ตอนที่ 14 กินไปก่อนค่อยว่ากัน
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมญาติผู้ใหญ่ของผู้นำหมู่บ้านทั้งสองคนถึงมาเยี่ยมเธอ เธอเดาว่าคงมีเรื่องขอร้อง แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้นเธอไม่รู้และไม่สนใจ เพราะดูทรงแล้วไม่ได้จะมาขอให้เธอช่วยอะไรแน่ๆ
หวังคุ่ยจือผัดมันฝรั่งเส้นหนึ่งจาน ทอดแป้งจี่หนึ่งกระทะ แล้วก็ต้มไข่ใส่น้ำตาลทรายแดงอีกหนึ่งหม้อ นางเอาไข่ทั้งสิบฟองที่โจวเจียวเจียวให้มาต้มจนหมด วันนี้ไม่ว่าจะเป็นสองตายายหรือเสิ่นเมิ่งกับเด็กๆ ก็ต้องได้รับการบำรุงกันทุกคน
พอเห็นว่าผู้หญิงสองคนที่มาเยี่ยมเสิ่นเมิ่งยังไม่ยอมกลับ นางจึงตัดสินใจล้างชามแล้วตักน้ำตาลทรายแดงออกมาสองชาม ชามสุดท้ายมีเศษไข่ติดมาด้วย หวังคุ่ยจือก็รีบตักออก แล้วตักน้ำตาลทรายแดงเปล่าๆ แทน แค่น้ำตาลทรายแดงอย่างเดียวก็ดีมากแล้ว ส่วนไข่ไก่ก็เก็บไว้ให้คนในครอบครัวกินดีกว่า
“ตาเฒ่า แกพาเด็กๆ ไปกินข้าวก่อนนะ ฉันจะเอาน้ำตาลทรายแดงไปให้แขกในห้องสักหน่อย ได้ยินว่าเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของหมู่บ้านกับแม่ของเลขาธิการพรรค เดี๋ยวฉันจะช่วยพูดจาดีๆ ให้ พอเรากลับไปแล้ว ลูกสาวเราจะได้มีคนคอยช่วยเหลือบ้าง”
“ได้สิ แกไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะต้มน้ำร้อนไว้ให้ จะได้อาบน้ำกัน”
หวังคุ่ยจือเดินไปถึงหน้าประตูก็หยุดชะงัก หันกลับมาสั่งเสิ่นฟู่กุ้ยที่เพิ่งลุกขึ้นจากหน้าเตา “ต้มแค่น้ำอุ่นก็พอนะ ไม่ต้องต้มจนเดือด เปลืองฟืน”
“อืม!”
พอหวังคุ่ยจือเดินออกไป เสิ่นฟู่กุ้ยก็ยกโต๊ะเตี้ยในครัวออกมาตั้งใกล้ประตู วันนี้มืดแล้ว ต้องรีบกินข้าวอาศัยแสงสว่างจากข้างนอก ขืนช้าเดี๋ยวต้องจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดอีก
“หมิงหยาง หมิงเลี่ยง รีบพาน้องๆ มากินข้าวเร็วเข้า กินเสร็จล้างหน้าล้างตาแล้วจะได้รีบเข้านอน เดี๋ยวจะมืดซะก่อน” เสิ่นฟู่กุ้ยตะโกนเรียกพลางตักข้าวเตรียมไว้ในครัว
หมิงเลี่ยงที่อยู่ในห้องกระโดดลงจากเตียงเตาทันที
“พี่ ได้ยินไหม คุณตาเรียกไปกินข้าวแล้ว รีบไปเถอะๆ”
หมิงข่ายวันนี้ได้กินขนมเค้กไข่ แถมมีคุณตาคุณยายอยู่ด้วย ความกล้าก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย พอเห็นพี่รองลงจากเตียงเตา ก็รีบขยับขาสั้นๆ ตามลงมา
“รีบไปๆ”
ลู่หมิงหยางไม่ขยับ เขาคว้าแขนลู่หมิงเลี่ยงไว้ “อย่าเพิ่งไป ตอนนี้กินเข้าไปเดี๋ยวพอคุณตาคุณยายกลับไป ยัยแม่มดนั่นต้องตีเราแน่ๆ พวกเราโตแล้ว วิ่งหนีทัน แต่หมิงข่ายล่ะ เขายังวิ่งไม่เป็นเลย ขืนโดนจับได้ต้องแย่แน่ๆ”
ลู่หมิงหยางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขมวดคิ้วมองลู่หมิงเลี่ยง ในความคิดของเขา คำพูดที่แม่เลี้ยงพูดออกไปก็แค่ละครฉากหนึ่งเพื่อให้หมู่บ้านและเลขาธิการพรรคเห็นใจ เพื่อทวงคืนบ้านอิฐหลังนั้นต่างหาก แถมดูท่าทางเธอแล้วก็ดูแข็งแรงดี ไม่เห็นเหมือนคนใกล้ตายเลยสักนิด
ไม่ว่าจะเป็นคุณย่า คุณอาสะใภ้สี่ ผู้ใหญ่บ้าน หรือเลขาธิการพรรค ต่างก็ถูกเธอหลอกกันหมด
เธอไม่เพียงแต่จะได้บ้านและเสบียงคืน แต่ยังเรียกร้องเงินค่าชดเชยจากคุณย่าและผู้ใหญ่บ้านได้อีก ไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อนที่ดูโง่เง่าเต่าตุ่นเลย ลู่หมิงหยางปรายตามองก้อนหินที่มุมห้อง หรือว่าการที่หัวฟาดพื้นจะทำให้สมองเปลี่ยนไป กลายเป็นคนฉลาดขึ้นงั้นเหรอ?
“พี่รอง ฉันว่าพี่ใหญ่พูดถูกนะ ถ้าแม่ตีเราทีหลังจะทำยังไง? แม่ตีเจ็บจะตาย คราวที่แล้วตีฉันที่ก้น ฉันยังจำความเจ็บได้อยู่เลย เอาเป็นว่าเราไม่ต้องกินข้าวเย็นก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก อย่าเพิ่งไปเลยนะ หมิงข่ายก็อย่าเพิ่งไปเลย”
ลู่หมิงเลี่ยงไม่สนใจ เขาคว้าตัวลู่หมิงข่ายที่กำลังจะถอยกลับขึ้นเตียงเตามากอดไว้
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป วันนี้มีไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงกับแป้งจี่ด้วยนะ แป้งจี่ที่คุณยายทำทาด้วยน้ำมันหมู หอมมากๆ เลยนะ ถ้าจะโดนตีก็โดนสิ กินให้อิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบเขาก็อุ้มลู่หมิงข่ายวิ่งออกไปเท้าเปล่า หมิงเลี่ยงเพิ่งจะเจ็ดขวบ แต่อุ้มเด็กสามขวบอย่างหมิงข่ายวิ่งไปแกว่งไป ทำท่าเหมือนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ลู่หมิงหยางเห็นแล้วก็ใจหายวาบ รีบลุกขึ้นวิ่งตามไปแย่งหมิงข่ายมาอุ้มเอง
“ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็ทำน้องตกหรอก”
“ฮี่ๆ…”
พอมาถึงลานบ้าน เสิ่นฟู่กุ้ยก็เห็นพวกเขาแล้ว จึงชี้ให้ไปล้างมือที่กะละมังหน้าห้องครัว
“ล้างมือแล้วรีบมากินข้าวนะ ตาต้มน้ำอุ่นไว้แล้ว เดี๋ยวค่อยอาบน้ำแล้วมานอนกับตานะ หมิงฟางล่ะ รีบมาเร็วเข้า คุณยายทำของกินไว้เยอะแยะเลย กินให้อิ่มๆ แล้วค่อยนอนนะ”
“จ้ะ ขอบคุณจ้ะคุณตา” ลู่หมิงหยางรีบตอบรับ แล้วหันไปตะโกนเรียกน้องสาวที่อยู่ห้องฝั่งตะวันตก ลู่หมิงฟางรีบสวมรองเท้าวิ่งออกมา เธอหิวจนทนไม่ไหวแล้ว ถ้าให้กินคนเดียวคงไม่กล้า แต่พอมีพี่น้องกินด้วย เธอก็ไม่กลัวแล้ว
แป้งจี่โรยต้นหอมร้อนๆ ไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงหวานเจี๊ยบ กับมันฝรั่งผัดเส้นชามโต ถึงจะไม่ได้ปรุงรสอะไรมากมาย แต่เมื่อเทียบกับอาหารที่เคยกินเมื่อก่อน ก็ถือว่าดีเลิศแล้ว
เด็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ลู่หมิงข่ายกินไปร้องไห้ไป เสิ่นฟู่กุ้ยตกใจจนต้องรีบวางตะกร้าใส่แป้งจี่ลง
“เป็นอะไรไปหมิงข่าย ร้องไห้ทำไมลูก?”
ลู่หมิงข่ายมองเสิ่นฟู่กุ้ยด้วยแววตาฉ่ำน้ำ สองมือน้อยๆ กำชายเสื้อเสิ่นฟู่กุ้ยไว้แน่น
“คุณตา ฮือๆ หมิงข่ายไม่อยากให้คุณตากลับไปเลย คุณตาอยู่กับหนูได้ไหม แล้วก็คุณยายด้วย ถ้าคุณตาคุณยายกลับไป แม่ต้องตีพวกเราแน่ๆ ฮือๆ หนูจัว”
พอได้ยินแบบนั้น เสิ่นฟู่กุ้ยก็รู้สึกปวดใจ ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางลูบหัวลู่หมิงข่าย
“ไม่ต้องกลัวนะหมิงข่าย แม่ของหนูรับปากแล้วว่าจะเปลี่ยนนิสัย ต่อไปนี้คุณตาคุณยายจะมาเยี่ยมบ่อยๆ ถ้าแม่ของหนูยังทำตัวแย่ๆ อีก คุณตาก็จะไม่รับเป็นลูกสาวแล้ว”
ลู่หมิงข่ายได้ยินดังนั้นก็รีบส่ายหน้ารัวๆ
“ไม่เอา ไม่เอา คุณตาต้องรับแม่นะ ถ้าไม่รับแม่ คุณตาคุณยายก็จะไม่มาเยี่ยมหนูแล้ว”
เสิ่นฟู่กุ้ยยิ่งรู้สึกเวทนา ลูบผมลู่หมิงข่ายด้วยความเอ็นดู ในใจตั้งใจว่าพรุ่งนี้ก่อนกลับจะต้องคุยกับเสิ่นเมิ่งให้รู้เรื่อง เด็กยังเล็กนัก จะตีจะด่าพร่ำเพรื่อไม่ได้ มันทำร้ายจิตใจกันเปล่าๆ
ลู่หมิงหยางเหลือบมองคุณตา ก่อนจะหลบตาลง
เปลี่ยนเหรอ? เปลี่ยนบ้าอะไรล่ะ เขาไม่เชื่อหรอกว่าแม่มดนั่นจะเปลี่ยนนิสัยได้จริงๆ!
ทางฝั่งห้องตะวันออก เถียนกุ้ยฮวากับเฉินจินหลิงกำลังค่อยๆ จิบน้ำตาลทรายแดงอย่างเกรงใจ พลางคุยโต้ตอบกับหวังคุ่ยจือไปด้วย
“พี่สาว พรุ่งนี้ฉันกับตาเฒ่าก็จะกลับแล้ว ที่บ้านยังมีงานต้องทำอีกเยอะ อาการของเสี่ยวเมิ่งก็ไม่รู้ว่าจะหายเมื่อไหร่ ต่อไปนี้คงต้องรบกวนพี่สาวช่วยดูแลหล่อนหน่อยนะจ๊ะ”
เฉินจินหลิงรีบตอบทันที “เรื่องอะไรจะต้องรบกวนกันล่ะ ต่อไปนี้เรื่องของเสี่ยวเมิ่งก็คือเรื่องของฉัน พูดไปแล้ววันนี้ก็เป็นความผิดของลูกชายตัวแสบของฉันเองแหละ มันเพิ่งเป็นเลขาธิการพรรคได้แค่สองปีกว่า ปกติก็ยุ่งตัวเป็นเกลียว พอได้ยินยายเฒ่าบ้านลู่บอกว่าเสี่ยวเมิ่งไม่เป็นอะไร มันก็รีบไปทำงานต่อ เฮ้อ ก็นะ มันยังเด็กนัก ไม่รู้หรอกว่าคนบางคนน่ะใจดำเหมือนรังต่อ”
นางเป็นแม่สามีมาก่อน ทำไมจะไม่รู้ทันลูกไม้ของหลิวซานจิน ปากหวานก้นเปรี้ยว พูดจาอ้อมค้อมไปมา สมัยสาวๆ ก็เป็นแบบนี้ แก่แล้วก็ยังไม่เปลี่ยน
“ฉันก็เหมือนกันจ้ะป้า เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย ต่อไปนี้มีอะไรก็มาหาพี่ได้เลยนะ เรื่องไหนที่ช่วยได้ พี่ไม่ปฏิเสธแน่นอน”
เสิ่นเมิ่งยิ้มรับ คนหนึ่งเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของหมู่บ้าน อีกคนเป็นแม่ของเลขาธิการพรรค การผูกมิตรกับสองคนนี้ก็เหมือนได้บัฟเสริมบารมีให้ตัวเองนั่นแหละ

0 Comments