You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หากให้เฟยเฉียนในยุคหลังไปเผชิญหน้ากับขุนนางระดับสูงของมณฑล คาดว่าขาของเขาคงจะสั่นพั่บๆ ทว่าตอนนี้เมื่อมาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่น เฟยเฉียนกลับรู้สึกว่าการเผชิญหน้ากับบุคคลระดับเดียวกันนั้นไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นตึงเครียดเท่าไรนัก

ต้องรู้ก่อนว่าในอนาคตหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง จะเป็นผู้กุมอำนาจปกครองอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่ามณฑลหนึ่งในยุคหลังเสียอีก ในช่วงท้ายๆ นอกจากบางส่วนของเมืองหนานหยางและเมืองเจียงเซี่ยแล้ว พื้นที่อื่นๆ อย่างหนานจวิ้น หลิงหลิง กุ้ยหยาง อู่หลิง และฉางซา ล้วนตกอยู่ในกำมือของเขาทั้งสิ้น เขามีกองทัพนับแสนนาย ไม่ว่าจะชี้คมหอกไปทางใด แม้แต่หยวนเซ่าและเฉาเชายังต้องคอยผูกมิตรด้วยซ้ำ เขาคือบุคคลอันดับหนึ่งที่รวบอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารไว้ในมือ

เฟยเฉียนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขารู้ประวัติศาสตร์ล่วงหน้าว่าแม้หลิวเปี่ยวจะเก่งกาจ แต่ก็ยังห่างชั้นกับพวกเฉาเชา หลิวเป้ย และซุนเฉวียนอยู่ขั้นหนึ่ง หรืออาจเป็นเพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้กะจะอยู่กับหลิวเปี่ยวนานนักอยู่แล้ว…

เฟยเฉียนเตรียมตัวรับมือกับคำถามของหลิวเปี่ยวมาเป็นอย่างดี เขาเอ่ยปากพร้อมกับล้วงกระดาษสี่แผ่นออกมาจากแขนเสื้อ คลี่กระดาษแผ่นแรกออก ชี้ไปที่ตัวอักษรคำว่า ‘ข้อดี’ ที่อยู่ด้านบนสุดแล้วกล่าวว่า “ขอใต้เท้าโปรดทอดพระเนตร…

“ดินแดนจิงเซียงนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร การเดินทางทั้งทางน้ำและทางบกล้วนสะดวกสบาย เป็นศูนย์รวมการค้าขาย ไร้ซึ่งภัยกบฏโพกผ้าเหลือง ทั้งยังมีบรรยากาศแห่งการศึกษาเล่าเรียน…”

หลิวเปี่ยวฟังไปก็พยักหน้าไปพลาง ถูกต้อง นี่คือจุดเด่นของดินแดนจิงเซียง แต่การรู้เรื่องพวกนี้จะช่วยให้เขากุมอำนาจในจิงเซียงได้อย่างไรกัน?

เฟยเฉียนไม่รีบร้อน เมื่อพูดถึงข้อดีของจิงเซียงจบ เขาก็วางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงคลี่กระดาษแผ่นที่สองออก บนหัวกระดาษแผ่นนี้เขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘ข้อเสีย’ “…ทว่าจิงเซียงเป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญ อีกทั้งยังมีโจรตระกูลคอยก่อความวุ่นวาย ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่ก็ซับซ้อน ทหารแม้จะมีมากแต่ก็ขาดประสบการณ์รบ เสบียงแม้จะอุดมสมบูรณ์แต่ก็ยากจะเก็บเข้าคลังหลวง กฎหมายแม้จะดีงามแต่ก็บังคับใช้ไปไม่ถึงระดับอำเภอ…”

สรุปว่าเนื้อหาในกระดาษแผ่นนี้คือการแฉให้เห็นถึงความเน่าเฟะของสถานการณ์ ยิ่งเฟยเฉียนพูด สีหน้าของหลิวเปี่ยวก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ เฟยเฉียนเห็นว่าได้จังหวะพอดี จึงวางกระดาษแผ่นที่สองลง และคลี่กระดาษแผ่นที่สามออก…

หลิวเปี่ยวรีบมองตามไป บนหัวกระดาษแผ่นที่สามคือคำว่า ‘โอกาส’…

เฟยเฉียนกล่าวต่ออย่างหนักแน่นว่า “…บัดนี้ราชสำนักมีแต่ความวุ่นวาย ไม่บอาจเจียดเวลามาดูแลท้องถิ่น โจรตระกูลในจิงเซียงเพิ่งจะถูกปราบปราม ราษฎรต่างถวิลหาความสงบสุข บรรดาตระกูลใหญ่แม้จะคบค้าสมาคมกันอย่างใกล้ชิดแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีความคิดคดในใจ บัณฑิตยากไร้อยากจะสวามิภักดิ์แต่ก็ไร้หนทาง…”

คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าเคร่งเครียดของหลิวเปี่ยวค่อยๆ คลายลง ดวงตาเริ่มทอประกาย ใช่แล้ว สิ่งเหล่านี้คือโอกาสที่ดีที่สุดในตอนนี้ หากคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้ได้ ดินแดนจิงเซียงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็จะตกอยู่ในกำมือของเขา!

หลิวเปี่ยวพยักหน้ารัวๆ ราวกับมองเห็นอนาคตอันงดงามอยู่รำไร…

เอาล่ะ เฟยเฉียนลอบมองสีหน้าของหลิวเปี่ยว รู้ว่าผลลัพธ์น่าจะเพียงพอแล้ว เขาจึงวางกระดาษแผ่นที่สามลง แล้วคลี่กระดาษแผ่นที่สี่ออก…

ต่างจากกระดาษสามแผ่นแรกที่มีตัวหนังสืออัดแน่น กระดาษแผ่นนี้มีเพียงคำว่า ‘อุปสรรค’ อยู่บนหัวกระดาษ และมีคำอีกเพียงหกคำเท่านั้น ได้แก่ ‘หนานหยาง’ ‘เจียงเซี่ย’ และ ‘ตระกูลใหญ่’

เฟยเฉียนอธิบายว่า “เมืองหนานหยางเดิมทีเป็นของจิงเซียง แต่บัดนี้กลับถูกผู้อื่นยึดครอง ทิศเหนือของหนานหยางคือเหอหลั่ว ไม่มีพื้นที่ให้ขยายอำนาจได้อีก ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องลงมาแย่งชิงเมืองเซียงหยางอย่างไม่ต้องสงสัย…

“ส่วนผู้ว่าการเมืองเจียงเซี่ยก็ปักหลักอยู่ที่นั่นมานาน หยั่งรากลึก บารมีกว้างไกล ทหารกล้าเสบียงพร้อม จะใจร้อนบุกตีกะทันหันไม่ได้เด็ดขาด…

“สำหรับเรื่องตระกูลใหญ่… เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องพูดให้มากความ คาดว่าใต้เท้าคงจะได้สัมผัสมาบ้างแล้ว… นี่คือภัยร้ายทั้งสามประการของจิงเซียง หากรับมือพลาดพลั้ง…”

เฟยเฉียนพูดไม่จบประโยค และก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบ เขาเพียงแค่วางกระดาษแผ่นที่สี่ลงบนโต๊ะ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อให้เวลาหลิวเปี่ยวได้ทำความเข้าใจและทบทวนความคิด

สถานการณ์ในจิงเซียงตอนนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทิศเหนือถูกหยวนซู่ปิดทาง ทิศใต้ถูกเจียงเซี่ยขวางไว้ ส่วนตระกูลใหญ่ทั้งในและนอกจิงเซียงก็มีมากมาย แถมยังโยงใยกันเป็นใยแมงมุม… หากทั้งสามเรื่องนี้เกิดปัญหาขึ้นมาแม้แต่เรื่องเดียว ก็จะเป็นปัญหาใหญ่หลวง และอาจทำให้หลิวเปี่ยวต้องจบเห่ไปเลย…

ใช่แล้ว เฟยเฉียนกำลังใช้หลักการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค มานำเสนอให้หลิวเปี่ยวนั่นเอง สำหรับเฟยเฉียนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนระดับแนวหน้าในยุคหลัง เรื่องพวกนี้เขาเชี่ยวชาญจนหลับตาทำได้สบายๆ สิบวันครึ่งเดือนก็ต้องทำสักครั้ง อธิบายง่ายๆ ก็คือเริ่มจากการให้ลูกอมเม็ดเล็กๆ จากนั้นก็ตบหน้าฉาดใหญ่ แล้วก็ให้ลูกอมเม็ดใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก่อนจะตบหน้าแรงๆ อีกสักฉาด… พอจบกระบวนการนี้ ก็รับรองว่าอีกฝ่ายจะมึนงงจนทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว…

หลิวเปี่ยวฟังจบก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ เพียงแต่ไม่เคยมีใครนำมาแจกแจงวางเรียงตรงหน้าให้เห็นชัดเจนเป็นข้อๆ เช่นนี้มาก่อน ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้หูตาสว่าง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงภัยอันตรายที่อยู่รอบด้าน…

สายตาของหลิวเปี่ยวกวาดมองไปมาบนกระดาษทั้งสี่แผ่น ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นด้วย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองคว้าหางของความสำเร็จเอาไว้ได้แล้ว ขอแค่ลงแรงอีกนิดก็จะสยบมันได้ แต่ก็ดูเหมือนจะลื่นมือไปหน่อย ไม่รู้ว่าจุดต่อไปที่ควรจะออกแรงคือจุดไหนกันแน่…

เมื่อหลิวเปี่ยวเงยหน้าขึ้นมา ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าเฟยเฉียนยืนประสานมืออย่างนอบน้อมอยู่ตลอดเวลา ความโกรธเคืองที่เฟยเฉียนเล่นละครตบตาก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปเกินกว่าเจ็ดส่วน เขาลอบประเมินในใจว่า จากท่าทีในตอนนี้ คนผู้นี้ก็รู้จักมารยาทดีทีเดียว ยังไงเสียก็ยังหนุ่มยังแน่น มีความสามารถก็ย่อมต้องมีความเย่อหยิ่งบ้างเป็นธรรมดา เข้าใจได้ๆ เฮ้อ ช่างมันเถอะ…

ดังนั้นหลิวเปี่ยวจึงรีบเชิญให้เฟยเฉียนนั่งลง และสั่งให้คนรับใช้ยกผลไม้แห้ง ขนม และน้ำชามาต้อนรับ…

รอจนคนรับใช้ถอยออกไปหมดแล้ว หลิวเปี่ยวจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “จื่อเยวียนสมกับเป็นผู้มีภูมิปัญญาเต็มท้องจริงๆ คำพูดเมื่อครู่นี้ล้วนตรงประเด็นและแทงทะลุถึงแก่นแท้ทั้งสิ้น เพียงแต่… หากเป็นไปตามความเห็นของจื่อเยวียน ตอนนี้ข้าควรจะทำเช่นไร?”

เฟยเฉียนกำลังจะลุกขึ้นตอบ แต่หลิวเปี่ยวรีบร้องห้าม ยิ้มแย้มและบอกให้เฟยเฉียนนั่งพูดได้เลย

ดังนั้นเฟยเฉียนจึงกล่าวขอบคุณหลิวเปี่ยว แล้วเอ่ยว่า “หากต้องการจะสร้างการใหญ่ ต้องทำสามสิ่ง”

หลิวเปี่ยวกล่าว “ขอยินยอมรับฟังรายละเอียด”

“ข้าขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘ล้างหน้า’ ‘บำรุงกาย’ และ ‘สะสมพลัง’…

“ใต้เท้าเพิ่งมารับตำแหน่ง ตั้งแต่ตระกูลใหญ่ไปจนถึงราษฎรสามัญ ล้วนยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าไว้ใจได้หรือไม่ ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนของใต้เท้าก็คือ ต้องแก้ไขความบกพร่องของคนรุ่นก่อน กวาดล้างขุนนางกังฉิน จัดระเบียบเมืองเซียงหยางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วประกาศให้ชาวเมืองรับรู้ นี่คือการ ‘ล้างหน้า’ ในระยะสั้น…”

หลิวเปี่ยวพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับกล่าวว่า “ประเสริฐ! แล้ว ‘บำรุงกาย’ เล่าคือสิ่งใด?”

เฟยเฉียนตอบ “บัณฑิตท้องถิ่นในจิงเซียง ใต้เท้าไม่อาจไม่เรียกใช้งาน แต่ก็ไม่อาจใช้งานมากเกินไปได้ ดังนั้นจึงควรสร้างสำนักศึกษา เลียนแบบสำนักไท่เสวีย เชิญบัณฑิตผู้ทรงความรู้มาเป็นอาจารย์ รับสมัครนักศึกษา เพื่อจะได้มีคนไว้คอยรับใช้ใต้เท้า นี่คือการ ‘บำรุงกาย’ ในระยะกลาง…”

หลิวเปี่ยวตบมือฉาดใหญ่แล้วกล่าวว่า “ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก! ขอยินยอมรับฟังอุบาย ‘สะสมพลัง’!”

“จับมือตระกูลไคว่ ผูกมิตรตระกูลช่าย ร่วมมือตระกูลหม่า เคารพตระกูลผาง นี่คือการสะสมพลังทางด้านตระกูลใหญ่… รวบรวมโจรตระกูล คัดเลือกทหารกล้า สร้างอาวุธชั้นดี ฝึกปรือนักรบ นี่คือการสะสมพลังทางทหาร… สนับสนุนการเกษตร บุกเบิกที่นา คุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้า ขยายตลาดการค้า นี่คือการสะสมพลังทางด้านเสบียงและเงินทอง! ทั้งสามประการนี้คือการ ‘สะสมพลัง’ ในระยะยาว!”

เฟยเฉียนยิ่งพูดก็ยิ่งอินจัด เขาลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับหลิวเปี่ยวที่ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้นว่า “หากทำทั้งสามประการนี้สำเร็จ เมื่อมีประกาศิตสั่งการ เมื่อคมหอกชี้ไป ผู้ที่ยอมสยบก็ย่อมต้องสยบ ส่วนผู้ที่ไม่ยอมสยบ…”

เฟยเฉียนทำท่าทางสับมือลง จากนั้นก็ประสานมือคารวะหลิวเปี่ยว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า “เมื่อถึงเวลานั้น ใต้เท้าจะสามารถสั่นสะเทือนไปทั่วภาคกลาง จารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ และกุมอำนาจปกครองจิงเซียงได้อย่างแน่นอน!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note