ตอนที่ 67 อย่างมากฉันก็แค่ตาย
แปลโดย เนสยังเด็กๆ พอได้ยินว่าจักรยานคันใหม่ที่แม่เพิ่งซื้อมา จะตกเป็นของอาสี่ ก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจออกมาทันที ลู่หมิงเลี่ยงที่ตั้งใจจะแอบเอาไปหัดปั่นตอนที่แม่เผลอ ก็ยังไม่ทันได้จับให้ชื่นใจเลย อาสะใภ้สี่ก็จะมาแย่งไปซะแล้ว แบบนี้เขาจะยอมได้ยังไง
“ไม่เอาๆ นี่เป็นรถที่แม่ผมซื้อมานะ ทำไมต้องเอาไปให้อาสี่ด้วย อาสี่จะปั่นไปทำงาน ก็ให้ไปซื้อเองสิ นี่มันของบ้านผมนะ ของบ้านผม ผมกับพี่ชายแล้วก็น้องสาวก็อยากปั่นเหมือนกัน ผมไม่ให้หรอก ไม่ให้เด็ดขาด”
โจวเจียวเจียวจิ๊ปากเบาๆ “หมิงเลี่ยง อย่าดื้อสิลูก อาสี่เขาต้องปั่นไปทำงานนะ อย่าทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจสิ”
ลู่หมิงข่ายพอได้ยินที่พี่ชายพูด ก็เริ่มงอแงตาม โผเข้ากอดแฮนด์จักรยานไว้แน่น แล้วก็เริ่มร้องไห้โฮ
“ของหนู นี่ของบ้านหนู แม่หนูเป็นคนซื้อมา ฮือๆๆ ไม่ให้หรอก ไม่ให้”
ลู่หมิงหยางและลู่หมิงฟางถึงแม้จะไม่ได้ร้องไห้งอแง แต่ก็ออกมายืนขวางหน้าเสิ่นเมิ่งไว้ เพื่อไม่ให้โจวเจียวเจียวเข้ามาแย่งจักรยานไปได้
คนที่เพิ่งเลิกงานเดินผ่านมา พอเห็นเด็กร้องไห้ ก็พากันหยุดดูว่าวันนี้ครอบครัวบ้านลู่จะมาไม้ไหนอีก
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ดูเด็กๆ สิ ฉันเข็นกลับไปก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวพอหลอกเด็กๆ ให้หยุดร้องได้ เจียเซวียนก็คงจะเลิกงานกลับมาพอดี ตอนบ่ายก็ให้เขาหัดปั่นให้คล่อง พรุ่งนี้จะได้ปั่นไปทำงานได้เลย”
“นี่เธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันก็บอกแล้วไงว่านี่เป็นรถที่ฉันซื้อมาเอง เกี่ยวอะไรกับลู่เจิ้นผิงด้วย เขาจะกล้าเอาเงินตั้งร้อยแปดสิบหยวนกับคูปองอุตสาหกรรมอีกห้าใบไปซื้อจักรยานให้บ้านสี่ได้ยังไง ซื้อมาเพื่อเอาไว้รับส่งพวกลหมิงเลี่ยงไปโรงเรียนตอนฝนตกหรือหิมะตกต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลู่เจียเซวียนเลย เขาจะปั่นไปทำงานก็เรื่องของเขาสิ ถ้าอยากได้จักรยานก็ไปหาทางซื้อเอาเองสิ ไม่เคยได้ยินเลยนะว่ามาฮุบของจากบ้านพี่สะใภ้ใหญ่ที่แยกบ้านกันแล้ว แล้วยังจะมาเข็นกลับไปหัดปั่นอีก ฝันไปเถอะ”
คำพูดของเสิ่นเมิ่งทำเอาลู่หมิงเลี่ยงหยุดร้องไห้ทันที เขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูก แล้วก็หันไปจ้องหน้าอาสะใภ้สี่อย่างเอาเรื่องพร้อมกับพี่ๆ น้องๆ
โจวเจียวเจียวหน้าซีดเผือด ไม่คิดเลยว่าเสิ่นเมิ่งจะกล้าพูดจาหักหน้าเธอต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนี้
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันรู้ว่าพี่ซื้อจักรยานคันนี้มาเพราะพี่ใหญ่สั่งมา เขาส่งคูปองอุตสาหกรรมกับเงินมาให้พี่ ก็เพื่อจะให้เจียเซวียนเอาไว้ปั่นไปทำงานที่คอมมูนไงล่ะ นี่มันเรื่องใหญ่นะ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่อย่ามาทำตัวงี่เง่าสิ เดี๋ยวพี่ใหญ่กลับมา พี่จะหาคำอธิบายให้เขาฟังไม่ได้นะ!”
คำพูดของโจวเจียวเจียวทำให้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ เริ่มจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ใช่แล้ว เสิ่นเมิ่งไม่ค่อยได้ไปทำงานหาแต้มแรงงาน ลู่เจิ้นผิงคงจะซื้อจักรยานมาให้น้องชายที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นแน่ๆ คงไม่ได้ซื้อมาให้เมียขี้เกียจปั่นเล่นอยู่บ้านหรอกมั้ง!
“ใช่สิ ฉันก็ได้ยินมาว่าเจียเซวียนกำลังจะได้ไปทำงานที่คอมมูนแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง จักรยานคันนี้ก็คงจะซื้อให้เจียเซวียนปั่นไปทำงานจริงๆ นั่นแหละ การไปทำงานมันเป็นเรื่องสำคัญนะ เสิ่นเมิ่งก็ทำตัวงี่เง่าเกินไปแล้ว พาเด็กๆ มาวุ่นวายทำไมกัน เดี๋ยวก็ทำให้เด็กๆ เสียนิสัยกันพอดี”
“ใช่เลย ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ก็ยังไม่เห็นหล่อนจะไปทำงานหาแต้มแรงงานเลย สงสัยจะอ้างว่าแผลยังไม่หายดี ตอนนี้ก็เห็นเดินเหินได้ปกติแล้วนี่นา วันๆ เอาแต่นั่งกินนอนกินอยู่บ้าน ไม่รู้ว่าเจิ้นผิงไปทำกรรมอะไรมาถึงได้มาแต่งงานกับผู้หญิงขี้เกียจแบบนี้ โชคร้ายจริงๆ”
“ดูเจียวเจียวสิ ขยันขันแข็ง ล้วนแต่เป็นสะใภ้บ้านลู่เหมือนกัน ทำไมไม่หัดเอาอย่างเจียวเจียวบ้างล่ะ กตัญญูต่อพ่อแม่สามี ขยันทำงานหาแต้มแรงงาน นี่แหละคือตัวอย่างที่ดี พวกเธอดูสิ… โอ้โห โชคดีนะเนี่ยที่ลูกสะใภ้ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องอกแตกตายแน่ๆ”
จูจวี๋อิงและลู่เซียงเซียง แม่ลูกสองคนกำลังแบกจอบเดินกลับบ้าน พอได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ ก็รีบเดินเข้ามาดูทันที พอถามไถ่ชาวบ้านที่ยืนอยู่แถวนั้น ก็ได้ความว่า สามีของโจวเจียวเจียวที่กำลังจะได้ไปทำงานที่คอมมูน จะมาขอแบ่งจักรยานคันใหม่ของพี่สะใภ้ใหญ่ไปใช้
พอได้ยินคำพูดของโจวเจียวเจียว สองแม่ลูกก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกหรอกนะ อาการบาดเจ็บของสะใภ้เจิ้นผิงตอนนั้น ทุกคนก็เห็นกันหมดนี่นา แถมหมอฉางหงก็เป็นคนตรวจดูอาการให้ด้วยตัวเอง แล้วยังจ่ายยาให้อีก ได้ยินมาว่าเมื่อวันก่อนยังพาเมียของเจียเซิ่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในอำเภออยู่เลย อาการยังไม่หายดี จะไปว่าหล่อนขี้เกียจไม่ยอมไปทำงานได้ยังไง กะจะให้หล่อนรีบไปตายหรือไง?”
“แม่จ๊ะ แม่พูดถูกแล้ว พี่สะใภ้เมิ่งร่างกายยังไม่แข็งแรงดี เมื่อวานยังไปขอให้พ่อช่วยล้อมรั้วที่ดินส่วนตัวให้อยู่เลย ถ้าให้ไปทำงานหาแต้มแรงงานจริงๆ ถ้าเกิดล้มป่วยขึ้นมา จะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอล่ะ การเอาเรื่องพวกนี้มาพูดสนุกปากน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าพี่สะใภ้เมิ่งเกิดเก็บไปคิดมาก แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา คนพูดก็รับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
ลู่เซียงเซียงรู้สึกซาบซึ้งใจที่เสิ่นเมิ่งยังนึกถึงเรื่องงานแต่งงานของเธอ อุตส่าห์บอกว่าเป็นเงินชดเชย แต่เงินจำนวนนั้นมันก็มากพอแล้ว ไม่เห็นจะต้องให้คูปองฝ้ายมาเยอะแยะขนาดนั้นเลย ปกติคนทั่วไปถ้าอยากได้คูปองฝ้ายเยอะขนาดนี้ ก็ไม่รู้จะต้องเก็บหอมรอมริบกันกี่ปี ต้องเป็นเพราะได้ยินพ่อบ่นให้ฟังแน่ๆ ถึงได้จำใส่ใจเอาไว้
คำพูดของจูจวี๋อิงและลู่เซียงเซียง ทำให้คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่รู้สึกกระดากใจ บางคนก็ยิ้มแหยๆ แล้วก็หาข้ออ้างเดินหนีไป แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังยืนดูอยู่ เพราะอยากจะรู้ว่าเสิ่นเมิ่งจะยอมยกจักรยานให้บ้านสี่จริงๆ หรือเปล่า ถ้าหล่อนยอมยกให้จริงๆ วันหลังพวกเขาจะได้มาขอยืมของบ้าง โดยที่ไม่ต้องคืนยังไงล่ะ!
คนที่มีความคิดแบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเลย ภรรยาของไหลจื่อก็เป็นหนึ่งในนั้น จ้องมองเสิ่นเมิ่งตาเป็นมันเลยทีเดียว
เสิ่นเมิ่งส่งยิ้มขอบคุณไปให้จูจวี๋อิงและลู่เซียงเซียง ก่อนจะหันมามองโจวเจียวเจียว
“ถ้าเธออยากจะเข็นจักรยานคันนี้ไปก็ได้นะ แต่ต้องจ่ายค่าเช่าวันละสองเหมานะ คิดราคาเท่ากับจักรยานของหน่วยผลิตเลย จักรยานของฉันคันนี้ใหม่เอี่ยมอ่อง บ้านเธอเช่าไปก็ไม่ขาดทุนหรอก”
“อะไรนะ? พี่สะใภ้ใหญ่ พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง พี่จะมาคิดเงินกับพวกเราได้ยังไงล่ะ นี่มันจักรยานที่พี่ใหญ่ซื้อให้เจียเซวียนนะ พี่จะไม่ยอมให้ฉันจริงๆ เหรอ?”
“นี่เธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันก็บอกแล้วไงว่าจักรยานคันนี้ฉันเป็นคนซื้อเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับลู่เจิ้นผิงเลย เขาจะกล้าเอาเงินกับคูปองอุตสาหกรรมมากมายขนาดนี้ไปซื้อจักรยานให้พวกเธอได้ยังไง ถ้าขืนทำแบบนั้น ฉันนี่แหละที่จะขอหย่ากับเขา แล้วพาเด็กๆ ไปอยู่ที่อื่นซะเลย บ้านตัวเองยังไม่รู้จักดูแล จะไปดูแลคนอื่นทำไม เป็นพ่อพระมาโปรดหรือไง ฉันขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าลู่เจิ้นผิงกลับมา แล้วบังคับให้ฉันยกจักรยานให้พวกเธอ ฉันจะหย่ากับเขาทันที หึๆ โจวเจียวเจียว ถึงเวลานั้นเธอกับลู่เจียเซวียนก็เตรียมตัวรับกรรมไปเถอะ โทษฐานที่เป็นต้นเหตุให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ต้องเลิกรากัน เพียงเพราะอยากจะได้จักรยานคันเดียว ถ้าเธออยากให้เป็นแบบนั้น ก็ลองเขียนจดหมายไปฟ้องลู่เจิ้นผิงดูสิ ลองดูสิว่าฉันจะกล้าทำจริงหรือเปล่า”
หลังจากเสิ่นเมิ่งพูดจบ ก็เข็นจักรยานกลับเข้าลานบ้านไป ลู่หมิงหยางและเด็กๆ ตกใจกลัวแทบแย่ พวกเขาเพิ่งจะได้มีชีวิตที่สงบสุขมาได้ไม่นาน แม่ซื้อจักรยานคันนี้ก็เพื่อพวกเขาทั้งนั้น ถ้าเกิดแม่กับพ่อต้องมาหย่ากันเพราะเรื่องนี้ พวกเขาก็คงจะต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าอีกครั้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กๆ ก็พร้อมใจกันตัวสั่นเทา ลู่หมิงเลี่ยงเป็นคนที่ตอบสนองได้เร็วที่สุด
เขาดัง “ตุ้บ” คุกเข่าลงต่อหน้าโจวเจียวเจียว
“คุณอาสะใภ้สี่ อาสี่ก็ให้พ่อผมช่วยหาเส้นสายให้ได้ไปทำงานแล้ว ทำไมยังต้องมาแย่งจักรยานที่แม่ซื้อให้พวกเราอีก คุณอาสะใภ้สี่อยากจะยึดบ้านอิฐของพวกเราไปอีกแล้วใช่ไหม ฮือๆๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะ พวกเราขาดบ้านไปไม่ได้หรอกนะ!”
ลู่หมิงหยางยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกตีที่ต้นขาอย่างแรง เขามองดูมือน้อยๆ ที่รีบชักกลับไป แล้วก็หันไปมองโจวเจียวเจียวด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณอาสะใภ้สี่ จักรยานราคาแพงขนาดนี้ พ่อไม่มีทางซื้อให้อาสี่หรอกครับ คุณอาสะใภ้สี่อย่าเข้าใจผิดเลยนะครับ”
พอนึกถึงช่วงนี้ที่แม่คอยถักเปียให้ คอยกอดนอน สอนแปรงฟัน ซื้อกระเป๋านักเรียนและสมุดให้ แถมยังตัดเสื้อผ้าสวยๆ ให้ตั้งหลายชุด
ลู่หมิงฟางคิดว่าถ้าวันหนึ่งแม่ต้องจากไป หล่อนที่เป็นเด็กผู้หญิง ก็คงจะหมดโอกาสได้เรียนหนังสือ ดีไม่ดีพอโตขึ้นมาหน่อย ก็คงจะถูกจับแต่งงานออกเรือนไป ชีวิตทั้งชีวิตก็คงจะจบสิ้นเพียงเท่านี้
หล่อนเคยได้ยินคุณครูบอกว่า ผู้หญิงไม่ควรจะรีบแต่งงานเร็วเกินไป ควรจะออกไปเปิดหูเปิดตา เปิดโลกกว้างให้มากๆ ตั้งใจหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แล้วก็ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ หล่อนก็อยากจะตอบแทนบุญคุณแม่ อยากจะให้แม่ได้ใช้เงินที่หล่อนหามา จะได้มีชีวิตที่สุขสบาย
เด็กสาวดวงตาแดงก่ำ จ้องมองโจวเจียวเจียวด้วยความโกรธแค้น
“ใช่ คุณอาสะใภ้สี่ คุณอาสะใภ้สี่อยากจะทำลายครอบครัวพวกเรา ไม่ให้พวกเราพี่น้องได้อยู่อย่างสงบสุข ตอนที่ยังไม่แต่งเข้ามา ก็ยึดเอาผ้านวมของแม่ฉันไปตั้งสองผืน พอแต่งเข้ามาแล้วก็ยังจะมาคอยรีดไถเงินจากแม่ฉันอีก ตอนนี้พ่อฉันก็ฝากฝังให้อาสี่ได้ไปทำงานแล้ว คุณอาสะใภ้สี่ก็ยังจะมาแย่งจักรยานของบ้านเราอีก คุณอาสะใภ้สี่ไม่อยากให้พวกเราอยู่อย่างสงบสุข ฉันก็จะไม่ให้พวกคุณอยู่อย่างสงบสุขเหมือนกัน อย่างมากฉันก็แค่ตาย”
ใครจะไปคิดว่าลู่หมิงฟางจะจู่ๆ ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาแบบนี้ เด็กสาวโยนกระเป๋านักเรียนทิ้ง แล้วก็วิ่งหนีออกไปทางถนนใหญ่ ปากก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
“ฉันจะไปฟ้องที่คอมมูน จะไปฟ้องที่คอมมูน ไม่ให้อาสี่ไปทำงาน ฉันจะกระโดดน้ำตาย ฉันจะไปแจ้งความกับตำรวจ”

0 Comments