ตอนที่ 120 จัดหางานให้
แปลโดย เนสยังตอนที่อู๋เซียงหลาน ลู่เจียเหอ และลู่ฉางจู้เลิกงานกลับมา ก็เห็นรถเก๋งหลายคันจอดอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูบ้านลู่เจิ้นผิง แถมยังมีคนยืนมุงดูอยู่ไม่น้อย ลู่ฉางจู้ใจหายวาบ ตอนที่ไป๋ซูอวี้กลับมาที่หมู่บ้าน ก็ขับรถเก๋งมาแบบนี้แหละ ตอนนี้รถเก๋งที่จอดอยู่หน้าบ้านลู่เจิ้นผิง ทำให้จิตใจของเขาไม่สงบเอาเสียเลย
เขาทิ้งจอบบนบ่าลงกับพื้น แล้วก็เตรียมจะก้าวเท้าไปที่บ้านของลู่เจิ้นผิง พอดีกับที่คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่เห็นพวกเขากลับมาจากที่นา ก็รีบกวักมือเรียก
“อ้าว ลุงฉางจู้ ลูกสะใภ้ใหญ่ของลุงได้ดิบได้ดีแล้วนะ ไปช่วยชีวิตคนใหญ่คนโตที่ตัวอำเภอมา เขาหิ้วของมาขอบคุณหล่อนถึงบ้านเลยนะ ดูสิ รถเก๋งดูหรูหรามากเลยนะ ครอบครัวลุงกำลังจะเจริญรุ่งเรืองแล้วล่ะ!”
เสียงพูดดังฟังชัด โจวเจียวเจียวและลู่เจียเซวียนที่อยู่ในลานบ้านก็ได้ยินเข้าอย่างจัง ทั้งสองคนถึงกับทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมถึงไปที่บ้านพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ล่ะ ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่าตัวเองเป็นคนช่วยชีวิตคนหรอกเหรอ พี่สะใภ้ใหญ่ก็แค่พาคนไปส่งโรงพยาบาลเองนะ พวกเขาแยกแยะความสำคัญไม่ออกหรือไง ถึงจะเป็นการช่วยชีวิตเหมือนกัน แต่ทำไมถึงไปเยี่ยมพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วไม่มาเยี่ยมเธอล่ะ!”
ไม่เพียงแต่ลู่เจียเซวียนที่โกรธและหัวเสีย โจวเจียวเจียวเองก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมากเหมือนกัน แต่หล่อนก็ยังคงเชื่อใจหลินหรงอยู่นะ ผู้หญิงคนนั้นดูท่าทางจะไม่ค่อยลงรอยกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนลูกสะใภ้สักเท่าไหร่ แถมยังดูหลอกง่ายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หล่อนเป็นคนแรกที่ไปเจอหลี่เชี่ยนเชี่ยน และหล่อนก็เป็นคนช่วยประคองไปส่งโรงพยาบาลด้วยเหมือนกัน จะมาตัดหล่อนออกไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก
“เจียเซวียน คุณอย่าเพิ่งโกรธไปเลย ไม่ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังไม่มาบ้านเราด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรออกไปแสดงตัวตอนนี้หรอกนะ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก่อนดีกว่า นี่ก็เที่ยงแล้ว คุณไปซักผ้าเถอะ ส่วนฉันจะไปทำกับข้าว เราก็ทำหน้าที่ของเราไป เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องมาแน่ๆ ต่อให้พวกเขาไม่มา ภรรยาของผู้อำนวยการก็ต้องมาแน่ๆ เชื่อฉันสิ”
ลู่เจียเซวียนกุมมือโจวเจียวเจียวไว้แน่น แล้วพูดว่า “ได้ เจียวเจียว ผมเชื่อคุณ”
ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปทำงาน โจวเจียวเจียวถึงกับแกล้งทำเป็นเผลอทำเสื้อผ้าของลู่เจียเซวียนเลอะเทอะ เพื่อที่จะได้ให้เขาถลกแขนเสื้อขึ้นมาซักผ้าให้ได้
พออู๋เซียงหลานได้ยินว่าคนที่มาเป็นถึงเลขาธิการ เป็นถึงผู้บริหารระดับสูง หัวใจก็เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่เป็นจังหวะ เสิ่นเมิ่งทำไมถึงโชคดีขนาดนี้นะ แค่ออกไปข้างนอกก็ไปช่วยชีวิตผู้หลักผู้ใหญ่ได้แล้ว หล่อนเองก็เคยไปตัวอำเภอมาตั้งสองครั้ง ทำไมถึงไม่บังเอิญเจอใครล้มพับอยู่กลางถนนบ้างล่ะ!
ลู่ฉางจู้รู้สึกโล่งอก ขอแค่ไม่ใช่ไป๋ซูอวี้ก็พอแล้ว ลู่เจิ้นผิงใช้แซ่ลู่ ไม่มีเหตุผลที่ผ่านมาตั้งยี่สิบกว่าปี หล่อนจะกลับมาแย่งลูกชายไปจากเขาอีก
หลี่ชวนและลู่เจิ้นผิงพูดคุยกันอย่างถูกคอ ถ้าไม่ใช่เพราะเลขานุการเตือน เขาคงจะลืมไปแล้วว่ายังมีอีกคนที่เขาต้องไปขอบคุณ จังหวะนี้เองหลินหรงก็เสนอตัวขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวฉันไปเชิญหล่อนเองค่ะ จะเชิญให้มาที่นี่เลย จะได้พูดคุยทำความรู้จักกัน”
หลี่ชวนไม่ได้ปฏิเสธ แต่หูจิ้นปู้ไม่กล้าปล่อยให้นางออกไปคนเดียวหรอก ขืนปล่อยไปตามนิสัยของนาง พอไปเจอพวกป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้าน ก็คงจะลากเก้าอี้ไปร่วมนินทาด้วยแหงๆ
“ฉันไปด้วยดีกว่า ถึงยังไงก็เป็นคนที่ช่วยชีวิตเชี่ยนเชี่ยนและเป่ากั๋วเอาไว้ จะปล่อยให้เธอซึ่งเป็นผู้หญิงไปเชิญคนเดียวได้ยังไง ฉันไปเป็นเพื่อนด้วยดีกว่า ของขวัญก็เอาไปด้วยนะ คุณพ่อตาครับ ผมจองโต๊ะที่ร้านอาหารของรัฐไว้แล้ว พวกเราไปกินมื้อเที่ยงที่ตัวอำเภอกันเถอะครับ จะได้เป็นการเลี้ยงขอบคุณอย่างเป็นทางการด้วย”
เสิ่นเมิ่งตาขวากระตุกยิกๆ สมกับที่เป็นผู้อำนวยการโรงงานจริงๆ นะ รักษาหน้าตาสุดๆ ไปเลย
หลี่ชวนพยักหน้า แล้วก็หันไปมองลู่เจิ้นผิงกับเสิ่นเมิ่ง พวกเขาตั้งใจจะเลี้ยงข้าว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเจ้าตัวเขาจะยอมตกลงหรือเปล่าล่ะ!
“เจิ้นผิง เสี่ยวเมิ่ง พวกเธอว่าไงล่ะ?”
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับคุณอาหลี่ เด็กๆ ที่บ้านช่วงบ่ายต้องไปโรงเรียน คงไปตัวอำเภอด้วยไม่ได้หรอกครับ อีกอย่างคุณอาก็อุตส่าห์มาเยี่ยมถึงที่บ้านแล้ว ไม่ต้องไปกินข้าวให้ยุ่งยากหรอกครับ ผู้อำนวยการหูไม่ต้องลำบากหรอกครับ”
“แบบนี้จะดีเหรอครับสหายลู่ สหายเสิ่น นี่ถ้าไม่ได้สหายเสิ่นช่วยไว้ ลูกสะใภ้และหลานชายผมคง… ก็แค่ไปกินข้าวด้วยกันมื้อเดียวเองนะ ถ้าเป็นห่วงเรื่องเด็กๆ คุณก็วางใจเถอะครับ กินข้าวเสร็จผมจะให้คนขับรถไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนเอง ดีไหมครับ?”
หลี่ชวนดูออกว่าลู่เจิ้นผิงไม่อยากไปจริงๆ เขาจึงโบกมือปฏิเสธ
“งั้นก็ช่างเถอะ ครอบครัวหู พวกคุณก็ไปเชิญสหายโจวมาเถอะ พวกเราคุยกันอีกสักพักก็จะกลับแล้ว วันข้างหน้าก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันอีก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาสหรอก”
หลินหรงอยากจะกลอกตาบน แต่ก็ใจไม่กล้าพอ ก็เลยได้แต่ยอมแพ้
หลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว หลี่ชวนก็คุยเรื่องสัพเพเหระกับลู่เจิ้นผิงและเสิ่นเมิ่งต่อ เขาเหลือบมองเด็กๆ ที่กำลังแอบชะเง้อดูอยู่
“เด็กๆ พวกนี้คือ?”
“ลูกผมเองครับ”
ดวงตาของหลี่ชวนวูบไหว คนที่มีตำแหน่งระดับนี้ แค่พูดประโยคเดียวก็เข้าใจความหมายได้ทันที ครอบครัวของเขาก็มีทหารอยู่เหมือนกัน เขาจึงเข้าใจสถานะของเด็กๆ พวกนี้ได้ในทันที
“เสี่ยวหวัง ลองดูซิว่าข้างล่างมีตำแหน่งงานที่มันเรียบง่าย ไม่ค่อยวุ่นวายบ้างไหม ลองหาให้สหายเสิ่นสักตำแหน่งสิ”
“คุณอาหลี่ครับ คุณอาทำแบบนี้เพื่ออะไรครับ ผมก็มีเงินเดือนจากกองทัพ เสี่ยวเมิ่งก็ไปทำงานหาแต้มแรงงานได้ ไม่จำเป็นต้องให้คุณอามาจัดหางานให้หรอกครับ”
เสิ่นเมิ่งเองก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่น หล่อนไม่ได้คิดอยากจะไปทำงานหาเงินเลย ตอนที่หล่อนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์หรือเรี่ยวแรง หล่อนก็ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ พอทะลุมิติมาอยู่ที่นี่จนถึงตอนนี้ หล่อนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาตลอด การจะให้ไปทำงานน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก หล่อนแค่อยากจะใช้ชีวิตขี้เกียจๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งมันส่งผลดีต่ออายุที่ยืนยาวของหล่อนมาก
“ใช่แล้วค่ะ ท่านเลขาธิการหลี่ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอก ไม่มีความรู้อะไรเลย ถ้าเกิดรับงานที่คุณจัดหาให้ แล้วทำออกมาได้ไม่ดี จนทำให้คุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง มันก็คงจะไม่เหมาะสมหรอกค่ะ!”
พวกเขาปฏิเสธอย่างจริงใจ แต่หลี่ชวนดูเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
“เจิ้นผิง เรื่องของนายในกองทัพ ฉันก็พอจะได้ยินมาบ้างนะ ถ้าการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ลงมาถึง นายก็อาจจะต้องถูกปลดประจำการ แล้วครอบครัวนายจะเอาอะไรกินล่ะ นายยังมีลูกเมียต้องเลี้ยงดูนะ ถึงกองทัพจะหางานให้ แต่นายก็คงจะไม่ได้เริ่มงานปุ๊บปั๊บหรอก เรื่องนี้พวกเธอไม่ต้องพูดแล้วนะ ฉันจะเป็นคนจัดการเอง อ้อ แล้วถ้าวันข้างหน้ามีปัญหาอะไรอีก ก็มาบอกคุณอาหลี่ได้เลยนะ”
เสิ่นเมิ่งอ้าปากค้าง มองดูท่าทางจริงจังของเลขาธิการหลี่ ก็รู้เลยว่าชายคนนี้เป็นคนดื้อรั้นเอาการ ถ้าตัดสินใจอะไรแล้วก็คงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ หรอก แต่หล่อนลืมไปว่าข้างๆ หล่อนก็มีคนดื้อรั้นอยู่อีกคนหนึ่งเหมือนกัน
“คุณอาหลี่ครับ คุณอากลัวว่าผมจะเลี้ยงดูลูกเมียไม่ไหวเหรอครับ คุณอาวางใจได้เลยครับ เรื่องนี้ผมจัดการได้ เสี่ยวเมิ่งต้องดูแลเด็กๆ ดูแลบ้าน การจะให้เข้าไปทำงานในตัวอำเภอ มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่หรอกครับ เรื่องนี้ก็ปล่อยผ่านไปเถอะครับ คุณอาอย่าไปบังคับหล่อนเลย หล่อนเป็นคนอารมณ์ร้อน นี่คุณอาหวังดีนะ ถ้าเกิดหล่อนโมโหแล้วไปล่วงเกินใครเข้า ถึงตอนนั้นคุณอาก็ต้องเสียหน้าไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
“นี่แนะ ลู่เจิ้นผิง แกอย่ามาพูดจาโยกโย้กับฉันนะ คนที่ฉันฝากฝังให้ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครหน้าไหนจะกล้ามาหาเรื่อง สหายเสิ่น หนูวางใจได้เลยนะ คุณอาหลี่จะต้องจัดหางานดีๆ ให้หนูแน่นอน จะไม่ยอมให้หนูต้องได้รับความอยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น หึ ตอนอยู่ที่กองทัพก็ดูเป็นคนดีนี่นา ทำไมตอนนี้ถึงได้ดื้อรั้นขึ้นมาล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่สหายเสิ่นเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเชี่ยนเชี่ยนเอาไว้หรอกนะ แค่ในฐานะที่หล่อนเป็นภรรยาทหารที่มีความเสียสละและจิตใจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทางอำเภอก็สมควรที่จะจัดหางานให้หล่อนอยู่แล้ว เธอไม่ต้องพูดแล้วนะ ฉันตัดสินใจแล้ว ใครมาขวางก็ไม่ได้ผลหรอก”
ลู่เจิ้นผิง: “…”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
นี่คุณอาก็ชมเกินไปจนหล่อนรู้สึกเขินแล้วนะคะเนี่ย!!!

0 Comments