ตอนที่ 111 ช่วยชีวิตคน
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งตื่นแต่เช้า ลู่เจิ้นผิงก็ไม่ใช่คนชอบนอนตื่นสายอยู่แล้ว คนหนึ่งทำอาหารเช้า ส่วนอีกคนก็ลากรถลากไปบนเขา ตัดฟืนกลับมาสองคันรถ
ฟืนที่บ้านเหลือไม่เยอะแล้ว ตอนที่เขาอยู่บ้าน ก็ต้องตุนฟืนไว้เยอะๆ หน่อย จะได้เอาไว้ใช้ตอนหน้าหนาว นอกจากฟืนแล้ว ก็ยังมีพวกใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมา ของพวกนี้ก็เป็นของดี เอาไว้ใช้เป็นเชื้อฟืนได้
ลู่เจิ้นผิงลากฟืนกลับมาบ้านสองคันรถตั้งแต่เช้าตรู่ เขาเอาฟืนที่ยังชื้นๆ ไปเกลี่ยตากไว้ในลานบ้าน รอให้แดดออกสักสองวัน พอฟืนแห้งก็ค่อยขนไปเก็บในห้องเก็บฟืน
ตอนที่เขากลับมาครั้งที่สอง เสิ่นเมิ่งก็เตรียมนํ้าร้อนใส่กะละมังไว้ให้ล้างหน้าแล้ว
“ไม่ต้องออกไปแล้วล่ะ รีบมาล้างมือเตรียมกินข้าวเถอะ ไปปลุกพวกที่ต้องไปโรงเรียนด้วยนะ กินข้าวเสร็จฉันจะเข้าไปในอำเภอ ไปซื้อของสักหน่อย วันนี้ถ้าคุณว่าง ก็แวะไปที่บ้านแม่ฉันหน่อยนะ ไปดูว่าบ้านสร้างเสร็จหรือยัง ขากลับก็หาพวกกิ่งสนกลับมาด้วยนะ เนื้อแกะยังมีเหลืออยู่อีกเยอะ เอามาทำเป็นเนื้อรมควันดีกว่า ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ คงไม่ดี ส่วนที่เหลือก็เอามาทำเนื้อรมควันให้หมด นึกอยากกินเมื่อไหร่ก็เอามากินได้เลย”
เนื้อแกะถูกลู่เจิ้นผิงเอาไปห้อยไว้บนขื่อในครัว อากาศหนาวแบบนี้ มันก็คงไม่เน่าหรอก แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ มันก็จะไม่สด รีบๆ จัดการกินให้หมดน่าจะดีกว่า
พวกลู่หมิงหยางตื่นขึ้นมา ก็ได้กลิ่นหอมคุ้นเคยโชยมาแตะจมูก แต่ละคนรีบมุดตัวออกจากผ้าห่มอุ่นๆ ด้วยความรวดเร็วกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า
ซาลาเปาไส้เนื้อแกะลูกโตๆ ร้อนๆ แล้วก็ยังมีซาลาเปาทอดอีกหม้อ แถมด้วยซุปเผ็ดร้อนรสจัดจ้าน เช้าฤดูใบไม้ร่วงที่ลมพัดเย็นยะเยือกแบบนี้ ได้กินมื้อเช้าแบบนี้ มันช่างสุดยอดจริงๆ
ลู่หมิงหยาง ลู่หมิงเลี่ยง และลู่หมิงฟาง สามคนกินกันแบบไม่เงยหน้าเลยทีเดียว
“เจิ้นผิง คุณเอาซาลาเปาไปให้พวกจิ้งห่าวหน่อยสิ ฉันทำไว้เยอะ ให้พวกเขาได้ชิมด้วย”
“ได้เลย”
เสิ่นเมิ่งหยิบซาลาเปามาห้าลูก เอาห่อผ้าขาวบางยื่นให้ลู่เจิ้นผิง ตอนที่เขาเดินออกไป ในมือก็ยังถือไปกินอีกลูกนึง กินแค่ไม่กี่คำก็หมดไปลูกนึงแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกที่ไปเรียนก็ไปเรียน พวกที่ไปเยี่ยมญาติก็ไปเยี่ยมญาติ เสิ่นเมิ่งล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อย แล้วก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอ ระหว่างทางก็บังเอิญสวนกับโจวเจียวเจียวที่นั่งเกวียนวัวมาพอดี
คนที่นั่งอยู่บนเกวียนต่างก็โพกหัวกันหมด แต่เสิ่นเมิ่งก็จำโจวเจียวเจียวได้ตั้งแต่แวบแรก เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก คนอื่นๆ ต่างก็เอามือซุกกระเป๋านั่งหลังค่อมกันหมด มีแต่นางเอกคนเดียวที่นั่งหลังตรงแหน่ว เสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายทางสีเขียวก็ถูกหล่อนสวมใส่ออกมาได้ดูดีสุดๆ
จิ๊ๆๆ นางเอกนี่มันไม่เหมือนคนธรรมดาจริงๆ!!!
พอมาถึงตัวอำเภอ หล่อนก็ไม่ได้ไปไหนเลย ตรงดิ่งไปหาที่ลับตาคนแล้วก็มุดเข้าไปในมิติ หล่อนปั่นจักรยานมาเกือบชั่วโมง เหนื่อยแทบขาดใจ พอเข้ามาในมิติ ก็รีบถอดเสื้อกันหนาวตัวหนาเตอะออก แล้วก็เดินไปที่ห้องนั่งเล่น ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราอยู่บนโซฟาสักพัก
พอได้พักจนหายเหนื่อย หล่อนก็ยกหม้อซุปออกมา นั่งกินหม้อไฟต้นตำรับเสฉวนอย่างสบายอารมณ์ กินเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอศกรีมอีกถ้วย แล้วก็นอนหลับปุ๋ยไปอย่างมีความสุขสองชั่วโมงกว่า
พอตื่นขึ้นมาร่างกายสดชื่นแล้ว หล่อนก็เดินไปที่โกดัง ไปหาเตาถ่านสแตนเลสใบใหญ่มาใบหนึ่ง แล้วก็เอาวอลเปเปอร์ลายดอกโบตั๋นสีเหลืองดอกใหญ่ที่เคยไปซื้อมาจากตลาดนัด มาติดทับลงไปบนเตาถ่าน
เตาถ่านที่เมื่อกี้ยังดูหรูหราหมาเห่า ตอนนี้กลับดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา แถมยังมีกลิ่นอายของยุคสมัยนี้สุดๆ พอจัดการเสร็จ หล่อนก็เอาตะกร้าไม้ไผ่สองใบใส่ถ่านลงไปหนึ่งร้อยก้อน แล้วก็เอาไปห้อยไว้ที่สองข้างของจักรยาน
เด็กทั้งสี่คนของบ้านไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว หล่อนก็เลยไปรื้อค้นข้าวของ จนเจอตู้อาบน้ำสีแดงสองอัน ตอนที่ซื้อมาหล่อนก็ลืมไปแล้วว่ามันเรียกว่าอะไร อุตส่าห์ต้องอธิบายให้พ่อค้าฟังอยู่นานกว่าจะได้ซื้อมา
สาลี่ แอปเปิ้ล และพุทราฤดูหนาวในแปลงที่สุกแล้ว หล่อนก็เก็บมานิดหน่อย นมผง เครื่องดื่มมอลต์สกัด ผงวิตามินซีรสส้ม ไหมพรมขนแกะ เสื้อซับในลายทางแบบคุณยายอีกหลายชุด มีทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ แล้วก็ยังหาถุงเท้าให้ลู่เจิ้นผิงอีกหลายคู่ กับรองเท้าเจี่ยฟ่างบุด้านในอีกหนึ่งคู่
หล่อนยัดของใส่กระสอบป่านจนแน่นเอี๊ยด แล้วก็เอาไปผูกไว้บนจักรยาน หล่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ของเต็มคันรถขนาดนี้ ถ้าต้องปั่นกลับไปคงเหนื่อยน่าดู แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นา สองปีมานี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว บนถนนมีคนเดินผ่านไปมาตลอด ถ้าหล่อนปั่นจักรยานเปล่าๆ กลับไป แล้วจู่ๆ ก็มีของโผล่มาเต็มรถ ถ้ามีคนเห็นเข้า เขาคงนึกว่าหล่อนเป็นปีศาจแน่ๆ!
สุดท้ายหล่อนก็จัดการมัดเตาถ่านให้แน่นหนา แล้วก็เข็นจักรยานออกจากมิติ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาออกมาจากตรอก กำลังจะขึ้นขี่จักรยานปั่นกลับบ้าน ก็เหลือบไปเห็นโจวเจียวเจียวกำลังพยุงหญิงตั้งครรภ์หน้าซีดเผือดคนหนึ่ง ยืนร้องเรียกให้คนช่วยอยู่ตรงนั้น แต่เพราะตรอกนี้ค่อนข้างเปลี่ยว หล่อนตะโกนอยู่นานก็ไม่มีใครเดินผ่านมาเลย
เสิ่นเมิ่งตาเป็นประกาย หญิงตั้งครรภ์คนนี้เหมือนจะเป็นลูกสะใภ้ของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า เพราะท้องโย้ ใกล้จะคลอดแล้ว กลัวว่าจะคลอดยาก ก็เลยมักจะออกมาเดินเล่นบ่อยๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าบังเอิญอะไร วันนี้จู่ๆ หล่อนก็เกิดปวดท้องขึ้นมา และคนที่เดินผ่านมาเห็นก็มีแค่โจวเจียวเจียวคนเดียว
หล่อนช่วยชีวิตสองแม่ลูกคู่นี้ไว้ ผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าก็ต้องอยากจะตอบแทนบุญคุณอยู่แล้ว แต่โจวเจียวเจียวปฏิเสธไป หลังจากนั้นอีกหลายวัน โรงงานทอผ้าก็มีโควตาพนักงานว่าง ลูกสะใภ้ของผู้อำนวยการก็เลยมาเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง โจวเจียวเจียวถึงได้ยอมตกลงไปทำงานที่โรงงานทอผ้า
ตั้งแต่นั้นมา หล่อนก็เหมือนได้ขึ้นบันไดสวรรค์ เวลาออกไปไหนก็มักจะเจอเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ก็มักจะกลายเป็นบันไดให้หล่อนกับลู่เจียเซวียนก้าวหน้าขึ้นไปได้เสมอ
แต่ในเมื่อหล่อนมาเจอแล้ว เรื่องดีๆ แบบนี้ จะปล่อยให้โจวเจียวเจียวได้หน้าไปคนเดียวได้ยังไงล่ะ
หล่อนหันหลังกลับ เข็นจักรยานกลับเข้าไปในตรอก เอาจักรยานไปเก็บไว้ในมิติ แล้วก็เอาอีกคันออกมา เข็นตรงเข้าไปหาทั้งสองคนทันที
“เจียวเจียว นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย อุ๊ยตาย น้องสาวคนนี้ท่าทางเหมือนจะคลอดแล้วนะ!”
โจวเจียวเจียวกำลังร้อนใจอยู่พอดี พอเห็นว่าเป็นเสิ่นเมิ่ง หล่อนก็ขมวดคิ้วมุ่น หล่อนเห็นว่าผู้หญิงที่ล้มอยู่บนพื้นแต่งตัวดูดีมีชาติตระกูล หล่อนก็เลยอยากจะเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นหล่อนคงไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งหรอก ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา หล่อนคงต้องซวยไปด้วยแน่ๆ
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สหายคนนี้บอกว่าปวดท้อง สงสัยจะต้องรีบพาไปโรงพยาบาลด่วนเลย พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รีบไปตะโกนเรียกคนแถวนี้มาช่วยหน่อยสิ สหายผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวฉันดูแลเอง”
คิดจะไล่หล่อนไปงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก
“เจียวเจียว เธอเองก็กำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ แถมยังเป็นคนท้องอีก จะไปรู้เรื่องพวกนี้ดีเท่าฉันได้ยังไง ฉันน่ะเคยคลอดลูกมาแล้วนะ สหายคะ ไม่ต้องกลัวนะ ฉันมีจักรยานมาด้วย เดี๋ยวฉันขอดูอาการคุณก่อนนะ เวลาจะคลอดลูก มันไม่ได้คลอดปุ๊บปั๊บหรอกนะ ไม่ต้องกลัวนะ!”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหว หล่อนพิงตัวอยู่ในอ้อมกอดของโจวเจียวเจียว มองดูผู้หญิงที่โผล่มาอย่างกะทันหันตรงหน้า ราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้าย หล่อนบอกว่าเคยคลอดลูกมาแล้ว ก็คงจะพึ่งพาได้มากกว่าคนที่เอาแต่แหกปากตะโกนเรียกคนเมื่อกี้แน่ๆ
เสิ่นเมิ่งถอดเสื้อคลุมของตัวเองออก เอาไปคลุมให้หลี่เชี่ยนเชี่ยน
“ฉันขอดูหน่อยนะว่ามีเลือดออก หรือว่าน้ำคร่ำแตก ถ้ามีน้ำคร่ำออกมา พวกเราก็รีบไปโรงพยาบาลไปรอคลอดกันเลย ภายในสองชั่วโมงนี้ไม่เป็นไรหรอก โรงพยาบาลก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่ วางใจได้เลย”
เสิ่นเมิ่งเอื้อมมือไปที่ก้นของหลี่เชี่ยนเชี่ยน ปลดเชือกผูกกางเกงของหลี่เชี่ยนเชี่ยนออก พอล้วงมือลงไปคลำดู ดึงมือออกมาก็เต็มไปด้วยเลือด
โจวเจียวเจียวตกใจจนร้อง “กรี๊ด” ออกมา เกือบจะผลักหลี่เชี่ยนเชี่ยนที่พิงหล่อนอยู่ล้มลงไปกองกับพื้น
“หุบปาก!”

0 Comments