You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ตอนเที่ยงตรง มีหม้อใบใหญ่ตั้งอยู่บนลานนวดข้าว ลุงพ่อครัวเอาเนื้อแพะที่ดับคาวและลวกเสร็จเรียบร้อยแล้วมาวางไว้บนเขียง ค่อยๆ เลาะเนื้อออกมาอย่างประณีต กระดูกชิ้นใหญ่ๆ ไม่กี่ชิ้นก็โยนใส่หม้อต้มต่อ ต้นหอมขิงอีกกะละมังใหญ่ก็เทใส่ลงไปจนหมด

ลุงพ่อครัวหั่นเนื้อแพะครึ่งหนึ่งเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกครึ่งก็เก็บไว้กินตอนเย็น นอกจากนี้ก็ยังคัดเนื้อดีๆ อีกนิดหน่อย ใส่ชามวางพักไว้ต่างหาก แกฟังคำแนะนำของเสิ่นเมิ่ง หาคนมาช่วยเอากระดูกแพะชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปตำในครกหินจนแหลกละเอียด แล้วก็เอาไปผสมกับแป้งข้าวโพด ต้นหอม ขิง และหัวไชเท้า ปั้นเป็นลูกชิ้นกระดูกหัวไชเท้า

ตอนแรกแกก็นึกว่าสะใภ้เจิ้นผิงแค่พูดไปงั้นๆ แต่เห็นแก่หน้าลู่เจิ้นผิง แกก็เลยลองทำดู ไม่คิดเลยว่ามันจะทำออกมาได้จริงๆ

ผักกาดขาวฤดูใบไม้ร่วง หัวไชเท้า และวุ้นเส้นที่หั่นเตรียมไว้ ถูกเทใส่ลงไปในหม้อจนหมด สุดท้ายก็เอาเนื้อแพะหั่นบางๆ โยนตามลงไป พอเดือดปุดๆ ก็เติมแป้งมันละลายน้ำลงไป ราดน้ำมันงาลงไปอีกช้อน กลิ่นหอมของซุปเนื้อแพะก็หอมฟุ้งกระจายไปทั่วสารทิศ

กระทะเหล็กใบใหญ่นี้เป็นของที่ใช้กันตั้งแต่สมัยกินข้าวหม้อใหญ่ หม้อเดียวก็พอให้คนทั้งหมู่บ้านกินกันจนอิ่ม ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะได้เนื้อมากใครจะได้เนื้อน้อย แกก็ไม่ขอรับประกันหรอกนะ

ข่าวเรื่องที่จะได้มากินซุปเนื้อแพะที่ลานนวดข้าวตอนเที่ยงวันนี้ ถูกประกาศให้รู้กันตั้งแต่เช้าแล้ว ดังนั้นพอเลิกงาน ทุกคนก็พากันถือชามถือกระละมังของตัวเอง มุ่งหน้ามาที่ลานนวดข้าว

ลุงพ่อครัวเห็นว่าได้ที่แล้ว ก็เอาต้นกระเทียมหั่นฝอยเทใส่ลงไปในหม้อ

“ซุปเนื้อแพะเสร็จแล้วจ้า! ทุกคนต่อแถวรับข้าวได้เลยจ้า!”

คนที่มาถึงก่อนก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูในกระทะเหล็ก แล้วก็หันกลับไปบอกคนที่ต่อคิวอยู่ข้างหลังด้วยความตื่นเต้นว่า “มองปราดเดียวก็เห็นแต่เนื้อทั้งนั้นเลย แถมยังข้นคลั่กอีกต่างหาก เอากลับไปต้มใส่ผักเพิ่มที่บ้าน ก็กินอิ่มได้มื้อนึงเลยล่ะ!”

พอคนที่อยู่ข้างหน้าตะโกนบอก คนที่รออยู่ข้างหลังก็ยิ่งร้อนใจเข้าไปใหญ่ อยากจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองมาสาย ก็เลยต้องจำใจต่อคิวอยู่ข้างหลัง

ตอนที่ลู่เจิ้นผิงกับเสิ่นเมิ่งมาถึง ลุงพ่อครัวก็ตะโกนเรียกพวกเขาสองคน

“เจิ้นผิงมาแล้วเหรอ รีบมาสิ เก็บเนื้อแพะลวกสุกแล้วไว้ให้บ้านพวกเธอชามนึงด้วยนะ มีแต่ชิ้นดีๆ ทั้งนั้นแหละ เอาไว้ค่อยแบ่งกินได้อีกสองมื้อเลยนะ โฮะๆๆ!”

ลู่เจิ้นผิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ไหลจื่อที่ยืนต่อคิวอยู่ข้างหน้าสุด ก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าลู่เจิ้นผิงเอาไว้เสียก่อน

“เฮ้ยๆๆ พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ของที่เอามาให้หน่วยผลิตแล้ว ก็ถือเป็นของส่วนรวม จะมาเอาคืนกลับไปได้ยังไง แบบนี้มันเรียกว่าเป็นพวกนายทุนตัดหางปล่อยวัดหรือเปล่าเนี่ย!”

“ไหลจื่อ แกไสหัวไปไกลๆ เลยนะ เนื้อแพะพวกนี้เจิ้นผิงก็เป็นคนให้มา จะเอาคืนกลับไปนิดหน่อยมันจะเป็นไรไปล่ะ แกกินของคนอื่นเขาแล้ว ยังมีหน้ามาพูดจาว่าร้ายเขาอีกล่ะ?”

“นี่แกยังดูไม่ออกอีกเหรอ ก็แค่อิจฉาเขาเท่านั้นแหละ ไอ้ขี้เกียจเอ๊ย วันๆ ก็เอาแต่นอนตีพุงอยู่บ้าน เคยลงไปทำนาหาแต้มแรงงานกับเขาบ้างไหมล่ะ พอเห็นเจิ้นผิงเก่งกาจขนาดนี้ มันก็เลยอิจฉาตาร้อนขึ้นมาไง”

“ใช่น่ะสิ จะมาพูดจาว่าร้ายคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง อีกอย่างเขาก็เอาคืนไปนิดเดียวเอง ถ้าเป็นฉันนะ ฉันก็จะเอาคืนกลับไปเหมือนกัน เนื้อตั้งเยอะแยะ ให้ไปฟรีๆ ตัวเองได้กินแค่ไม่กี่คำ คิดดูสิว่ามันจะรู้สึกยังไงล่ะ?”

“พูดแบบนั้นมันก็ไม่ผิดหรอก แต่ที่ไหลจื่อพูดมันก็มีเหตุผลไม่ใช่เหรอ ในเมื่อเนื้อแพะนี่ก็ให้หน่วยผลิตมาแล้ว มันก็ต้องเป็นของหน่วยผลิต เป็นของส่วนรวม เป็นของทุกคน ถ้าจะมาเอาคืนกลับไป มันก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ เจิ้นผิงเอ๊ย เอาอย่างนี้ดีไหม เธอไม่ต้องเอาเนื้อคืนไปหรอก เอาเนื้อชามนี้เทกลับลงไปในหม้อเถอะ จะได้ไม่ต้องมีใครมาพูดจานินทาให้เสียหายอีก”

ลุงพ่อครัวก็ทำหน้าตึงเหมือนกัน ไอ้พวกที่ชอบพูดจายุแยงตะแคงรั่วพวกนี้ ก็แค่อยากจะบีบคั้นให้ลู่เจิ้นผิงเทเนื้อชามนั้นกลับลงไปในหม้อ เพื่อที่ตัวเองจะได้กินเนื้อเพิ่มอีกสักคำนั่นแหละ

เหอะๆ แกจะต้องจดจำหน้าไอ้พวกปากหอยปากปูพวกนี้ไว้ให้ดี เดี๋ยวพอถึงเวลาตักซุปเนื้อแพะ แกจะไม่ยอมให้พวกมันได้กินเนื้อเลยสักชิ้นเดียว แกเป็นคนถือทัพพีมาตั้งหลายปี เรื่องเทคนิคการตักข้าวเนี่ย แกเชี่ยวชาญสุดๆ แกอยากให้ใครได้เนื้อเยอะ คนนั้นก็จะได้เยอะ แกไม่อยากให้ใครได้กิน คนนั้นก็จะไม่ได้กินเนื้อเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เสิ่นเมิ่งแอบกลอกตาบนใส่คนที่พูดให้เทเนื้อกลับลงไปในหม้อ นี่มันตั้งใจจะยั่วโมโหกันชัดๆ!

“เงียบกันให้หมดเลยนะ ใครมาพูดจาซี้ซั้วอะไรอยู่แถวนี้ เนื้อชามนี้ฉันเป็นคนสั่งให้ลุงพ่อครัวเก็บไว้เอง ตั้งใจจะเก็บไว้ให้ครอบครัวของเจิ้นผิงโดยเฉพาะ โฮะๆๆ เขาเพิ่งจะกลับบ้านมาได้ไม่กี่วัน ก็สามารถทำให้ทุกคนได้กินเนื้อกันถ้วนหน้า อากาศหนาวๆ แบบนี้ ได้ซดซุปเนื้อแพะร้อนๆ ร่างกายก็อบอุ่นไปทั้งตัว กินเสร็จก็นอนพักสักหน่อย ตอนบ่ายก็จะได้มีแรงไปทำงานหาแต้มแรงงาน มันไม่ดีหรือไง ทำไมถึงต้องมาคอยหาเรื่องกันด้วย ใครไม่พอใจ ก็ได้ งั้นก็ไม่ต้องกิน ถือชามข้าวแล้วไสหัวไปให้พ้นเลย หึ ไอ้พวกที่ชอบพูดจานินทาน่ะ หัดใช้สมองคิดดูบ้างนะ แค่เนื้อชามเดียวก็ทำให้เจิ้นผิงต้องมานั่งไม่สบายใจ แล้ววันข้างหน้าจะเป็นยังไงล่ะ คราวหน้าถ้าเขาล่าอะไรดีๆ มาได้อีก เขาจะยังนึกถึงพวกแกอยู่อีกไหม ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง ไหลจื่อ ถ้าแกไม่อยากกิน ก็รีบไสหัวไปเลยไป!”

ลู่ปังเต๋อโกรธจัด เขาเพิ่งจะเดินมากับจางหงฟา ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากลานนวดข้าว ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนกำลังรู้สึกขอบคุณในความเสียสละของเจิ้นผิงอยู่เสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะมาพูดจาถากถางกันแบบนี้

พอไหลจื่อเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านกับเลขาธิการพรรค ก็รีบหดคอถอยไปอยู่ด้านข้างทันที แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่วางตา

แต่ลู่เจิ้นผิงไม่ได้สนใจไหลจื่อเลยแม้แต่นิดเดียว เขาถือชามกระเบื้องไปยืนต่อคิวอยู่ข้างหน้าสุด รอจนลุงพ่อครัวตักซุปเนื้อแพะให้จนเต็มชาม แล้วเขาก็พยักพเยิดหน้าให้เสิ่นเมิ่งเป็นเชิงบอกให้เดินตามมา ถือเนื้อชามนั้นแล้วก็เดินจากไปเลย ทั้งสองคนไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ เดินจากไปอย่างเงียบๆ

ทิ้งให้กลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่ทำหน้าเหลอหลา มองหน้ากันไปมา

จางหงฟาแค่นเสียง “หึ” ออกมา แล้วก็โบกมือให้ลุงพ่อครัว ลุงพ่อครัวถือทัพพีอันเบ้อเริ่ม แล้วก็เริ่มตักข้าวให้คนที่มาต่อคิว

คนที่ได้เนื้อเยอะ ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ประคองชามหรือกระละมังเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข ส่วนคนที่เอาช้อนคนดูแล้วไม่เจอเนื้อเลยสักชิ้น ก็รู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา ก็เลยตรงดิ่งไปหาลุงพ่อครัว

ในที่สุดความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจลุงพ่อครัว ก็มีที่ระบายเสียที

“โวยวายอะไรกัน ซุปเนื้อแพะหม้อเบ้อเริ่มขนาดนี้ ฉันก็ตักให้ทีละช้อนๆ ชามไหนมีเนื้อ ชามไหนไม่มีเนื้อ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ตอนที่ฉันตักซุปให้พวกแก ฉันก็ไม่ได้เขย่าทัพพีเลยนะ พวกแกก็รู้อยู่แก่ใจดีนี่นา”

คำพูดของลุงพ่อครัวทำเอาพวกคนที่โวยวายเมื่อกี้ถึงกับจุก ก็มันเป็นความจริงนี่นา แต่พอเห็นคนอื่นได้เนื้อในชามตั้งเยอะแยะ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่ดี!

ลุงพ่อครัวไม่ได้สนใจพวกเขาเลย แกมั่นใจว่า ต่อให้พวกมันจะคิดจนหัวแทบแตก ก็คงคิดไม่ถึงหรอกว่า ยังมีวิชาลับอย่างการตักข้าวแล้วสะบัดทัพพีอยู่อีก

ลู่เจิ้นผิงและเสิ่นเมิ่งเพิ่งจะมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็เห็นคนบ้านลู่ถือชามถือกะละมังเดินมุ่งหน้าไปที่ลานนวดข้าว ลู่เจียเซิ่งก็โบกมือทักทายพวกเขาสองคนอย่างร่าเริง หลิวซานจินไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองพวกเขาสองคนเลย นางยังโกรธอยู่ คิดว่าถึงจะเอาแพะไปให้หน่วยผลิตก็ช่างเถอะ แต่ทำไมถึงไม่ยอมแบ่งเนื้อไว้ให้ที่บ้านกินบ้างเลยล่ะ ไม่รู้จักนึกถึงพ่อแม่บ้างเลย

เด็กสี่คนอย่างหมิงหยางกับหมิงเลี่ยงต่างก็รออยู่ในห้องโถง ข้างๆ มีตะกร้าใส่แผ่นแป้งทอดงา กลิ่นหอมฉุย พวกเขายังไม่ยอมกินกันเลย ก็เพราะรอซุปเนื้อแพะชามนี้อยู่นั่นแหละ

เสิ่นเมิ่งลองตักน้ำซุปชิมดูคำหนึ่ง แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น นอกจากรสชาติจะจืดชืดแล้ว ก็ยังมีกลิ่นคาวนิดๆ ด้วย ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่เลย

“รอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันไปเอาเครื่องปรุงในครัวมาเพิ่มให้”

หล่อนค่อยๆ เดินไปที่ห้องครัว หมิงเลี่ยงมองตามหลังหล่อนไปพักหนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ขาของแม่เป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย ทำไมเวลาเดินถึงได้ดูแปลกๆ จังเลยล่ะ!”

เสิ่นเมิ่งได้ยินดังนั้น หน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ก้าวพลาดจนเซถลา เกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note