You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ตอนที่เสิ่นเมิ่งพาหมิงข่ายเดินเข้าไปในห้อง สี่เฟิ่งกำลังป้อนข้าวต้มให้หวังเหลียนฮวา แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดสลัวๆ ส่องกระทบใบหน้าของทั้งสองคน ทำให้มองเห็นได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก

“พี่เสิ่นเมิ่งมาแล้ว เข้ามาเร็ว” สี่เฟิ่งวางชามในมือลง เอ่ยชวนเสิ่นเมิ่งให้เข้ามาในห้อง แล้วก็วิ่งออกไปรินน้ำอุ่นมาให้ชามหนึ่ง

“พี่สะใภ้นั่งก่อนสิ ในห้องพี่สะใภ้รองไม่มีกระติกน้ำร้อน นี่ฉันรินมาจากในห้องฉัน พี่ดื่มหน่อยสิ น้ำกำลังอุ่นกำลังดีเลยนะ!”

“ไม่ต้องลำบากหรอกจ้ะ ฉันแค่แวะมาเยี่ยมพี่เหลียนฮวา จะว่าไปก็เป็นความผิดของฉันเองที่คิดไม่รอบคอบ ทำให้พี่เหลียนฮวาต้องมารับเคราะห์”

หวังเหลียนฮวานั่งพิงตู้บนเตียงเตา บนศีรษะมีผ้าโพกหัวพันไว้ บนใบหน้ามีรอยฟกช้ำดำเขียวเป็นจ้ำๆ ดูแล้วน่ากลัวไม่น้อย

“น้องสาวพูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เธอหวังดี เอาของดีๆ แบบนั้นให้ต้าชิ่งกับเอ้อชิ่งกิน แถมยังฝากมาให้ฉันกับสี่เฟิ่งอีก ฉันฟังที่เด็กๆ เล่าให้ฟังหมดแล้ว พวกเขากินเกี๊ยวไส้เนื้อแป้งขาวกัน น้องสาว เธอใจป้ำจริงๆ นะ ถ้าเป็นบ้านอื่น คงไม่มีใครใจกว้างขนาดนี้หรอก” หวังเหลียนฮวาพูดเสียงสั่น เนื้อตัวปวดร้าวไปหมด น้ำเสียงก็ดูอ่อนแรง

สี่เฟิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้ารัวๆ เกี๊ยวเมื่อวานเธอก็กินไปไม่น้อย รสชาติอร่อยสุดๆ โตมาป่านนี้เธอยังไม่เคยได้กินเกี๊ยวที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย ถึงจะดูเป็นเกี๊ยวแป้งผสม แต่เธอก็รู้ว่าแป้งขาวเยอะกว่าแป้งข้าวโพด

“ได้ยินมาว่าแม่ผัวกับพี่สะใภ้ใหญ่ของพี่สองคนชดใช้เงินให้พี่สามหยวน เงินก้อนนี้พี่ต้องเก็บซ่อนไว้ให้ดีนะ ระวังจะโดนรื้อค้นเอาไปล่ะ”

“จ้ะ น้องสาวไม่ต้องห่วง ฉันซ่อนไว้อย่างมิดชิดเลยล่ะ แม่ผัวฉันเป็นคนงกสุดๆ คราวนี้ที่ยอมควักเนื้อก็เพราะได้เธอช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นฉันคงโดนตีฟรีๆ แล้วล่ะ”

หวังเหลียนฮวาพูดไปก็สูดจมูกฟุดฟิด น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนร้องไห้

เสิ่นเมิ่งส่ายหน้า หยิบของในตะกร้าออกมา

“นี่คือน้ำตาลทรายแดงครึ่งชั่ง แล้วก็ขนมไข่อีกหนึ่งชั่ง ตอนแรกกะจะเอาไข่ไก่มาให้ แต่ก็กลัวว่าคุณป้าสองจะเอาเรื่องไข่ไก่มาอ้างหาเรื่องอีก นี่ฉันฝากคนซื้อมาให้นะ พี่เก็บซ่อนไว้กินเองเถอะ”

“ไม่ได้หรอกน้องสาว กินเกี๊ยวของเธอไปแล้ว จะมารับของตั้งเยอะแยะขนาดนี้อีกได้ยังไง ต่อไปคงมองหน้ากันไม่ติดแล้วล่ะ ของมีค่าพวกนี้ หาซื้อก็ยาก จะเอามาให้ฉันเสียของทำไม”

เสิ่นเมิ่งยัดของใส่มือหวังเหลียนฮวา บีบมือของหล่อนแน่นขึ้นอีกนิด

“อย่าปฏิเสธเลย เมื่อก่อนฉันทำตัวไม่ได้เรื่อง เด็กๆ ก็ได้พวกพี่คอยดูแลมาตลอด ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ จะว่าไปพวกเราก็เป็นลูกพี่ลูกน้องเป็นสะใภ้เหมือนกัน วันข้างหน้าก็ต้องไปมาหาสู่กันให้บ่อยขึ้นนะ!”

หวังเหลียนฮวายังพยายามจะยัดของคืนให้เสิ่นเมิ่ง สี่เฟิ่งจึงยิ้มแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รองก็รับไว้เถอะจ้ะ นี่เป็นน้ำใจของพี่เสิ่นเมิ่ง พี่เขาพูดถูกแล้ว พวกเราก็เป็นลูกพี่ลูกน้องเป็นสะใภ้เหมือนกัน วันข้างหน้าก็ต้องไปมาหาสู่กันให้บ่อยๆ”

เมื่อทั้งสองคนพูดแบบนี้ หวังเหลียนฮวาก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงอีก หล่อนหยิบขนมไข่ออกมาสามชิ้นต่อหน้าคนทั้งคู่ แบ่งให้เด็กๆ คนละครึ่งชิ้น ส่วนที่เหลือก็ให้สี่เฟิ่งเอาไปล็อคเก็บไว้ในตู้บนเตียงเตา

“แบบนี้สิถึงจะถูก แต่ว่านะ ฉันมีอะไรอยากจะพูดสักหน่อย ถ้าพี่เหลียนฮวากับสี่เฟิ่งคิดว่าฉันพูดไม่ถูก ก็ถือซะว่าฉันไม่เคยพูดก็แล้วกันนะ”

“เมื่อกี้ยังบอกว่าพวกเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอยู่เลย ทำไมถึงมาเกรงใจกันอีกล่ะ เสิ่นเมิ่งมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ พวกเราฟังอยู่!”

เมื่อก่อนไม่เคยคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด แต่ตั้งแต่ที่เสิ่นเมิ่งหัวแตก การวางตัวก็ดูเป็นมิตรขึ้นมาก คนมีน้ำใจ ไม่ทำให้คนอื่นอึดอัด แถมยังมีกาลเทศะ คนแบบนี้ถ้าคบหาไว้ รับรองว่าจะได้มิตรภาพไปตลอดชีวิตแน่นอน

“งั้นฉันขอพูดตรงๆ เลยนะ พี่เหลียนฮวา คุณป้าสองไม่ใช่คนที่รับมือด้วยง่ายๆ หรอก พวกพี่สองคนเป็นลูกสะใภ้ก็น่าจะรู้ดี แต่ทำไมจ้าวจินกุ้ยถึงเข้ากับนางได้ดีล่ะ นอกจากว่านางจะเป็นคนบ้านเดียวกันแล้ว ก็เพราะจ้าวจินกุ้ยรู้จักยืนหยัดด้วยตัวเองได้ยังไงล่ะ สี่เฟิ่งยังดีกว่าพี่หน่อยนึง พี่สะใภ้ ต้าชิ่ง เอ้อชิ่งเป็นเด็กดี พวกเขาเป็นเด็กผู้ชาย บ้านลู่ไม่มีทางสร้างความลำบากให้พวกเขาหรอก แต่เหยาเหยาเป็นเด็กผู้หญิง วันนี้แกตกใจกลัวแทบแย่ พี่สะใภ้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเกี๊ยวลูกเดียวหรอกนะ พวกนางรู้อยู่แก่ใจว่าพี่ไม่ได้แอบซ่อนเสบียง ซ่อนเงิน แต่เห็นว่าพี่รังแกง่ายต่างหาก ถ้าพี่ยังมีนิสัยแบบนี้ต่อไป คนที่จะได้รับผลกระทบไปตลอดชีวิตก็คือเหยาเหยานะ”

คำพูดของเสิ่นเมิ่งทำเอาสี่เฟิ่งกับหวังเหลียนฮวาสะดุ้งโหยง ทั้งสองคนหันไปมองเหยาเหยาที่กำลังนั่งดูหมิงข่ายกับต้าชิ่งและเอ้อชิ่งเล่นกันอยู่ที่มุมห้อง ดูเหมือนตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายเมื่อเช้า เหยาเหยาก็เอาแต่ซึมเศร้า บนใบหน้าไม่มีรอยยิ้มเลย ตอนเที่ยงก็กินข้าวไปนิดเดียว

หวังเหลียนฮวารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก บ่ายวันนี้มีคนมาเยี่ยมเธอเยอะแยะ สี่เฟิ่งมัวแต่ยุ่งกับการต้อนรับแขก แถมยังต้องดูแลเธออีก พวกเธอสองคนจึงไม่ได้สังเกตอาการของเหยาเหยาเลย

“ดีนะที่เธอเตือน ฉันไม่ได้สังเกตเลย เฮ้อ นี่ก็ดึกมากแล้ว พ่อของลูกทำไมยังไม่กลับมาอีก ถ้าเขากลับมาก็คงจะช่วย……”

“ช่วยอะไรล่ะ ช่วยดูแลลูกงั้นเหรอ พี่สะใภ้รอง วันนี้พี่โดนตีซะขนาดนี้ พี่ยังไม่ตาสว่างอีกเหรอ ไม่แปลกใจเลยที่คนเขาชอบพูดกันว่า คนในมองไม่เห็น คนนอกมองเห็นชัดกว่า… ที่พี่เสิ่นเมิ่งพูดมามันก็ถูกแล้ว ที่อยากให้พี่เข้มแข็งขึ้นมา ก็เพราะผัวพี่มันพึ่งไม่ได้ไง พี่รองเอาแต่วิ่งวุ่นไปทั่ว วันๆ ไม่รู้ว่าไปทำอะไรนักหนา ฉันขอบอกพี่ไว้ก่อนเลยนะ ถ้าพี่กล้าเอาของที่พี่เสิ่นเมิ่งให้ ไปให้พี่รองกินล่ะก็ ฉันจะไม่สนพี่อีกต่อไปแล้ว”

หวังเหลียนฮวารู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ฝืนทำตัวให้เข้มแข็งแต่ไม่ได้พูดอะไร เสิ่นเมิ่งเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เธอยังต้องกลับไปอาบน้ำให้เด็กๆ เซี่ยจิ้งห่าวก็ยังพาเด็กๆ ตัดเสื้อผ้าอยู่ เธอจึงไม่ควรอยู่นานเกินไป

“งั้นฉันกลับก่อนนะ อ้อ จริงสิ นี่น้ำมันดอกคำฝอยที่เจิ้นผิงส่งมาจากเตียนหนาน สี่เฟิ่ง เธอช่วยนวดให้พี่เหลียนฮวาด้วยนะ มันช่วยกระจายเลือดลดรอยช้ำได้ดี”

“จ้ะ ขอบคุณมากนะพี่เสิ่นเมิ่ง ฉันไม่ไปส่งนะ รอให้พี่สะใภ้รองอาการดีขึ้นลุกจากเตียงได้เมื่อไหร่ พวกเราสองคนจะไปหาพี่ที่บ้านนะ!”

“ได้เลยจ้ะ ไม่ต้องมาส่งหรอก”

หลังจากเสิ่นเมิ่งกลับไปแล้ว สี่เฟิ่งก็ถือขวดน้ำมันดอกคำฝอยกลับเข้าห้อง หวังเหลียนฮวานอนเหม่อมองไปไกล ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

สี่เฟิ่งถอนหายใจ วางขวดน้ำมันดอกคำฝอยลงบนโต๊ะเตี้ยบนเตียงเตา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าพี่สะใภ้จะตาสว่างได้ขนาดนี้ เมื่อก่อนเอาแต่วุ่นอยู่กับการประจบประแจงคุณป้าสาม ไม่ก็พวกป้าๆ ขี้เมาท์พวกนั้น บอกว่าเป็นครอบครัวทหาร แต่ความจริงก็เป็นแค่แม่บ้านที่บ้านลู่แต่งเข้ามาให้คอยดูแลเด็กๆ เท่านั้นแหละ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ พี่เขากับเด็กๆ เข้ากันได้ดี วันข้างหน้าพวกหมิงหยางก็คงจะปฏิบัติกับพี่เขาเหมือนเป็นแม่แท้ๆ พี่เขาเข้มแข็งขึ้นมาได้ วันข้างหน้าชีวิตก็ต้องดีขึ้นแน่นอน พี่สะใภ้รอง ดูพี่เสิ่นเมิ่งสิ ยังเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นได้เลย พี่เองก็ต้องคิดถึงตัวเอง คิดถึงลูกๆ ให้มากๆ นะ”

หวังเหลียนฮวาไม่พูดอะไร ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี

เสิ่นเมิ่งพาหมิงข่ายเดินกลับบ้าน ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว เด็กน้อยรู้สึกหวาดกลัว จึงเบียดตัวติดกับแม่แน่น

จู่ๆ ก็มีเงาดำร่างหนึ่งล้มพรวดลงไปกองกับพื้น เขาตัวแข็งทื่อ กระตุกเสื้อเสิ่นเมิ่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“แม่ มีผีล้มลงตรงนั้น แม่เห็นหรือเปล่า?”

เสิ่นเมิ่งถูกคำพูดของเด็กน้อยทำเอาสะดุ้งโหยง เกือบจะคว้าตัวเด็กลงไปซ่อนในมิติแล้ว ความจริงเธอก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน ยิ่งเป็นทางเดินในชนบทแบบนี้ ไม่มีไฟถนน แสงจันทร์ก็สลัวๆ สองข้างทางมีต้นไม้ใบไม้สีเหลืองแห้งปลิวไสวส่งเสียงสวบสาบ นานๆ ทีก็มีเสียงแมลงและนกร้องประสานเสียงกัน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ แต่พอได้ยินคำเตือนของลู่หมิงข่าย เธอก็มองเห็น ‘ผี’ ตัวนั้นเข้าอย่างจัง

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note