ตอนที่ 6 ครั้งนี้คงต้องพึ่งพวกพ่อกับแม่แล้ว
แปลโดย เนสยังโจวเจียวเจียวหน้าซีดเผือดเพราะถูกด่า ลู่เจียเซวียนที่แอบมองเธออยู่ในห้องโถงตลอด พอเห็นว่าเธอถูกด่าก็ไม่พอใจทันที
“แม่ พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เจียวเจียวก็หวังดีไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างตอนที่พี่สะใภ้ใหญ่ถูกหามกลับมา ก็ร้องโอดโอย แล้วก็เอาแต่ด่าเจียวเจียว แม่ก็เห็นนี่นา ฮึ เลือดที่หน้าผากนางหยุดไหลได้ ก็เพราะเจียวเจียวเป็นคนจัดการให้นะ!”
โจวเจียวเจียวเพิ่งแต่งงานเข้ามาได้ครึ่งปี ปกติก็ไม่เคยมีใครพูดจารุนแรงกับเธอเลยสักคำ พอมาโดนหลิวซานจินด่าแบบนี้ น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาทันที ทำให้ลู่เจียเซวียนปวดใจเป็นอย่างมาก
พอได้ยินลูกชายเถียงคำไม่ตกฟาก หลิวซานจินก็หน้าดำคร่ำเครียดลงทันที
โจวเจียวเจียวสะอื้นสองสามครั้ง พอเห็นแม่สามีสีหน้าไม่ดี ก็รีบพูดขึ้นมาว่า “แม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้นะ เราต้องรีบไปดูแลพี่สะใภ้ใหญ่ก่อน ขอแค่นางรอดมาได้ ชื่อเสียงของบ้านเราก็จะปลอดภัย”
หลิวซานจิน “แค่นเสียงหึ” อย่างเย็นชา กำลังจะก้าวเท้าเดินไปที่ห้องของเสิ่นเมิ่ง ก็ถูกโจวเจียวเจียวดึงตัวไว้
“แม่ รอก่อน เจียเซวียน คุณตักข้าวกับกับข้าวไปให้พ่อแม่ของพี่สะใภ้ใหญ่กินหน่อยสิ พวกท่านรีบเดินทางมาไกล ป่านนี้คงยังไม่ได้กินข้าว เดี๋ยวพอปลอบใจพวกท่านเสร็จ ฉันกับพี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สาม แล้วก็แม่ ค่อยเข้าไปดูอาการพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยกัน เอาของดีๆ ติดมือไปด้วย พี่สะใภ้ใหญ่จะต้องยอมฟังพวกเราแน่ๆ”
คำพูดของเธอฟังดูดีมาก ทำให้ลู่เจียเซวียนพยักหน้าอย่างชื่นชม จากนั้นก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อยมองหลิวซานจินด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อคิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าวิธีที่เธอพูดมาน่าจะเป็นไปได้ หลิวซานจินจึงกลับเข้าไปในห้องโถง แล้วไปปรึกษากับลูกสะใภ้คนอื่นๆ
ในห้องของเสิ่นเมิ่ง เธอให้หวังคุ่ยจือเปิดตู้บนเตียงเตา ในนั้นมีขนมเค้กไข่กับบิสกิตที่เจ้าของร่างเดิมแอบซื้อเก็บไว้ พอดีเลย จะได้เอาออกมากินรองท้องสักหน่อย สองตายายเห็นลูกสาวในสภาพนี้ จะกล้ากินลงได้ยังไง ของหายากแบบนี้ เก็บไว้บำรุงร่างกายให้ลูกสาวจะดีกว่า
“พ่อ แม่ ฟังหนูนะ พวกพ่อกับแม่กินของพวกนี้ไปก่อน เดี๋ยวหนูยังต้องพึ่งให้พวกพ่อกับแม่ช่วยทวงความยุติธรรมให้หนูอีกนะ ถ้าปล่อยให้ท้องหิว แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาช่วยหนูล่ะ”
หวังคุ่ยจือมองขนมเค้กไข่และบิสกิตในมือ กัดฟันหยิบขนมเค้กไข่หนึ่งชิ้นกับบิสกิตสองชิ้นยื่นให้เสิ่นฟู่กุ้ย
“ตาเฒ่า แกกินรองท้องไปก่อน เมื่อก่อนได้ยินแต่เสี่ยวเมิ่งบอกว่าคนบ้านลู่ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ฉันก็ดันเชื่อซะสนิทใจ ลองดูสภาพความเป็นอยู่ของลูกสาวเราตอนนี้สิ วันนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องทวงความยุติธรรมให้เสี่ยวเมิ่งให้ได้ แกรีบกินซะ พอกลับถึงบ้าน ฉันค่อยต้มไข่ให้แกกินอีกฟอง”
“ฉัน นี่ ยายเฒ่า แกกินเถอะ ฉันดื่มน้ำเปล่าก็พอ ฉันยังไม่หิวเลย ไว้กลับไปกินตอนเย็นก็เหมือนกันแหละ”
เมื่อเห็นคนแก่สองคนเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา เสิ่นเมิ่งก็รีบพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องเกี่ยงกันแล้ว พ่อกับแม่รีบกินซะเถอะ ถ้าไม่กินก็ตกเป็นของคนบ้านลู่อยู่ดี รู้ไหมว่าทำไมบ้านอิฐสามห้องใหญ่ถึงไม่ได้อยู่ แล้วต้องมาอัดกันอยู่ในบ้านเก่าๆ แบบนี้กับลูกๆ? ก็แม่สามีหนูนั่นแหละบอกว่า ตอนที่ลู่เจียเซวียนกับโจวเจียวเจียวแต่งงานกัน บ้านช่องต้องดูใหญ่โตโอ่อ่า เลยขอเช่าบ้านหนูเป็นเรือนหอชั่วคราว ตอนนั้นหนูเห็นแก่ค่าเช่าเดือนละสองหยวนที่แม่สามีตกลงจะให้ ก็เลยยอมให้พวกนั้นเข้าไปอยู่ ผลปรากฏว่าผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว ค่าเช่าสักแดงก็ไม่เคยได้เห็น แล้วพวกนั้นก็ไม่ยอมย้ายออกไปจากบ้านหนูสักที วันนี้หนูบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ถ้าเกิดตายไปจริงๆ ก็คงสมใจพวกนั้นแล้วล่ะ แม่ แม่เชื่อหนูนะ กินเสร็จแล้วก็ปล่อยผมให้สยายออก อ้อ เอาดินมาทาหน้าด้วย วิ่งออกไปร้องโวยวายให้ตลอดทาง ตรงไปที่หน่วยผลิตของหมู่บ้านลู่เลย ให้พวกผู้นำหมู่บ้านมาช่วยตัดสินเรื่องนี้”
“อะไรนะ? ทำไมถึงได้จิตใจดำมหิตขนาดนี้ สวรรค์เอ๊ย พ่อกับแม่ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย นังลูกโง่ ทำไมแกถึงยอมตกลงล่ะ บ้านอิฐสามห้องใหญ่นั่น เจิ้นผิงเป็นคนสร้างให้ตอนแต่งงานนะ ก็เพื่ออยากให้แกกับเด็กๆ ได้อยู่สบายๆ แกนี่นะ ปกติก็ดูฉลาดเฉลียวดี ทำไมถึง…” หวังคุ่ยจือโกรธจนน้ำตาร่วงเผาะๆ
มุมปากของเสิ่นเมิ่งกระตุกเล็กน้อย เธอเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าบ้านในชนบทแบบนี้จะไปคุ้มค่าเช่าเดือนละสองหยวนได้ยังไง แค่บ้านอิฐสามห้องใหญ่ถูกยืมไปตั้งนานแล้ว ทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงไม่เคยไปทวงคืนเลยล่ะ แล้วก็เด็กพวกนั้นอีก ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าวิ่งหนีไปไหนแล้ว
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้นะ พ่อ นี่ก็ตั้งนานแล้ว หมิงหยางกับน้องๆ ยังไม่กลับมาเลย พ่อกับแม่แยกย้ายกันไปนะ คนหนึ่งไปที่หน่วยผลิต อีกคนไปตามหาเด็กๆ บอกว่าหนูใกล้จะตายแล้ว ให้พวกเขารีบมา… ดูใจหนูเป็นครั้งสุดท้าย”
“นังหนูบ้า อย่าพูดจาเหลวไหล รีบถุยน้ำลายลงพื้นเร็วเข้า”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ความเชื่อผิดๆ นี่มันใช้ไม่ได้หรอกนะ ไม่งั้นฉันคงไม่ได้ทะลุมิติมาหรอกคุณแม่!!!
“พ่อ แม่ รีบกินเถอะ กินไปแล้วก็ฟังหนูพูดไปด้วยนะ อีกเดี๋ยวคนบ้านลู่ก็จะมาแล้ว เราต้องรีบทำเวลา ถ้าจัดการเรื่องนี้จบ หนูจะตั้งใจใช้ชีวิตให้ดีๆ จะกตัญญูกับพ่อแม่ให้มากๆ ตอนนี้มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้นที่จะช่วยหนูได้ ต้องรีบนะ ไม่อย่างนั้นหนูคงต้องตายด้วยน้ำมือคนบ้านลู่แน่ๆ แม่ ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวตอนที่ร้องไห้โวยวายก็พูดให้ช้าลงหน่อย ถ้าพูดเร็วเกินไปเดี๋ยวจะพลาดได้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ไม่ต้องสนใจ ให้พูดแค่ว่าหนูกำลังจะถูกคนบ้านลู่ฆ่าตาย ที่ทำไปก็เพื่อจะฮุบบ้านอิฐสามห้องใหญ่ อ้อ คนหมู่บ้านลู่จะต้องปกป้องคนของเขาเองแน่ๆ แม่เปิดตู้บนเตียงนะ ในนั้นมีกระดาษสีแดงอยู่ แม่เอาน้ำแตะๆ แล้วทาที่มุมปากกับหน้าผากนะ แล้วบอกว่าตัวเองถูกทำร้าย แม่ เชื่อมั่นในตัวเองนะ แม่ทำได้แน่!”
“พ่อ พ่อก็เอาน้ำสีกระดาษแดงมาทาด้วยนะ ไม่เป็นไรหรอก พ่อเคยมาหมู่บ้านลู่ตั้งหลายครั้งแล้ว หนูเดาว่าพวกหมิงหยางคงจะอยู่ที่บ้านอาสะใภ้รองแน่ๆ อารองกับอาสะใภ้รองเป็นคนซื่อสัตย์ ปกติก็คอยดูแลเด็กๆ อยู่บ่อยๆ พ่อไปตามพวกเขากลับมาเลยนะ ไม่ว่าพวกเขาจะมีท่าทียังไง ก็ต้องพาพวกเขากลับมาให้ได้ หมิงหยางเป็นลูกชายคนโตของลู่เจิ้นผิง เป็นหลานชายคนโตของบ้านลู่ แม่จะตายอยู่รอมร่อแล้ว เขาก็ต้องมาอยู่ด้วย”
เสิ่นเมิ่งมองดูสองตายายที่ถูกคำพูดของเธอปลุกปั่นจนกินขนมอย่างมูมมาม ในใจก็ได้แต่เอ่ยคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ ตอนนี้เธอปวดหัวมาก ความหวาดกลัวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ ไม่มีใครทนรับได้หรอกที่ภายในปีเดียวต้องเจออุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงสองครั้ง แถมยังต้องลอยเคว้งอยู่กลางอากาศตั้งครู่หนึ่งอีกต่างหาก
หวังคุ่ยจือกับเสิ่นฟู่กุ้ยกินขนมเค้กไข่และบิสกิตไปสองสามชิ้น ดื่มน้ำเข้าไปนิดหน่อย แล้วก็รีบเอาน้ำกระดาษแดงมาทาหน้า ทั้งคู่ปล่อยผมสยาย หน้าตามอมแมมคลุกฝุ่น แม้แต่เสิ่นเมิ่งเองเห็นแล้วยังรู้สึกว่าสองตายายดูน่าเวทนามาก
ขณะที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากลานบ้าน ทั้งสามคนนิ่งเงียบไปทันที ต่างก็หันไปมองข้างนอก
“แม่ แม่วิ่งออกไปก่อนนะ เดี๋ยวพ่อค่อยวิ่งตามออกไป ต้องเร็วนะ ถ้าถูกคนบ้านลู่ขวางไว้ จะออกไปไม่ได้นะ”
“ได้สิ ลูก วันนี้เพื่อแก พ่อกับแม่จะสู้ตายเลย แต่…แต่ว่าแกจะทำยังไงล่ะ? แกอยู่คนเดียว แม่ไม่วางใจเลยจริงๆ นะ!”
เสิ่นเมิ่งพยายามยกแขนขึ้นอย่างยากลำบาก ตบมือหวังคุ่ยจือเบาๆ
“แม่ ไม่ต้องห่วงหรอก ขอแค่พวกแม่หนีออกไปได้ พวกนั้นก็ไม่กล้าทำอะไรหนูหรอก ปล่อยใจให้สบายเถอะ พวกนั้นมากันแล้ว พ่อ แม่ ครั้งนี้หนูจะรอดไหม คงต้องพึ่งพวกพ่อกับแม่แล้วนะ”
หวังคุ่ยจือกับเสิ่นฟู่กุ้ยมองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกว่าเวลาเหลือน้อย ภารกิจนี้ช่างหนักหนานัก เสียงฝีเท้าข้างนอกใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้พวกเขาไม่ลังเลอีกต่อไป
หวังคุ่ยจือเป็นหน่วยทะลวงฟัน รีบเปิดประตูแล้ววิ่งออกไปทันที พลางวิ่งพลางตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยจ้า คนบ้านลู่ตีคน พวกมันจะเอาชีวิตลูกสาวฉันให้ได้ ไอ้พวกหน้าเนื้อใจเสือคิดจะฮุบบ้านอิฐหลังใหญ่ของลูกสาวฉัน ปล่อยให้นางตายนอนรอความตาย ไม่ยอมไปตามหมอมาให้จ้า!”

0 Comments