ตอนที่ 13 แกไปคิดดูให้ดีก็แล้วกัน
แปลโดย เนสยังหลังจากที่ลู่เต๋อปังและจางหงฟาแบ่งเสบียงให้เสิ่นเมิ่งเสร็จ พวกเขาก็บอกให้เสิ่นเมิ่งรออยู่ในห้องก่อน เดี๋ยวพวกเขาจะไปเอาของที่หน่วยผลิต แล้วจะหาแผ่นไม้มาทำเปลหามเธอกลับไป เสิ่นเมิ่งก็ตกลงอย่างยินดี
ตอนที่เดินออกมา เห็นคนมุงดูอยู่ที่หน้าบ้านสกุลลู่กันเต็มไปหมด ลู่เต๋อปังก็รีบโบกมือไล่ทันที
“ไปๆ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว ไม่ยอมไปหาแต้มแรงงาน มัวแต่มามุงดูอะไรกัน เดี๋ยวสิ้นปีตอนแบ่งข้าวแบ่งเนื้อก็อย่ามาโวยวายก็แล้วกัน”
พอชาวบ้านเห็นผู้ใหญ่บ้านไล่ คนที่รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางก็รีบเดินออกไปทันที แต่ก็มีบางคนที่ยังเดินอ้อยอิ่ง คอยชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้านสกุลลู่
ระหว่างทางเดินกลับไปที่หน่วยผลิต ลู่เต๋อปังก็ขมวดคิ้วพูดขึ้นมาว่า “นี่ แกคิดยังไงถึงจะจ่ายเงินชดเชยให้สะใภ้เจิ้นผิงตั้งสิบหยวน แถมยังให้ธัญพืชละเอียดอีกสามสิบชั่ง ทำไมไม่ปรึกษาฉันก่อน จู่ๆ ก็ตัดสินใจเอาเองแบบนี้ ถ้าคนอื่นรู้เข้า เขาจะยอมเหรอ?”
“หึ ไม่ยอมแล้วจะทำไมล่ะ วัวของหน่วยผลิตขวิดคนจนเกือบตาย แถมยังไม่มีใครไปตามหมอมาให้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หน่วยผลิตหมู่บ้านลู่ของเราคงได้ดังไปถึงที่ว่าการคอมมูนแน่ๆ แล้วถ้าเจิ้นผิงกลับมา เขาจะยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เหรอ อย่าลืมนะว่าเขารู้จักคนในที่ว่าการอำเภอ ถ้าเขาเอาเรื่องขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?”
ลู่เต๋อปังทำท่าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เบ้ปากตอบ “ฉันว่าแกคิดมากไปแล้วมั้ง เจิ้นผิงน่ะเขาเป็นคนมีเหตุผลจะตายไป”
“ถึงเขาจะมีเหตุผล แต่คนที่เจ็บคือเมียเขา คือแม่ของลูกเขานะ เขาไปเป็นทหารปกป้องประเทศชาติอยู่ข้างนอก แต่คนในครอบครัว ชาวบ้าน และเพื่อนฝูงที่โตมาด้วยกัน กลับนิ่งดูดายปล่อยให้เมียเขาเจ็บเจียนตาย แกคิดว่าเขาจะทนได้เหรอ แกไปคิดดูให้ดีก็แล้วกัน”
คำพูดของจางหงฟาทำเอาลู่เต๋อปังถึงกับพูดไม่ออก เขาพอจะรู้นิสัยของลู่เจิ้นผิงดี ถ้าบทจะร้ายขึ้นมาล่ะก็ น่ากลัวสุดๆ ไปเลย
จางหงฟาเห็นเขาเงียบไป ก็ถอนหายใจพลางตบบ่าเขาเบาๆ
“เต๋อปังเอ๊ย ถึงเราจะไม่เห็นแก่หน้าใคร ก็ควรจะเห็นแก่ความดีของเขาบ้าง ยังไงเสิ่นเมิ่งก็เป็นเมียของเจิ้นผิง เธอโดนวัวของหน่วยผลิตขวิดจนเป็นตายเท่ากัน ถ้าพวกเราที่เป็นผู้นำหมู่บ้านไม่ให้ความเป็นธรรมกับเธอ แล้วชาวบ้านจะมองพวกเรายังไง โชคดีที่พ่อแม่ของเธอเป็นคนซื่อๆ ไม่ได้ไปโวยวายถึงที่ว่าการคอมมูน ลองเป็นคนอื่นสิ ป่านนี้คงร้องห่มร้องไห้เรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยผลิตไปแล้ว! อีกอย่าง หลานชายแกก็อยากจะเป็นทหารไม่ใช่เหรอ ปีนี้เขาก็สิบห้าแล้ว ถ้าเกิดสอบติดขึ้นมา…”
เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็ตบบ่าลู่เต๋อปังหนักๆ อีกสองที พวกเขาล้วนเป็นผู้นำหนุ่มไฟแรง ยังมีเส้นสายอีกมากที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ การทำงานก็ต้องยึดหลักความยุติธรรม ไม่อย่างนั้นใครจะมาเคารพเชื่อฟัง
ลู่เต๋อปังเพิ่งจะมาสะดุ้งเอาตอนนี้ เด็กๆ บ้านลู่หมิงหยางก็โตกันหมดแล้ว ถ้าเสิ่นเมิ่งไม่รอดจริงๆ ก่อนตายเธอจะต้องทิ้งคำพูดอะไรไว้ให้ลู่เจิ้นผิงแน่ๆ และคำพูดนั้นจะเป็นแง่ดีหรือแง่ร้าย ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขานี่แหละ
พอคิดมาถึงตรงนี้ แล้วย้อนกลับไปนึกถึงท่าทีของตัวเองก่อนหน้านี้ เหงื่อเย็นๆ ก็เริ่มซึมออกมา ยุคนี้การมีคนในครอบครัวเป็นทหาร ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ถ้าทำผลงานในกองทัพได้ดี อนาคตก็ก้าวไกล แต่บางครั้งต่อให้พยายามแค่ไหน ถ้าไม่มีเส้นสาย มันก็ไปได้ไม่ไกลหรอก
“ใช่ๆๆ ฉันคิดสั้นไปเอง หงฟา แกพูดถูกแล้ว ไป เราไปเอาเงินกับเสบียงให้สะใภ้เจิ้นผิงกันเถอะ อ้อ ลองดูซิว่าในหน่วยผลิตยังมีคูปองอะไรเหลือบ้าง เอาไปให้เธอด้วย เมื่อกี้เห็นลุงเสิ่นบอกว่าคืนนี้จะไม่กลับไป คงต้องหาคนไปส่งข่าวที่บ้านสกุลเสิ่นสักหน่อยแล้วล่ะ”
“ฮ่าๆๆ ได้สิ เอาตามที่แกบอกเลย” จางหงฟาหัวเราะร่วน ชี้มือไปที่ลู่เต๋อปัง ทั้งสองคนปรึกษากันว่าจะช่วยเสิ่นเมิ่งย้ายของยังไง จะเอาอะไรไปให้บ้าง ในใจก็คิดว่าจะให้เมียที่บ้านเอาอะไรไปฝากเสิ่นเมิ่งดี จะได้สร้างความประทับใจให้เธออีกสักรอบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นเมิ่งก็นอนอยู่บนแผ่นไม้เก่าๆ ถูกหามกลับไปที่บ้านของตัวเอง ชาวบ้านที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านสกุลลู่ พอเห็นสภาพปางตายของเธอ ก็เริ่มเชื่อคำพูดของหวังคุ่ยจือก่อนหน้านี้
คนปากสว่างหลายคนก็เริ่มจับกลุ่มนินทาบ้านสกุลลู่กันอย่างสนุกปาก
โจวเจียวเจียวที่เพิ่งย้ายจากบ้านอิฐหลังใหญ่กลับมาอยู่บ้านซอมซ่อของเสิ่นเมิ่ง รู้สึกรับไม่ได้อย่างแรง ก่อนหน้านี้เธอซื้อข้าวของเครื่องใช้มาตั้งมากมาย โดยค่อยๆ เก็บหอมรอมริบมาเรื่อยๆ ตอนนี้ของพวกนั้นกองพะเนินอยู่บนเตียงเตา เธอไม่รู้จะจัดเก็บยังไง เพราะไม่มีที่ให้วาง แค่คิดก็อยากจะร้องไห้แล้ว
ลู่เจียเซวียนเห็นเธอเศร้าก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน
“เจียวเจียว อย่าเสียใจไปเลยนะ เดี๋ยวฉันจะทำตู้ให้เธอใหม่สักสองสามใบ ตอนที่เราแต่งงานกัน แม่ก็ซ่อมแซมห้องไว้ให้ตั้งกว้างขวาง เดี๋ยวเราย้ายกลับไปอยู่ที่นั่นกันดีกว่า!”
โจวเจียวเจียวขมวดคิ้วมุ่น ส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ได้หรอก ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พ่อกับแม่ก็อายุมากแล้ว ให้พวกท่านอยู่บ้านหลังนั้นแหละดีแล้ว พวกเรายังหนุ่มยังแน่น อยู่ที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวหาหนังสือพิมพ์มาแปะหน้าต่างสักหน่อย ปัดกวาดเช็ดถูอีกนิด ก็อยู่ได้แล้ว”
ลู่เจียเซวียนเห็นเมียตัวเองเป็นคนมีเหตุผลแบบนี้ ก็รู้สึกใจอ่อนยวบ
“เจียวเจียว เธอต้องมาลำบากแท้ๆ เลย”
“ไม่ลำบากหรอก ขอแค่ได้อยู่กับเธอ เราใจตรงกัน ช่วยกันสร้างครอบครัว ฉันก็ไม่รู้สึกว่าลำบากเลยสักนิด”
โจวเจียวเจียวไม่อยากย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่าของหลิวซานจินหรอก เธอกับลู่เจียเซวียนมักจะสวีทกันสองต่อสอง ตอนกินข้าวถึงจะไปที่บ้านเก่า พอถึงเวลาส่วนตัวก็อยากจะทำอะไรตามใจชอบ ถ้าไปอยู่บ้านเก่ามันไม่เหมือนกัน ขยับตัวนิดเดียวคนอื่นก็ได้ยินหมดแล้ว
เธอตั้งใจว่าเดี๋ยวจะไปขอให้พ่อผัวแม่ผัวสร้างบ้านใหม่ให้พวกเธอสักหลัง ต่อให้เป็นบ้านดินดิบก็ยอม ขอแค่ได้ปิดประตูอยู่กันเงียบๆ สองคนแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว!
หลิวซานจินได้อยู่บ้านหลังใหญ่ก็สบายใจเฉิบ พอเห็นลูกชายคนเล็กกับลูกสะใภ้ย้ายกลับมา แม้จะปวดใจอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่อยากกลับไปอยู่บ้านเก่าเหมือนกัน พอเห็นหลังคาบ้านเก่าทำท่าจะพังแหล่มิพังแหล่ ประจวบเหมาะกับลู่เจียเซวียนมาบอกว่า โจวเจียวเจียวไม่อยากย้ายกลับมา เพราะอยากให้นางที่อายุมากแล้วได้อยู่สบายๆ
หลิวซานจินก็ซาบซึ้งใจสุดๆ ยิ่งรู้สึกว่าลูกสะใภ้คนเล็กนี่ช่างแสนดี ส่วนเสิ่นเมิ่งนังตัวดีนั่นก็เป็นแค่ตัวกาลกิณี รอให้ลู่เจิ้นผิงลูกชายคนโตกลับมาเมื่อไหร่ นางจะยุให้เขาหย่ากับมันซะ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทางนี้เสิ่นเมิ่งไม่รู้เรื่องเลย ตอนนี้เธอกำลังคุยกับเถียนกุ้ยฮวา พี่สะใภ้ใหญ่ของหมู่บ้าน และเฉินจินหลิง แม่ของเลขาธิการพรรค ทั้งสองคนมาเยี่ยมเธอพร้อมกับไข่ไก่ น้ำตาลทรายแดง และผักอบแห้ง
“เด็กดี พักผ่อนให้สบายนะ เดี๋ยวก็หาย หมิงข่ายยังเล็กนัก ขาดแม่ไม่ได้หรอกนะ วันหน้าถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาป้าได้เลย ป้าจะจัดการให้เอง”
“ใช่จ้ะน้องสาว เมื่อก่อนป้าไม่รู้เลยว่าชีวิตน้องจะลำบากขนาดนี้ พวกเรามัวแต่ยุ่งกับการหาแต้มแรงงาน คนบางคนมันใจดำ ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัวเอง ก็จ้องแต่จะเอาเปรียบคนอื่น น้องไม่ต้องห่วงนะ หลานชายป้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน ถึงเขาจะอายุน้อย แต่ก็เป็นคนยุติธรรม ไม่ยอมให้ลูกบ้านต้องเสียเปรียบแน่นอน”
ทั้งสองคนมาเยี่ยมเพราะหวังผลประโยชน์ต่างตอบแทน พยายามพูดจาเอาอกเอาใจเสิ่นเมิ่งสารพัด แต่ในขณะเดียวกันก็อยากจะผูกมิตรไว้จริงๆ ด้วย เพราะคนที่ผ่านความเป็นความตายมาได้ แถมยังทวงบ้านคืนมาได้สำเร็จ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
“โธ่ ให้พี่กุ้ยฮวากับคุณป้าต้องมาเห็นเรื่องน่าอายซะแล้ว ที่ฉันได้บ้านของเด็กๆ คืนมา ก็เป็นเพราะบารมีของท่านผู้นำทั้งสองแท้ๆ วันหลังถ้าเจิ้นผิงกลับมา ฉันจะบอกให้เขาไปขอบคุณผู้ใหญ่บ้านกับท่านเลขาฯ แน่นอนจ้ะ”
เถียนกุ้ยฮวากับเฉินจินหลิงสบตากันอย่างโล่งอก ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรหรอก ขอแค่ไม่เก็บเรื่องที่พวกนางไม่ได้ไปตามหมอมาให้มาผูกใจเจ็บก็พอแล้ว

0 Comments