บทที่ 32
แปลโดย เนสยังหลังจากดอกไม้ไฟจบลง เสียงประทัดก็ยังคงดังประปรายจากตรอกซอกซอยไกลๆ ท่ามกลางความมืดมิด มีเสียงสุนัขเห่าแว่วมา
เซี่ยเจิงกำหมัดหลวมๆ เคาะเบาๆ ที่ขอบโต๊ะซึ่งฝานฉางอวี้นอนฟุบอยู่: “ตื่นเถอะ”
ด้วยฤทธิ์สุราและความง่วง ฝานฉางอวี้เพียงแค่ตอบรับอู้อี้ แล้วเปลี่ยนท่าทาง ซบหน้าลงกับแขนตัวเอง หลับสนิทต่อไป
เมื่อเห็นว่าปลุกนางไม่ตื่น เซี่ยเจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปหา พยุงนางขึ้นมาตั้งใจจะอุ้มกลับไปที่ห้อง
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ฝานฉางอวี้ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ แก้มทั้งสองข้างยังมีรอยแดงระเรื่อ ทำให้เซี่ยเจิงแยกไม่ออกว่านางตื่นอยู่หรือยังเมาอยู่กันแน่
เขาประคองแขนข้างหนึ่งของนางไว้ เพื่อไม่ให้นางล้ม ถามว่า: “เดินกลับห้องเองไหวไหม?”
ฝานฉางอวี้เอียงคอมองเขา เส้นผมยุ่งเหยิงเพราะท่านอนเมื่อครู่ ทำให้ดูทั้งเซ่อซ่าและว่าง่าย สายตานางดูเหม่อลอย ราวกับยังจำไม่ได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร
เซี่ยเจิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี ขมวดคิ้วพูดว่า: “ไม่รู้ลิมิตตัวเองแท้ๆ ยังจะกล้าดื่มอีก”
เขาจับมือข้างหนึ่งของนาง ตั้งใจจะพยุงนางให้ลุกขึ้น แต่กลับได้ยินนางพึมพำอะไรบางอย่างฟังไม่ได้ศัพท์
เซี่ยเจิงฟังไม่ถนัด จึงต้องเอียงหูเข้าไปใกล้: “อะไรนะ?”
ฝานฉางอวี้ยังคงไม่มีสติ หัวของนางผงกขึ้นลง และในจังหวะที่เซี่ยเจิงยื่นหน้าเข้าไปฟัง นางก็สัปหงกอีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดผ่านแก้มเขาเบาๆ ศีรษะซบลงตรงซอกคอเขาพอดี นัยน์ตาที่เหม่อลอยและง่วงงุนก็ปิดลง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำอะไรลงไป
แต่เซี่ยเจิงกลับตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งในวินาทีนั้น เสียงลม เสียงหิมะ เสียงกองไฟลุกไหม้ ล้วนเงียบงันไปหมด
ศีรษะที่มีเส้นผมนุ่มสลวยของนางซบอยู่ที่ซอกคอเขา ลมหายใจสม่ำเสมอและแผ่วเบา ดูเหมือนจะหลับสนิทไปแล้ว
เซี่ยเจิงนิ่งงันอยู่นาน จนกระทั่งมีเสียงเล็กๆ ดังมาจากข้างๆ: “พี่หญิง?”
เซี่ยเจิงหันไปมอง ก็เห็นฉางหนิงเหมือนเพิ่งจะตื่น มือข้างหนึ่งยังกอดซองอั่งเปาไว้แน่น อีกมือขยี้ตางัวเงีย มองเขากับฝานฉางอวี้อย่างงุนงง
เขายกนิ้วเรียวยาวขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่า “ชู่ว” ปอยผมปรกหน้าผาก นัยน์ตาสะท้อนแสงไฟดูมืดมิดและสงบนิ่ง: “พี่สาวเจ้าหลับแล้ว อย่ากวนนาง”
ฉางหนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เซี่ยเจิงชี้ไปที่ตะเกียงน้ำมันข้างๆ แล้วถาม: “ถือตะเกียงน้ำมันไหวไหม?”
ฉางหนิงพยักหน้าแรงๆ
นางใช้สองมือประคองตะเกียงน้ำมันเดินนำหน้า เซี่ยเจิงสอดแขนข้างหนึ่งใต้รักแร้ อีกข้างใต้ข้อพับเข่าของฝานฉางอวี้ อุ้มนางขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าหญิง แล้วเดินตามหลังฉางหนิงไปอย่างมั่นคง
ฝานฉางอวี้เคยแบกเขากลับมาจากทุ่งร้างถึงสองครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอุ้มนาง
นางตัวเบากว่าที่เขาคิดไว้มาก
ใช่สินะ ในเวลาเพียงสองเดือนสั้นๆ นางต้องเผชิญกับการสูญเสียพ่อแม่ ถูกเพื่อนสมัยเด็กถอนหมั้น ถูกลุงใหญ่แย่งชิงสมบัติ และที่ใกล้ตัวที่สุด การถูกลอบสังหารสองครั้งก็เพียงพอที่จะทำให้คนธรรมดาต้องหวาดผวาไปตลอดชีวิต
แต่ภายนอกนางกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวแต่เช้าตรู่ทุกวัน บนโต๊ะอาหารก็ไม่เคยเห็นนางกินข้าวไม่ลง เวลาปลอบน้องสาวก็ยังเล่นหัวเราะสนุกสนานกับเด็กน้อยได้
เมื่อก่อนเซี่ยเจิงคิดว่านางเป็นคนไม่คิดอะไรมาก แต่ในวินาทีนี้เขากลับรู้สึกว่า บางที… นางอาจจะไม่ได้เป็นคนไม่คิดอะไรมาก นางแค่รู้ว่าตัวเองจะมัวแต่โศกเศร้าเสียใจไม่ได้ นางจึงต้องพยายามหาเงิน กินข้าวให้อิ่ม นอนหลับให้สนิท ไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองป่วย และไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองท้อแท้สิ้นหวัง
เพราะน้องสาวมีเพียงนางให้พึ่งพิง นางจะล้มลงไม่ได้
ระยะทางจากห้องโถงใหญ่ไปยังห้องฝั่งทิศเหนือไม่ไกลนัก แต่ท่ามกลางความมืดมิดและแสงไฟที่สาดส่อง ภายในใจของเซี่ยเจิงกลับมีอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนมากมายเอ่อล้นขึ้นมา
เมื่อถึงห้องฝั่งทิศเหนือ ฉางหนิงตัวเตี้ยเกินไป วางตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไม่ถึง จึงต้องวางไว้บนเก้าอี้กลมก่อน
เซี่ยเจิงวางฝานฉางอวี้ที่กำลังหลับสนิทลงบนเตียง ฉางหนิงก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามากอดรองเท้าของฝานฉางอวี้ด้วยสองมือ ดึงไปข้างหลังสุดแรงเพื่อช่วยพี่สาวถอดรองเท้า
เด็กน้อยออกแรงเต็มที่แต่ก็ถอดไม่เป็น เซี่ยเจิงจึงบอกว่า: “ข้าทำเอง”
เขาช่วยถอดรองเท้าทั้งสองข้างออก กำลังจะห่มผ้าให้ฝานฉางอวี้ ฉางหนิงก็ท้วงขึ้นมาว่า: “พี่หญิงยังไม่ได้ถอดเสื้อกันหนาวเลย”
นิ้วของเซี่ยเจิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลอกเด็กว่า: “พี่สาวเจ้าหลับแล้ว ถ้าถอดเสื้อกันหนาวอาจจะทำให้นางตื่นได้ ให้นางนอนแบบนี้ไปเถอะ”
ฉางหนิงจึงยอมเลิกรา
ตอนที่เขาห่มผ้าห่มฝ้ายให้ฝานฉางอวี้ เด็กน้อยก็ถอดรองเท้าปีนขึ้นเตียง ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่คอยช่วยห่มผ้าให้พี่สาว
เซี่ยเจิงรอจนเด็กน้อยนอนลงแล้ว จึงนำตะเกียงน้ำมันไปวางไว้บนโต๊ะไม้ข้างๆ หันกลับไปมองทางเตียง ภายใต้แสงไฟสลัว ฝานฉางอวี้หน้าแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์สุรา ท่านอนดูเรียบร้อยและสงบเสงี่ยม
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคืนที่เขาสอนกฎหมายต้าอิ้นให้นาง นางท่องจำจนหลับคาโต๊ะหนังสือ แล้วส่งเสียงสะอื้นเรียก “ท่านแม่” ออกมาในความฝัน
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นเคยผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
“พี่เขย?”
ฉางหนิงเห็นเขาเอาแต่จ้องมองมาทางนี้ จึงกะพริบตาปริบๆ แล้วเรียกเขา
เซี่ยเจิงได้สติกลับมา พูดว่า: “เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องโถงเมื่อกี้ อย่าไปบอกพี่สาวเจ้านะ”
ฉางหนิงทำหน้างง: “เรื่องอะไรหรือ?”
เซี่ยเจิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง คิดว่าตอนนั้นนางเพิ่งตื่น อาจจะไม่เห็น จึงตอบไปว่า: “ไม่มีอะไร”
ตอนที่เขากำลังจะดับตะเกียงน้ำมัน เด็กน้อยก็ถามขึ้นว่า:
“พี่เขย กลับห้องไม่ต้องใช้ตะเกียงน้ำมันหรือ?”
“ไม่จำเป็น”
สิ้นเสียง ตะเกียงน้ำมันก็ดับลง ภายในห้องตกอยู่ในความมืดสนิท
เซี่ยเจิงก้าวเดินอย่างมั่นคงออกจากห้องไปท่ามกลางความมืด ก่อนออกไปก็ไม่ลืมปิดประตูให้ด้วย
ก่อนกลับห้อง เขาแวะเอาเหยี่ยวไห่ตงชิงที่อยู่ในกรงข้างเตาผิงไปด้วย พอเข้าห้องก็จุดตะเกียงน้ำมัน ฝนหมึกแล้วเขียนจดหมายที่เขียนค้างไว้เมื่อตอนกลางวันจนเสร็จ จากนั้นก็ใส่กระบอกไม้ไผ่ มัดติดกับขาของเหยี่ยวไห่ตงชิง
บาดแผลที่ปีกและขาของเหยี่ยวไห่ตงชิงหายดีแล้ว ช่วงนี้ไม่ได้บินออกไปไหน แถมยังมีเนื้อสดสับหรือเครื่องในชามใหญ่ให้กินทุกวัน เหยี่ยวตัวนี้ก็เลยอ้วนท้วนขึ้นไม่น้อย
เซี่ยเจิงยกแขนขึ้นให้เหยี่ยวไห่ตงชิงกระโดดขึ้นมา เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำหนักบนท่อนแขน คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น: “ส่งจดหมายเสร็จแล้ว ก็บินเล่นอยู่ข้างนอกจนค่ำค่อยกลับมานะ”
เหยี่ยวไห่ตงชิงเหลือบดวงตาเล็กๆ มองไปที่ชามใส่เศษเนื้อในห้องโถงโดยสัญชาตญาณ พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบของคนที่อยู่ข้างหลัง ก็รีบกระพือปีกบินออกไปในความมืดมิดยามราตรีทันที
เซี่ยเจิงไม่ได้กลับเข้าห้องหลังจากเหยี่ยวไห่ตงชิงบินไปไกลแล้ว แต่เขายืนเอามือไพล่หลังมองดูหิมะที่ตกหนักราวกับปุยฝ้ายร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ใต้ชายคาเป็นเวลานาน
ตอนที่เขาสั่งให้จ้าวสวินไปกว้านซื้อเสบียง เขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าทางการจะต้องสังเกตเห็น
ก่อนหน้านี้ที่จ้าวสวินมาพบเขา เขาได้สั่งให้จ้าวสวินนำเสบียงไปส่งยังสถานที่ที่เขากำหนดไว้ล่วงหน้า จดหมายที่เหยี่ยวไห่ตงชิงส่งไป ก็เพื่อสั่งให้ลูกน้องเก่าไปลำเลียงเสบียง
ครอบครัวเว่ยหวังจะกำจัดเขาโดยไม่ต้องเสียทหารแม้แต่นายเดียว แล้วค่อยเข้าครอบครองกองทัพหนึ่งแสนนายของเขาในฮุยโจว แผนการช่างแยบยลนัก แต่ในเมื่อเขายังไม่ตาย วันคืนอันสุขสงบของสองพ่อลูกนั่นก็คงใกล้จะจบลงแล้ว
ข่าวลือเรื่องศึกเมืองจิ่นโจวเมื่อสิบหกปีก่อนที่จู่ๆ ก็แพร่สะพัดออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนแรกเขายังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อท่านลุงผู้แสนดีของเขารู้ว่าเขากำลังสืบสวนเรื่องนี้อย่างลับๆ ก็ถึงกับวางกับดักกลางสมรภูมิเพื่อเอาชีวิตเขา นี่ก็เป็นการยืนยันความจริงของข่าวลือเหล่านั้นได้อย่างดี
ก่อนจะไปทวงคืนอำนาจทางทหารในฮุยโจว เขาต้องยืมมือครอบครัวเว่ย ถอนรากถอนโคนสายลับที่พวกมันแฝงตัวอยู่ข้างกายเขาให้หมดเสียก่อน
พอนึกถึงการที่ตัวเองต้องเรียกศัตรูว่าพ่อมาถึงสิบหกปี มุมปากของเซี่ยเจิงก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน
ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่เลือกที่จะตายตามพ่อของเขาไปหลังจากรู้ข่าวการตายของพ่อ เขาคงไม่ต้องถูกเว่ยเหยียนเลี้ยงดู และไม่ต้องเรียกศัตรูว่าพ่อมาถึงสิบหกปีใช่ไหม?
เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า โคมไฟใต้ชายคาสาดส่องสันจมูกโด่งของเขา ทำให้เกิดเงาทาบทับบนใบหน้า
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็นึกถึงสองพี่น้องตระกูลฝานขึ้นมา
มีแวบหนึ่ง เซี่ยเจิงรู้สึกอิจฉาเด็กน้อยคนนั้น
ตอนที่เขาประสบเคราะห์กรรมในวัยเด็ก เขาก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง แต่เมื่อตระกูลเซี่ยล่มสลาย เขาก็ไม่มีใครคอยปกป้องคุ้มครองเขาจากพายุฝนอีกเลย
เด็กน้อยคนนั้นช่างโชคดีเหลือเกิน สูญเสียพ่อแม่ไป แต่ก็ยังมีพี่สาวที่คอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้…
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดในดวงตาของเซี่ยเจิงก็เงียบสงบลง
เขาหันหลังเดินกลับเข้าห้อง ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก พอเอนตัวลงนอนก็รู้สึกว่าใต้หมอนมีอะไรผิดปกติ
เขาลุกขึ้นหยิบหมอนออก เมื่อเห็นซองสีแดง (อั่งเปา) วางอยู่ใต้หมอน ใบหน้าที่หล่อเหลาก็เผยให้เห็นความประหลาดใจชั่วขณะ
เงินอั่งเปา (เงินแต๊ะเอียใต้หมอน)
‘ซุ่ย’ (ปี/อายุ) พ้องเสียงกับคำว่า ‘ซุ่ย’ (สิ่งชั่วร้าย) ชาวบ้านเชื่อกันว่าเงินอั่งเปาสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและขับไล่ภูตผีปีศาจได้ ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย
นี่นางเป็นคนเอามาวางไว้ให้เขาหรือ?
เซี่ยเจิงแกะซองอั่งเปาออก ข้างในมีก้อนเงินก้อนเล็กๆ อยู่สองสามก้อน
แต่ละก้อนหนักไม่ถึงหนึ่งตำลึง แต่ในเวลานี้ เมื่อถือไว้ในมือ กลับรู้สึกหนักอึ้ง
เซี่ยเจิงจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขาได้รับเงินอั่งเปาคือเมื่อไหร่ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต ครั้งเดียวที่เขาได้รับเงินอั่งเปาก็คือตอนที่ท่านยายยังมีชีวิตอยู่
เว่ยเหยียนเป็นคนเลือดเย็นและแข็งกร้าวมาทั้งชีวิต อย่าว่าแต่หลานชายอย่างเขาเลย แม้แต่ลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง เขาก็ไม่เคยแสดงความรักใคร่ให้เห็น ย่อมไม่มีทางสั่งให้คนเตรียมซองอั่งเปาให้พวกเขาในเทศกาลปีใหม่
เซี่ยเจิงนอนหงายอยู่บนเตียง แขนข้างหนึ่งรองศีรษะ อีกข้างถือเงินก้อนเล็กๆ ยกขึ้นดูใต้แสงเทียนอย่างเงียบๆ คิ้วที่สวยงามแฝงความรู้สึกบางอย่าง
พ่อแม่ของนางจากไปแล้ว จากนี้ไปก็คงไม่มีใครให้เงินอั่งเปานางแล้วใช่ไหม?
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อฝานฉางอวี้ตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกปวดหัวตึบๆ
เพราะฤทธิ์สุรา นางจึงตื่นสาย ฉางหนิงไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว
นางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น พบว่าตัวเองยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมอยู่ พยายามนึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อคืน แต่ความทรงจำตอนเมาก็ว่างเปล่าไปหมด
แต่ถ้านางสามารถกลับมาที่ห้องได้ ก็มีอยู่สองทางคือ นางเดินกลับมาเอง หรือไม่ก็เหยียนเจิ้งเป็นคนพยุงกลับมา
พอคิดถึงทางเลือกที่สอง ฝานฉางอวี้ก็รู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที
นี่มันน่าอายชะมัด ดื่มแค่เหล้าใสยังเมาได้ ขืนมีคนรู้เข้าคงโดนหัวเราะเยาะแย่
นางนวดขมับที่ปวดตุบๆ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ได้ยินเสียงฉางหนิงร้องไห้มาจากห้องโถง
ฝานฉางอวี้เดินออกไปถามว่า: “เกิดอะไรขึ้น?”
ฉางหนิงนั่งยองๆ อยู่ข้างกรงไก่ ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล: “ซุ่นซุ่นหายไปแล้ว…”
ฝานฉางอวี้มองดูกรงไก่ที่ว่างเปล่า ก็อึ้งไปเหมือนกัน แล้วพูดว่า: “อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนลืมปิดประตูกรง พอแผลที่ปีกของซุ่นซุ่นหายดี มันก็เลยบินไปมั้ง”
ฉางหนิงร้องไห้หนักกว่าเดิม
ฝานฉางอวี้จนปัญญา ต้องเอาเรื่องที่ซุ่นซุ่นต้องกลับไปหาพ่อแม่ของมันมาอ้าง ฉางหนิงถึงค่อยๆ หยุดร้อง
เซี่ยเจิงอยู่ในห้อง คงจะได้ยินเสียงร้องไห้เหมือนกัน พอเดินออกมาเห็นฉางหนิงยังนั่งน้ำตาซึมอยู่ข้างกรงไก่ ก็พูดขึ้นว่า: “เดี๋ยวมันก็บินกลับมา”
ฉางหนิงเงยหน้าที่มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมอง: “จริงหรือ?”
ฝานฉางอวี้คิดว่าเขากำลังหลอกเด็ก กลัวว่าพอเด็กจับได้ทีหลังจะเสียใจหนักกว่าเดิม ก็เลยไม่สนใจความน่าอายที่ตัวเองเมาเมื่อคืน ส่งสายตาให้เซี่ยเจิง
เซี่ยเจิงตอนแรกไม่เข้าใจความหมายของสายตานั้น จนกระทั่งฝานฉางอวี้ปลอบฉางหนิงเสร็จ ก็หันมาพูดกับเขาว่า: “เจ้าไม่ต้องไปโกหกนางแบบนั้นหรอก ฉางหนิงคงจะเหงาแหละ รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ ข้าตั้งใจจะเลี้ยงลูกไก่สักฝูง พอนางมีเพื่อนเล่นใหม่ ก็คงลืมซุ่นซุ่นไปเอง”
เซี่ยเจิงบอก: “ข้าไม่ได้หลอกนาง”
คราวนี้เป็นฝานฉางอวี้ที่ตกตะลึง
เรื่องให้เหยี่ยวไห่ตงชิงไปส่งจดหมายยังบอกใครไม่ได้ เซี่ยเจิงจึงโกหกหน้าตายว่า: “การฝึกเหยี่ยว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการปล่อยมันบินไป ถ้ามันบินกลับมาได้ ถึงจะเรียกว่าฝึกสำเร็จอย่างแท้จริง”
ฝานฉางอวี้ฟังแล้ว ก็คิดว่านี่ก็ยังเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ไม่ใช่หรือ?
นางหรี่ตามองเซี่ยเจิงอย่างจับผิด: “เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่ามันจะบินกลับมา?”
เซี่ยเจิงพยักหน้าอย่างสุขุม
ฝานฉางอวี้ถึงแม้จะยังสงสัยอยู่บ้าง แต่ตัวเองก็ไม่รู้วิธีฝึกเหยี่ยว จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
เนื้อหมูเค็ม (腊肉) ที่นางรมควันไว้เมื่อช่วงก่อนยังแขวนอยู่เหนือเตาผิง ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ขาย มีเพียงส่วนน้อยที่เก็บไว้กินเอง
เมื่อก่อนตอนที่พ่อแม่นางยังมีชีวิตอยู่ ทุกปีในวันนี้พ่อจะหิ้วเนื้อหมูชิ้นหนึ่งไปเยี่ยมตายายฝาน ตอนนี้พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ฝานฉางอวี้แม้จะไม่สนิทกับตายายทั้งสอง แต่ในฐานะผู้น้อย ก็ต้องทำตามธรรมเนียม
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ นางก็ตั้งใจจะหิ้วเนื้อหมูเค็มไปให้สองตายายแล้วรีบกลับ ฝากฝังเซี่ยเจิงให้ช่วยดูแลฉางหนิง แล้วก็หิ้วเนื้อหมูเค็มออกจากบ้านไป
ฝานต้าเพิ่งจะตายไปไม่นาน ปีใหม่ของบ้านตระกูลฝานปีนี้จึงดูเงียบเหงาไปถนัดตา
ตอนที่ฝานฉางอวี้ไปถึง มีเพียงสองตายายตระกูลฝานอยู่บ้าน หลิวซื่อพาลูกๆ กลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิดแล้ว
อาจเป็นเพราะลูกชายทั้งสองคนต้องมาตายภายในปีเดียว สองตายายจึงได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ยายฝานถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนตาฝานที่ผมหงอกประปรายอยู่แล้ว ตอนนี้ผมก็ขาวโพลนไปทั้งหัว เสื้อผ้าที่ใส่ในวันปีใหม่ก็ดูสกปรกและยับยู่ยี่
ไม่รู้ว่าหมดอารมณ์จะแต่งตัว หรือเป็นเพราะตอนนี้ลูกสะใภ้เป็นใหญ่ ชีวิตความเป็นอยู่เลยไม่ค่อยดีนัก
เขาเห็นฝานฉางอวี้ ก็เรียกให้นางเข้าไปนั่งผิงไฟในบ้าน
แต่ฝานฉางอวี้เพียงแค่อยากให้ของเสร็จแล้วก็กลับ จึงบอกว่า: “หนิงหนียงยังรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าคงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว”
ตาฝานมองดูเนื้อหมูเค็มที่นางหิ้วมา คงจะนึกถึงลูกชายคนเล็กที่เคยเอาเนื้อหมูมาให้ทุกปี ขอบตาแดงเรื่อ พูดว่า: “เข้าไปนั่งข้างในหน่อยเถอะ เรื่องของพ่อเจ้าในอดีต ข้าคิดว่าควรจะเล่าให้เจ้าฟังได้แล้ว”
ฝานฉางอวี้ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป พ่อของนางในอดีตยังมีเรื่องอะไรที่นางไม่รู้อีกหรือ?
เมื่อเห็นตาฝานพูดจบก็เดินโขยกเขยกเข้าไปในบ้าน ฝานฉางอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามเข้าไป

0 Comments