ตอนที่ 56 ลูกสาวก็สามารถปกป้องพวกเขาจากพายุฝนได้
แปลโดย เนสยัง“เสี่ยวเมิ่ง เธอรีบเอากลับไปเลยนะ เงินเยอะแยะขนาดนี้เธอพกมาได้ยังไง ถ้ามีคนรู้เข้า มีหวังเธอต้องโดนปล้นแน่ๆ” เสิ่นอวี้เถียนไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน เขาไม่ได้รู้สึกดีใจเลย แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวต่างหาก
น้องสาวพาเด็กๆ สี่คนเดินทางมาที่หมู่บ้านสกุลเสิ่นเพียงลำพัง ต้องผ่านหมู่บ้านตั้งสองแห่ง ถ้าถูกพวกอันธพาลหมายหัวเข้าล่ะก็ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะอันตรายแค่ไหน
“สวรรค์ทรงโปรด ลูกรีบเก็บเงินไปเลยนะ แสบตาไปหมดแล้ว ลูกนี่มันใจกล้าจริงๆ พกเงินเยอะขนาดนี้ยังกล้าเดินออกจากบ้านอีก!” หวังคุ่ยจือเอามือปิดตาแล้วเบือนหน้าหนี
เสิ่นโส่วเถียนมองดูเงินบนโต๊ะด้วยดวงตาแดงก่ำ คนที่ยากจนมาหลายปี จู่ๆ ก็มาเจอเงินเยอะแยะขนาดนี้ คิดดูสิว่าในใจจะตื่นเต้น ดีใจ และสับสนแค่ไหน
ความตื่นเต้นเป็นสัญชาตญาณ แต่การควบคุมตัวเองไม่ให้เกิดความโลภต่างหากล่ะคือความสามารถที่แท้จริง
เสิ่นเมิ่งแอบสังเกตปฏิกิริยาของทั้งสามคน ภายใต้แรงกระตุ้นที่รุนแรง มักจะสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่แท้จริงของคนคนนั้นได้ดีที่สุด
เธอเต็มใจจะช่วยครอบครัวสกุลเสิ่น ประการแรกก็เพราะยืมร่างของเจ้าของร่างเดิมมา ประการที่สองก็เพราะพ่อแม่บ้านสกุลเสิ่นดีกับเธอมากตอนที่เธอตื่นขึ้นมา
แต่เธอก็ไม่ยอมให้คนบ้านสกุลเสิ่นมองเธอเป็นแค่ชิ้นเนื้อ แล้วมาเกาะดูดเลือดเหมือนปลิงหรอกนะ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะเห็น โชคดีที่คนบ้านสกุลเสิ่นไม่ได้ทำให้เธอต้องผิดหวัง
“เสี่ยวเมิ่ง การที่เธอนึกถึงพวกเรา พี่ก็ดีใจจริงๆ แต่เงินเดือนของเจิ้นผิงก็แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเขา ครอบครัวเราไม่ใช่พวกละโมบโลภมาก เธอเอาเงินนี่กลับไปเถอะ เรื่องซ่อมบ้าน เดี๋ยวพี่กับพี่รองจะหาทางเอง ถึงจะยากลำบากแค่ไหน ก็จะไม่ยอมให้ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วต้องมาออกเงินให้หรอก”
“พี่ใหญ่…”
“เสี่ยวเมิ่ง ไม่ต้องพูดแล้ว เธอเก็บเงินไปเถอะ พรุ่งนี้พี่จะไปส่งเธอเอง คืนนี้เธอนอนกับแม่นะ คุยกับแม่ให้ชื่นใจ แม่คิดถึงเธอทุกวันเลยนะ”
เสิ่นโส่วเถียนพูดพลางเตรียมจะลุกขึ้นยืน เขาทนไม่ค่อยจะไหวแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว กับเงินก้อนโตที่บาดตาอยู่บนโต๊ะ มันกำลังต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงในใจของเขา เขารู้สึกทรมานมาก
“พี่ใหญ่อย่าเพิ่งไป เงินก้อนนี้ฉันไม่เอากลับไปหรอกนะ เอาเป็นว่า เงินหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนนี้ถือว่าฉันให้พี่กับพี่รอง แล้วก็เสี่ยวปินยืมก็แล้วกัน ส่วนอีกห้าสิบหยวนถือว่าฉันให้พ่อกับแม่ ส่วนเงินที่เหลือฉันให้พี่สะใภ้ทั้งสองคนเอาไว้ซื้อเสื้อผ้ารองเท้าให้หลานๆ บ้านเราสภาพแบบนี้มันอยู่ไม่ได้แล้วนะ ฝนตกหนักทีไรก็แทบจะพังถล่มลงมา พี่จะทนเห็นพ่อแม่ เมีย แล้วก็ลูกๆ ต้องมาทนลำบากอย่างนี้เหรอ? อีกอย่าง บ้านเราก็คงไม่ยากจนไปตลอดหรอก วันข้างหน้าพี่หาเงินได้ก็ค่อยเอามาคืนฉันสิ!”
“ไม่…”
“ตกลง!”
“เจ้ารอง?” เสิ่นโส่วเถียนไม่คิดเลยว่าคำปฏิเสธของตัวเองยังไม่ทันหลุดออกจากปาก น้องชายคนรองก็ดันตอบตกลงไปเสียแล้ว อย่าว่าแต่ให้ยืมเงินเลย ต่อให้เอาเงินก้อนนี้ให้เขาฟรีๆ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปทำอะไร
“พี่ใหญ่ น้องเล็กพูดถูกแล้ว พวกเรายังหนุ่มยังแน่น เงินร้อยห้าสิบหยวน ชาตินี้จะหามาคืนไม่ได้เลยหรือไง ถ้าพี่ไม่ยืม พี่ก็ทนอยู่บ้านซอมซ่อแบบนี้กับพี่สะใภ้ใหญ่ต่อไปเถอะ ส่วนฉันกับเสี่ยวเหมยจะไปอยู่บ้านใหม่กัน อืม มีเรื่องหนึ่งหล่อนไม่ยอมให้ฉันบอก คือว่าเสี่ยวเหมยท้องอีกแล้วล่ะ ฉันคงยอมให้หล่อนมาทนลำบากแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
“อะไรนะ? เสี่ยวเหมยท้องเหรอ โอ๊ย ไอ้ลูกบ้า ทำไมแกไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ สองวันนี้หล่อนก็ยังออกไปทำงานอยู่เลย ท้องได้กี่เดือนแล้ว เหนื่อยบ้างหรือเปล่า มิน่าล่ะสองวันนี้แกถึงไม่ยอมให้หล่อนอุ้มหงซิงเลย!”
หวังคุ่ยจือถลึงตาใส่ลูกชายคนรองไปหลายวง อยากจะตบหน้าเขาสักฉาด ทำเอาเสิ่นอวี้เถียนที่มีผิวคล้ำอยู่แล้วหน้าแดงจนกลายเป็นสีม่วง
ซูเสี่ยวเหมยและลวี่ฉินหลานที่ตั้งใจจะเข้ามาพูดอะไรบางอย่างที่หน้าประตู ก็ไม่กล้าเข้าไป พวกหล่อนไม่คิดเลยว่าในห้องโถงจะไม่ได้กำลังคุยเรื่องสัพเพเหระกัน แต่กลับกำลังคุยเรื่องที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้
ถ้าจะให้พวกหล่อนพูด ก็คงจะบอกว่าอย่ายืมเงินจะดีกว่า การมีหนี้สินติดตัว ทำอะไรก็ไม่สบายใจหรอก ใช้ชีวิตแบบอดๆ อยากๆ ก็อยู่ได้ มีกินมีใช้ก็อยู่ได้ ยังไงก็ผ่านไปวันๆ อยู่ดี ไม่มีอะไรแตกต่างหรอก
แต่พอมองดูเด็กๆ ในบ้านตัวเอง แล้วหันไปมองเด็กๆ ของบ้านน้องสะใภ้ คนเป็นแม่ก็อดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ แม่คนไหนบ้างล่ะที่ไม่อยากให้ลูกได้กินอิ่มนอนหลับ ใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน อบอุ่นสบาย
จะว่าไปก็คงเป็นเพราะไม่มีวาสนานั่นแหละ ถึงจะพยายามทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่เป็นผล ที่บ้านก็ยังคงยากจนข้นแค้นเหมือนเดิม!
เสิ่นเมิ่งส่งยิ้มบางๆ
“งั้นก็ดีเลย พรุ่งนี้พี่รองก็ไปหาช่างมาเลยนะ ทุบบ้านเก่าทิ้งแล้วสร้างใหม่ สร้างเพิ่มอีกสองห้อง สร้างให้ใหญ่ๆ ไปเลย เงินก้อนนี้พอแน่นอน แต่กระเบื้องดำคงต้องใช้เวลาหาหน่อย เดี๋ยวฉันจะลองไปถามๆ ดูให้นะ”
“อ้อ ได้เลย!” เสิ่นอวี้เถียนหัวเราะแหะๆ สองสามเสียง มองดูเสิ่นเมิ่งยัดเงินใส่มือหวังคุ่ยจือจนหมด
“เงินนี่จะใช้เท่าไหร่ ก็บอกแม่ได้เลย เงินของหนูไม่ต้องรีบหรอกจ้ะ ขอแค่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ดีกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว”
หวังคุ่ยจือน้ำตาคลอเบ้า กำเงินปึกหนาในมือแน่น ในใจก็รู้สึกหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าลูกสาวที่ประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก วันนี้จะสามารถเป็นที่พึ่งพิงปกป้องพวกเขาจากพายุฝนได้แล้ว
ตอนที่เสิ่นฟู่กุ้ยตื่นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องนี้ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เสิ่นเมิ่งรู้ดีว่าเขาเป็นห่วงลูกสาว แต่จุดอ่อนของชายชราก็ชัดเจนมาก พอเสิ่นเมิ่งบีบน้ำตาแหมะๆ แล้วบอกว่าเขาไม่เห็นเธอเป็นคนในครอบครัว ชายชราก็หน้าแดงก่ำ ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย
มื้อเย็นเสิ่นเมิ่งและลวี่ฉินหลานเป็นคนทำอาหาร โดยมีเสิ่นเมิ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก เธอเพิ่งจะมารู้ตอนเย็นว่า เมื่อตอนเที่ยงที่บ้านเพิ่งจะผัดถั่วฝักยาวใส่เนื้อไปแค่จานเดียว แถมยังให้เด็กๆ กินกันหมด เนื้อก็แทบไม่ได้ใส่เลย กะจะเก็บไว้ให้เธอเอากลับบ้านตอนขากลับ
เสิ่นเมิ่งถึงกับพูดไม่ออก เธอจัดการสับหมูสามชั้นที่เหลือจนหมด เอาไปคลุกกับแป้งมันเทศทำเป็นหมูสไลด์หมักแป้ง ใส่ผักกาดขาว ไข่ไก่ แล้วก็โรยผักชีลงไปนิดหน่อย ทำเป็นซุปหมูสไลด์หม้อใหญ่
แล้วก็ผัดมะเขือยาวอีกจานนึง หมูผัดพริกอีกจาน ตอนผัดกับข้าว เธอใช้ตะหลิวตักมันหมูใส่ลงไปหน้าตาเฉย ทำเอาลวี่ฉินหลานที่กำลังก่อไฟอยู่ถึงกับตกใจจนใจหายใจคว่ำ
กลิ่นหอมฟุ้งลอยไปทั่วลานบ้านสกุลเสิ่น ทำเอาคนที่ได้กลิ่นถึงกับนอนไม่หลับ หลายคนถึงกับต้องแอบมาดมกลิ่นที่ริมกำแพงพลางดื่มน้ำเย็นลูบท้องไปด้วย
เสิ่นเมิ่งจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร แต่ยังไม่มีใครยอมลงมือคีบอาหารเลย นี่เป็นมื้อที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของบ้านสกุลเสิ่นแล้ว ต่อให้เป็นช่วงปีใหม่ก็ยังไม่เคยได้กินของดีขนาดนี้ โดยเฉพาะแผ่นแป้งทอดน้ำมันแผ่นโตนั่น มันเยิ้มซะจนเด็กๆ กลืนน้ำลายกันเอื้อกๆ
“ทำไมไม่มีใครกินเลยล่ะ คีบสิ!”
“เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย ใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้นะลูก ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ใช้ไม่พอหรอกนะ!” หวังคุ่ยจืออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากสั่งสอน
“ก็วันนี้หนูกลับมาบ้านแล้วดีใจไงจ๊ะ แม่อย่าคิดมากเลย กินเถอะจ้ะ พวกเราโตกันหมดแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกตัญญูต่อพ่อกับแม่แล้ว พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง น้องเล็ก ทุกคนกินเถอะจ้ะ ลงมือคีบได้เลย กินเสร็จแล้วอาบน้ำเข้านอนกันแต่หัวค่ำนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวแม่ก็ต้องมานั่งเสียดายค่าน้ำมันตะเกียงอีก”
“นังเด็กบ้า เอาล่ะๆ กินกันเถอะ มาลองชิมฝีมือน้องสาวพวกแกดูสิ”
พอหวังคุ่ยจือเอ่ยปาก ทุกคนก็เริ่มลงมือคีบอาหาร เสิ่นอวี้เถียนทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว รีบคว้าตะเกียบคีบหมูผัดพริกเข้าปากไปสองคำ รสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อม หอมกลิ่นน้ำมันเตะจมูก อร่อยสุดๆ ไปเลย
เขาไม่ได้กินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่คนเดียว ยังคีบให้ซูเสี่ยวเหมยอีกด้วย ซุปหมูสไลด์ก็ตักให้คนละชามใหญ่ ข้างในใส่พริกไทยลงไปด้วย กินคู่กับแผ่นแป้งทอดน้ำมัน ทำเอาเหงื่อแตกพลั่กกันเลยทีเดียว

0 Comments