ตอนที่ 35 สมองคนถูกตีจนกลายเป็นสมองหมา
แปลโดย เนสยังทางฝั่งของสี่เฟิ่งก็เช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมาเธอแทบไม่ได้คุยกับเสิ่นเมิ่งเลย ลูกชายออกไปวิ่งเล่นพักเดียว กลับหอบเอาเกี๊ยวถุงหนึ่งกลับมาให้เธอ เกาเกาเล่าสิ่งที่หมิงเลี่ยงพูดให้ฟัง สองสามีภรรยาต่างก็รู้สึกดีใจ ในใจก็รู้ว่าเสิ่นเมิ่งกลับตัวกลับใจแล้วจริงๆ วันข้างหน้าก็คงจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“นี่พ่อมัน สะใภ้เจิ้นผิงต้องใช้ชีวิตอยู่กับเด็กสี่คนตามลำพัง คุณป้าสามก็ไม่ได้เป็นคนดีเหมือนที่ใครๆ เขาพูดกันหรอกนะ เวลาว่างๆ พ่อก็แวะเอาฟืนไปให้ หรือไม่ก็ช่วยหาบน้ำไปให้บ้าง ถือซะว่าช่วยเจิ้นผิงแล้วกันนะจ๊ะ”
ลู่หย่งจุนพยักหน้ารัวๆ รับเกี๊ยวที่เกาเกาถือมา หยิบขึ้นมาป้อนให้สี่เฟิ่งกินลูกหนึ่ง
“เออ ฉันรู้แล้วน่า แม่กินก่อนเถอะ ไปปลุกลูกสาวด้วยล่ะ ให้แกกินสักสองลูก แม่ของหมิงหยางให้มาตั้งเยอะ ดูปุ๊บก็รู้ว่าตั้งใจให้กินกันทั้งบ้านนั่นแหละ เร็วเข้า”
“จ้ะ”
หลังจากประชุมที่ลานนวดข้าวเสร็จ ฤดูเก็บเกี่ยวอันตึงเครียดก็สิ้นสุดลง เสบียงในโกดังหลังจากส่งมอบเป็นเสบียงส่วนกลางแล้ว ส่วนที่เหลือก็ถึงเวลาแจกจ่าย คราวนี้แบ่งให้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะไปแบ่งกันตอนปลายปี
เสิ่นเมิ่งตั้งใจว่าจะเริ่มออกจากบ้านตั้งแต่วันนี้ บนบ่าของเธอสะพายตะกร้าสาน มือข้างหนึ่งจูงหมิงข่าย ส่วนอีกข้างถือเคียวตัดหญ้า หมิงฟางเองก็สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน เดินตามหลังพวกเขามา
เดินไปได้ไม่ไกล อู๋เซียงหลานที่กำลังแทะเมล็ดฟักทองพิงกำแพงอยู่ก็เอ่ยทักทายเธอ
“พี่สะใภ้ใหญ่หายดีแล้วเหรอจ๊ะ นี่กำลังจะไปไหนเนี่ย?”
ในนิยายต้นฉบับ อู๋เซียงหลานเป็นลูกสมุนของโจวเจียวเจียว ตอนแรกเสิ่นเมิ่งก็ไม่อยากจะสนใจนางนัก แต่พอคิดว่าคนคนนี้สมองทึบ แถมยังชอบพูดเรื่องซุบซิบ เป็นคนที่ถูกยุยงได้ง่าย วันข้างหน้าอาจจะมีประโยชน์ก็ได้
“ใช่จ้ะ สองสามวันมาร่างกายดีขึ้นเยอะ คิดว่าเอาแต่นอนพักทุกวันก็คงไม่ดี เลยจะไปเกี่ยวหญ้ามาตากแดดไว้ เผื่อเอาไว้ใช้เป็นเชื้อฟืนน่ะ”
อู๋เซียงหลานกวาดตามองเสิ่นเมิ่ง รวมถึงลู่หมิงข่ายกับลู่หมิงฟาง ไม่ได้เจอกันหลายวัน ไม่ใช่แค่สีหน้าของเสิ่นเมิ่งจะดูดีขึ้น แต่พวกเด็กๆ ก็ใส่เสื้อผ้าดีขึ้น กินดีอยู่ดีขึ้น ในหัวของนางก็พลันนึกถึงคำพูดของน้องสะใภ้สี่ที่บอกว่า พี่สะใภ้ใหญ่แกล้งทำเป็นหมูหลอกกินเสือ ตั้งใจจะทวงบ้านอิฐคืน เพื่อที่จะได้ฮุบของที่พี่ใหญ่ส่งกลับมาแต่เพียงผู้เดียว
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ก็เห็นว่าช่วงนี้ฉันยุ่งมากๆ เลยไม่มีเวลาแวะไปเยี่ยมพี่เลย พี่อย่าถือสากันเลยนะจ๊ะ!”
“ไม่หรอกจ้ะ เธอต้องไปทำงานทุกวัน เลิกงานมาก็ต้องดูแลลูกอีก คนกันเองทั้งนั้น จะไปถือสาได้ยังไงกันล่ะ เซียงหลาน วันนี้เธอไม่ได้ไปทำงานเหรอจ๊ะ?”
อู๋เซียงหลานยิ้มร่าแล้วตอบเสิ่นเมิ่งว่า “พี่สะใภ้ พี่ไม่รู้อะไร วันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ บ้านคุณป้าสองตีกันใหญ่เลยนะ ตีกันรุนแรงมาก คุณป้าสองจับพี่เหลียนฮวาซ้อมซะน่วม สมองคนแทบจะถูกตีจนกลายเป็นสมองหมาอยู่แล้ว ต้าชิ่งกับเอ้อชิ่งสองคนตกใจกอดน้องสาวร้องไห้จ้า พี่หย่งกังไม่แม้แต่จะปกป้องเลยนะ แถมยังช่วยส่งไม้กวาดให้แม่อีกต่างหาก โธ่เอ๊ย ไม่เคยเห็นใครทำตัวเป็นสามีแบบนี้เลยจริงๆ”
เสิ่นเมิ่งขมวดคิ้ว ทำไมเธอถึงไม่ได้ยินข่าวอะไรเลยล่ะ ตามหลักแล้วถ้าตีกันรุนแรงขนาดนั้น ในหมู่บ้านก็คงรู้กันทั่วแล้วสิ
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่คงยังไม่ได้ยินสินะ ฉันจะบอกอะไรให้นะ คุณป้าสองปิดประตูตีและด่าทอเลยล่ะ ตอนเช้าตรู่ที่ฉันออกไปเก็บผัก บังเอิญไปได้ยินเข้าพอดี พอปีนกำแพงดู จุ๊ๆๆ ตีซะไม่เหลือเค้าคนเลย พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่บ้านนั้นก็ยังช่วยกันต่อว่าพี่เหลียนฮวาด้วยนะ จะว่าไปพวกเราเป็นสะใภ้ก็เข้ากันได้ดี ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน แถมความสัมพันธ์กับแม่สามีก็ยังดีอีกด้วย พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่ส่งคูปองกลับมาบ้างไหมเนี่ย พออากาศเริ่มเย็นฉันก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว แหะๆ พี่สะใภ้ใหญ่ พอจะให้ฉันยืมคูปองน้ำตาลสักสองใบได้ไหมจ๊ะ!”
“พี่ใหญ่ของเธอคราวนี้ส่งมาแค่เงินเท่านั้นแหละ อย่างอื่นไม่มีเลย ที่บ้านฉันก็น้ำตาลหมดแล้วเหมือนกัน เธอดูหน้าเหลืองๆ ของเด็กสองคนนี้สิ ขาดน้ำตาลกันทั้งนั้นแหละ เธอเล่าให้พี่ฟังหน่อยสิว่าทำไมพี่เหลียนฮวาถึงโดนตี?”
อู๋เซียงหลานรู้สึกไม่ค่อยพอใจ นังผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวนี้ทำไมถึงได้ขี้งกนัก คูปองไม่ยอมให้ยืมก็แล้วไปเถอะ ยังอยากจะฟังเรื่องชาวบ้านอีก นี่มันขี้เหนียวตัวแม่ชัดๆ
“หึ ก็ลูกสาวคนเล็กของหวังเหลียนฮวานั่นแหละ ตอนเช้าตรู่ถือเกี๊ยวแป้งผสมกินอยู่ จู่ๆ จ้าวจินกุ้ย ป้าสะใภ้ใหญ่ของนางก็มาเห็นเข้า ก็เลยหาว่าบ้านรองแอบซ่อนเสบียงน่ะสิ ตีกันอุตลุดเลยล่ะ”
เสิ่นเมิ่งอ้าปากค้าง หมิงฟางที่อยู่ข้างหลังก็ใช้มือน้อยๆ กำเสื้อของเธอไว้แน่น เธอปล่อยมือหมิงข่าย แล้วตบมือหมิงฟางเบาๆ
“เซียงหลาน ตามสบายนะ ฉันไม่ไปเกี่ยวหญ้าแล้วล่ะ หมิงข่าย หมิงฟาง พวกเรารีบไปกันเถอะ”
“อ้าว พี่สะใภ้ใหญ่จะไปไหนล่ะ เรื่องน้ำตาลยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ?” อู๋เซียงหลานตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง แต่เสิ่นเมิ่งก็ไม่หันกลับมา นางโกรธจัด ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วพูดว่า “วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายอีก ร่างกายดูเหมือนคนป่วยตรงไหนกัน แข็งแรงจะตายไป นังผู้หญิงเสแสร้งเอ๊ย”
เสิ่นเมิ่งจูงเด็กทั้งสองคนวิ่งตรงไปที่บ้านของเฉินเจาตี้ เกี๊ยวพวกนั้นเธอเป็นคนให้ไปเอง จุดประสงค์ก็เพื่อขอบคุณหวังเหลียนฮวาที่ช่วยดูแลเด็กๆ แต่ถ้าการกระทำของเธอทำให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อน นั่นก็ถือเป็นความผิดของเธอแล้ว
หวังเหลียนฮวานอนโอดครวญอยู่บนเตียงเตา เฉินเจาตี้ยืนกระโดดเต้นด่าทออยู่หน้าประตูห้องของเธอ
“นังชั้นต่ำ นังตัวซวย นังผีตายอดตายอยากมาเกิด นังลูกกะหรี่ กล้าแอบซ่อนเสบียงกับเงินของฉัน เกี๊ยวไส้เนื้อแป้งผสมเนี่ย ชาตินี้ฉันยังเคยกินแทบนับครั้งได้ แต่แกกล้าแอบห่อกินเองงั้นเหรอ นังตัวขาดทุน มีของดีๆ ก็ไม่รู้จักนึกถึงพี่ชายน้องชาย เอาแต่ยัดเข้าปากตัวเอง ของพวกนี้ใช่ของที่แกควรกินเหรอ ต่อไปแกก็เป็นแค่สาดน้ำทิ้ง กินเสบียงบ้านลู่ไปอีกคำก็คือกำไรแล้ว เลี้ยงดูแกอย่างดีแต่เล็กจนโต ดันไปเลียนแบบสันดานนังร่านแม่แก คราวหน้าถ้ากล้าขโมยของอีก ฉันจะตีแกให้ตายเลย นังเด็กบ้า”
เหยาเหยาตกใจจนตัวสั่นเทา ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายทั้งสองคน ไม่กล้าส่งเสียง ต้าชิ่งและเอ้อชิ่งก็กัดฟันแน่น ไม่กล้าบอกว่าได้เกี๊ยวมาจากเสิ่นเมิ่ง แม่ของพวกเขาถูกตีจนเกือบตาย แต่พ่อของพวกเขากลับทำตัวไม่รู้ไม่ชี้แล้วออกไปทำงาน
“ฮือๆ ฮือๆ ย่า ย่าอย่าด่าเลย พวกเรารู้ผิดแล้ว เกี๊ยวนั่นคนอื่นเขาให้มานะ ไม่ใช่เสบียงกับเงินที่แม่แอบซ่อนไว้จริงๆ แม่จะไปมีเงินได้ยังไงล่ะ ย่า อย่าด่าเลยนะ”
“หึ ต้าชิ่ง แกอย่ามาทำเป็นโง่ แกเป็นเด็กผู้ชาย เป็นหลานชายของบ้านลู่ จะไปทำตัวเหมือนแม่กับน้องสาวแกไม่ได้ พวกนางยังไงก็เป็นคนนอก”
“พวกนางเป็นคนนอก แล้วป้าเป็นใครล่ะ ป้าแซ่ลู่เหรอ ป้าไม่ได้แซ่ลู่นะ ป้าแซ่จ้าว จ้าวจินกุ้ย ตัวป้าเองก็ไม่ใช่คนนอกเหรอไง?” เสิ่นเมิ่งยืนฟังอยู่หน้าประตูสักพัก ยิ่งฟังก็ยิ่งโกรธ จนถีบประตูบ้านของเฉินเจาตี้เปิดออกเต็มแรง
เสียง “ปัง” ดังสนั่น ประตูไม้ที่เก่าทรุดโทรมถูกถีบจนบานประตูข้างหนึ่งห้อยต่องแต่งจวนจะหลุดลงมากองกับพื้น
“โอ๊ย พ่อแก้วแม่แก้ว ตกใจหมดเลย เสิ่นเมิ่ง แกมาทำอะไรที่นี่ นี่มันเรื่องในบ้านฉัน ไปเกี่ยวอะไรกับแกด้วย ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ยังมีหน้ามาระรานบ้านคนอื่นเขาอีก”
เฉินเจาตี้ไม่เคยชอบหน้าเสิ่นเมิ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รู้สึกว่าลูกสะใภ้ใหญ่ของหลิวซานจินคนนี้มารยาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่เป็นหลานชายของบ้านลู่เหมือนกัน แต่ลูกชายของหลิวซานจินแต่ละคนกลับได้ดิบได้ดี ลู่เจิ้นผิงเป็นทหารก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยม ลู่เจียเซวียนก็ยังได้เป็นผู้ดูแลโกดังของหน่วยผลิตอีก
คนข้างนอกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่คิดว่าตัวเองสู้หลิวซานจินไม่ได้
“คุณป้าสอง ฉันไม่ได้มาระรานนะ ฉันมาทวงความยุติธรรมต่างหาก ผัวฉันเป็นทหาร ฉันเป็นครอบครัวทหาร พอเห็นเรื่องไม่ยุติธรรม ฉันก็ต้องเข้ามาจัดการสิ หมิงฟาง รีบไปตามผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าสตรีมาเลย บอกว่ามีคนทำร้ายร่างกายผู้หญิง พี่เหลียนฮวาจะตายอยู่แล้ว”
“จ้ะ แม่หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้” เด็กน้อยรับคำ แล้ววิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่าย แป๊บเดียวก็หายวับไปกับตา
เฉินเจาตี้ตะโกนเรียกก็ไม่ทันแล้ว ได้แต่จ้องมองเสิ่นเมิ่งด้วยสายตาดุดัน
“นังตัวดี แกมาวุ่นวายอะไรที่บ้านฉัน?”

0 Comments