายหญิงได้
นี่แหละคือเหตุผลที่แท้จริงที่เขายอมตกลงแต่งเข้าบ้านหลอกๆ
ส่วนหญิงสาวคนนั้น…
สายตาของเขามองไปที่ซุปปอดหมูที่วางอยู่ข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
เขาตกลงจะทำตามความปรารถนาของนางหนึ่งข้อ การที่นางให้เขาแต่งเข้าบ้านหลอกๆ นางเองก็ได้ประโยชน์ ถือว่าไม่ติดค้างอะไรนางแล้ว
พอนึกถึงประโยคที่นางพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉยว่า “ก็เจ้าหน้าตาดีนี่” คิ้วที่ได้รูปของเขาก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
หึ ตื้นเขิน
เขายกนิ้วขึ้นเป่าปากเป็นเสียงนกหวีดดังกังวาน เพียงชั่วครู่ เหยี่ยวไห่ตงชิงขนสีขาวบริสุทธิ์ก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้า เกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างอย่างมั่นคง
เซี่ยเจิงส่งชามให้: “กินซะ”
เหยี่ยวไห่ตงชิงใช้ดวงตาสีดำกลมโตมองดูชิ้นปอดหมูต้มสุกในชาม แล้วสะบัดหน้าหนีอย่างดื้อรั้น
เซี่ยเจิงตวัดสายตามองไป เหยี่ยวไห่ตงชิงถึงได้ยอมคาบชิ้นตับหมูขึ้นมากลืนลงไปอย่างจำใจ
ช่างบังเอิญจริงๆ ฝานฉางอวี้เพิ่งจะตกลงเรื่องแต่งเข้าบ้านหลอกๆ เสร็จ หัวหน้ามือปราบหวังก็แอบส่งคนมาส่งข่าวให้นาง บอกว่าฝานต้าให้คนเขียนคำร้องยื่นต่อที่ว่าการอำเภอไปแล้วจริงๆ เกรงว่าอีกไม่กี่วันก็คงจะมีการพิจารณาคดีแล้ว
สองสามีภรรยาช่างไม้จ้าวพอรู้เรื่องนี้ก็ร้อนใจจนปากพอง ฝานฉางอวี้กลับใจเย็นกว่าที่คิด บอกว่า: “งานแต่งจัดแบบเรียบง่ายก็พอ ถึงเวลาชวนเพื่อนบ้านมากินข้าวด้วยกันสักมื้อ ให้ทุกคนรู้ว่าข้าแต่งคนเข้าบ้านแล้วก็พอ”
เพื่อไม่ให้สองสามีภรรยาชราต้องเป็นห่วงมากเกินไป และกลัวว่าคนอื่นจะจับพิรุธได้ นางจึงยังไม่ได้บอกพวกเขาสองคนว่าการแต่งเข้าบ้านครั้งนี้เป็นเรื่องหลอกๆ
ท่านป้าจ้าวบ่นด้วยความกังวล: “แล้วชุดแต่งงานล่ะ จะตัดทันได้ยังไง…”
ฝานฉางอวี้ไม่ได้ใส่ใจ: “ใส่ชุดสีแดงแก้ขัดไปก่อนก็ได้มั้ง?”
เงินที่ได้จากการขายเนื้อหมูและเงินชดเชยที่ได้จากตอนที่พวกบ่อนพนันมาอาละวาดรวมกันแล้ว ก็เพิ่งจะมีแค่สามตำลึง เงินแค่นี้ต้องใช้สอยอย่างประหยัดที่สุด
แต่นางน่ะมีชุดใหม่ใส่แล้ว ส่วนคนที่จะมาแต่งเข้าบ้านให้นางนี่สิไม่มี ชุดเดิมของเขาถูกฟันจนขาดวิ่นไปหมดแล้ว ช่วงที่พักรักษาแผลก็สวมแค่เสื้อตัวในหลวมๆ แล้วทับด้วยเสื้อกันหนาวตัวเก่าของช่างไม้จ้าว วันแต่งงานยังไงก็ต้องตัดชุดใหม่ให้เขาสักชุด
ฝานฉางอวี้กัดฟันยอมจ่ายเงินครึ่งก้วน ไปร้านขายผ้าเพื่อซื้อผ้าสีแดงเข้มมาพับหนึ่ง ไหว้วานให้ช่างเย็บผ้าที่อยู่ในตรอกเดียวกันช่วยตัดชุดใหม่ให้เขาสักชุด
ที่เลือกซื้อผ้าสีแดงเข้มนี้ ฝานฉางอวี้ก็คิดมาดีแล้ว เอามาตัดเป็นเสื้อผ้า วันแต่งงานก็ใช้เป็นชุดเจ้าบ่าวได้ วันปกติก็ใส่เป็นชุดธรรมดาได้ด้วย
ช่างเย็บผ้าพอรู้ว่าฝานฉางอวี้จะแต่งงาน ก็พูดยิ้มๆ อวยพรไปหลายประโยค รู้ว่าบ้านฝานฉางอวี้กำลังลำบาก จะยังไงก็ไม่ยอมรับค่าแรง บอกว่าชุดแต่งงานชุดนี้ถือเป็นของขวัญแต่งงานก็แล้วกัน
แต่เรื่องขนาดตัวนี่สิต้องไปวัดดูหน่อย
ฝานฉางอวี้ตั้งใจจะขอให้ช่างไม้จ้าวช่วยวัดให้ แต่ช่างไม้จ้าวก็กำลังยุ่งอยู่กับการออกไปซื้อของใช้สำหรับงานแต่ง นางจึงต้องขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาด้วยตัวเอง: “วันแต่งเจ้าไม่มีชุดดีๆ ใส่เลย ข้าจะวัดขนาดตัวให้แล้วให้คนไปตัดชุดให้เจ้าสักชุดนะ”
เซี่ยเจิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เพื่อให้วัดขนาดตัวได้แม่นยำยิ่งขึ้น เขาไม่ได้สวมเสื้อกันหนาวตัวเก่าของช่างไม้จ้าวทับ สวมเพียงเสื้อตัวในบางๆ แล้วหันหลังให้ฝานฉางอวี้
ฝานฉางอวี้กางนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ออก วัดจากไหล่ซ้ายไปไหล่ขวาของเขา ผ่านเสื้อตัวในบางๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่อบอุ่นและแข็งแรง
ถึงแม้คราวก่อนตอนที่เขาไอเป็นเลือดอย่างหนัก นางจะเคยช่วยลูบหลังให้เขาหายใจสะดวกขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเคยสัมผัสกันมาแล้ว แต่ตอนนั้นมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย นางไม่มีความคิดอื่นเจือปนเลย แต่ตอนนี้อาจจะเป็นเพราะทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรเลย ภายในห้องเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกันอย่างชัดเจน มันทำให้นางรู้สึกเคอะเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ใจหนึ่งนางก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดคิดว่านางคิดไม่ซื่อกับเขา จึงพยายามลดการสัมผัสร่างกายเขาให้มากที่สุด อีกใจหนึ่งก็พยายามทำเป็นไม่สนใจอุณหภูมิที่ส่งผ่านมาจากปลายนิ้ว ตั้งใจจดจำขนาดตัว
“หนึ่งฉื่อ (ราว 33 เซนติเมตร) ห้าชุ่น (ราว 3 เซนติเมตร)” วัดขนาดตัวเสร็จ นางก็รีบส่งเสื้อตัวเก่าให้เซี่ยเจิง ให้เขาสวมทับเอง ดูมีท่าทีหลบเลี่ยงอยู่ไม่น้อย
ในใจก็แอบบ่นพึมพำ คนผู้นี้ดูผอมบาง แต่ไม่คิดเลยว่าช่วงไหล่และแผ่นหลังจะกว้างขนาดนี้ ขนาดตัวตอนใส่เสื้อผ้าพอๆ กับพ่อของนางเลยทีเดียว
ก่อนไป นางเล่าขั้นตอนคร่าวๆ ของงานแต่งวันพรุ่งนี้ให้อีกฝ่ายฟัง: “งานแต่งกำหนดไว้พรุ่งนี้บ่าย เจ้าลงบันไดไม่สะดวก เดี๋ยวถึงเวลาให้ท่านลุงจ้าวแบกเจ้าลงมานะ”
แต่งงานกับคำว่า “โพล้เพล้” (昏 – หุน พ้องเสียงกับ 婚 – หุน ที่แปลว่าแต่งงาน) เวลาย่ำค่ำถือเป็นฤกษ์งามยามดี
ไม่รู้ทำไม อีกฝ่ายถึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด: “ไม่ต้อง ข้าใช้ไม้ค้ำยันลงบันไดเองได้”
ฝานฉางอวี้ถามด้วยความกังวล: “แผลจะไม่ฉีกหรือ?”
“ไม่เป็นไร”
ฝานฉางอวี้เห็นเขายืนกราน ก็เลยตามใจเขากลับบ้านไปเตรียมงานแต่งต่อ
การจัดเลี้ยงแขกเหรื่อเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ นางควักเงินหนึ่งตำลึงไปซื้อหมูมาหนึ่งตัว ท่านป้าจ้าวที่เป็นแม่ครัวใหญ่ช่วยไปเชิญคุณป้าที่ทำกับข้าวเก่งๆ ในละแวกนั้นมาช่วยงานพรุ่งนี้
แล้วก็ต้องเตรียมลูกอมและขนมมงคลไว้ด้วย
ถึงจะบอกว่าจัดแบบเรียบง่าย แต่พอรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งหมดแล้ว เงินสามตำลึงในมือนางก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยสักอีแปะเดียว
ฝานฉางอวี้ยุ่งจนถึงยามไห่ (21.00-22.59 น.) ก็ยังไม่ได้พักหายใจ ท่านป้าจ้าวไม่มีลูกหลานสืบสกุล มาช่วยนางเตรียมงานแต่งก็เหมือนกำลังจัดการงานแต่งให้ลูกสาวตัวเอง ยุ่งวุ่นวายไปกับนางด้วย
รอจนฉางหนิงหลับไปแล้ว ท่านป้าจ้าวก็แอบยัดสมุดเล่มเล็กๆ ให้นางอย่างลับๆ
ฝานฉางอวี้เปิดดูแวบเดียวก็รีบปิดทันที ทั้งรู้สึกกระอักกระอ่วนและเขินอาย: “เขาเจ็บหนักขนาดนั้น คงไม่ต้องใช้ของแบบนี้หรอกมั้ง…”
ท่านป้าจ้าวถลึงตาใส่นาง: “เดี๋ยวก็ต้องมีจังหวะได้ใช้แหละน่า”
ฝานฉางอวี้จึงต้องจำใจรับสมุดเล่มนั้นมา
ช่างเย็บผ้าฝีมือดีมาก คืนนั้นก็เย็บชุดแต่งงานเสร็จและนำมาส่งให้
เดิมทีฝานฉางอวี้ตั้งใจจะตัดให้เซี่ยเจิงแค่ชุดเดียว ไม่คิดเลยว่าช่างเย็บผ้าจะพยายามประหยัดเศษผ้า จนสามารถตัดชุดสีเดียวกันให้นางได้อีกชุด
ช่างเย็บผ้าพูดยิ้มๆ ว่า: “บ่าวสาวแต่งงานกันจะใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกันได้ยังไง ข้าเห็นว่าผ้าที่เหลือพับนั้นยังพอตัดให้เจ้าได้อีกชุด ก็เลยเร่งมือตัดออกมา ฝีมืออาจจะไม่ดีนัก ห้ามรังเกียจนะ”
ฝานฉางอวี้เคยตัดเสื้อผ้ากับช่างเย็บผ้าคนนี้มาก่อน จึงมีขนาดตัวของนางเก็บไว้
ในใจของฝานฉางอวี้รู้สึกซาบซึ้งปนความรู้สึกหลากหลาย: “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านน้าฟาง”
ช่างเย็บผ้าเร่งเร้า: “รีบไปเปลี่ยนมาให้ข้ากับท่านป้าของเจ้าดูเร็วเข้า ถ้าไม่พอดี จะได้รีบแก้ตอนนี้เลย”
เนื่องจากผ้าไม่พอ ช่างเย็บผ้าจึงตัดชุดแต่งงานออกมาในรูปแบบที่เรียบง่ายมาก ดูไม่ต่างจากเสื้อผ้าทั่วไปนัก แต่รูปแบบก็ดูสวยงามสง่า
ฝานฉางอวี้เข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องแล้วเดินออกมา ทั้งท่านป้าจ้าวและช่างเย็บผ้าต่างก็ชมว่าสวย ช่างเย็บผ้าพูดล้อเลียนว่า: “พรุ่งนี้พอคลุมผ้าคลุมหน้าปุ๊บ ก็กลายเป็นเจ้าสาวที่สวยราวกับดอกไม้แล้วล่ะ!”
ฝานฉางอวี้ถาม: “ในเมื่อเป็นการแต่งเข้าบ้าน ผ้าคลุมหน้านั่นก็ควรจะให้เจ้าบ่าวคลุมไม่ใช่หรือ?”
ช่างเย็บผ้าและท่านป้าจ้าวต่างก็หัวเราะครืน: “นังหนูนี่…”
ฝานฉางอวี้แค่สงสัยเฉยๆ เพราะขืนให้หมอนั่นคลุมผ้าคลุมหน้าแต่งเข้าบ้านนางจริงๆ นางกลัวว่าอีกฝ่ายจะพลิกหน้าคว่ำโต๊ะกลางงานเอา
พอพูดถึงเจ้าบ่าว ช่างเย็บผ้าก็เกิดความสงสัยขึ้นมา: “ได้ยินมาว่าเจ้าบ่าวที่แต่งเข้าบ้านเจ้าคนนี้ เจ้าไปช่วยเขามาจากโจรภูเขาที่ช่องเขาหู่ฉา หน้าตาหล่อไหม?”
ฝานฉางอวี้ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ท่านป้าจ้าวก็ชิงตอบแทนไปก่อน: “พรุ่งนี้วันแต่ง เจ้าก็จะได้เห็นเองไม่ใช่หรือไง?”
ช่างเย็บผ้าพูดยิ้มๆ ว่าใช่ แล้วก็หยอกล้ออีกสองสามประโยค ก่อนจะขอตัวกลับบ้านไป
ตอนที่ท่านป้าจ้าวอยู่คุยกับฝานฉางอวี้ตามลำพัง พอนึกถึงว่าพรุ่งนี้ลูกสาวคนนี้กำลังจะออกเรือนแล้ว ก็อดรู้สึกสะท้อนใจแทนนางไม่ได้: “ลูกสาวบ้านคนรวย วันแต่งงานถึงจะให้คนแบกจากหอระเบียงลงมา นั่งเกี้ยวเจ้าสาวเป่าปี่ตีกลองไปจนถึงบ้านสามี…”
ฝานฉางอวี้ไม่ได้รู้สึกเศร้าใจอะไร กลับนึกถึงตอนที่นางบอกกับเหยียนเจิ้งว่าพรุ่งนี้จะให้ช่างไม้จ้าวแบกเขาลงมา แล้วเขาทำหน้าตึงปฏิเสธทันที
เหตุผลที่เขาปฏิเสธ คงไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอกนะ?
คืนนี้คนที่ยังคงจุดตะเกียงไม่ยอมหลับยอมนอน นอกจากบ้านตระกูลฝานแล้ว ก็ยังมีบ้านตระกูลซ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่หลังด้วย
แม่ซ่งตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นห้องลูกชายยังเปิดไฟอยู่ จึงเคาะประตูเรียก: “เยี่ยนเกอเอ๋อร์ ดึกป่านนี้แล้ว ควรพักผ่อนได้แล้วนะ”
มีเสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มดังออกมาจากในห้อง: “ข้าทบทวนตำราเล่มนี้จบก็จะนอนแล้วขอรับ”
แม่ซ่งทั้งสงสารลูกชายและรู้สึกภูมิใจ บอกว่า “อย่าอ่านดึกนักล่ะ” แล้วก็กลับห้องไป
ภายในห้อง แสงเทียนสว่างไสว ซ่งเยี่ยนถือม้วนหนังสือไว้ในมือ แต่ผ่านไปครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ได้พลิกหน้ากระดาษเลยสักหน้า แท่นหมึกและพู่กันถูกปัดตกเกลื่อนพื้น ข้าวของกระจุยกระจายไปหมด
มือที่จับม้วนหนังสืออยู่นั้น ก็กำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
นาง กำลังจะแต่งงานแล้วหรือ?

0 Comments