ตอนที่ 86 อุบัติเหตุรถม้าที่ซงหยง
แปลโดย เนสยังจากเขตอิ่งชวน มุ่งหน้าลงใต้ผ่านเมืองนำหยง (南阳 – หนานหยาง) ก็จะถึงเมืองซงหยง (襄阳 – เซียงหยาง)
ในเวลานี้อ้วนสุดกำลังอยู่ที่นำหยง แต่เผยเฉียนไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียน เพราะเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าอ้วนสุดเคยออกไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ตรวจเยี่ยมราษฎร ซ่อมแซมถนนหนทาง และตรวจตราชายแดน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง แต่โชคร้ายเกิดตกม้าจนได้รับบาดเจ็บ และตอนนี้ก็ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่จวนตระกูลอ้วน…
แม้เผยเฉียนจะสงสัยในข่าวลือนี้บ้าง เพราะหากเป็นคนทั่วไปที่ไม่เคยขี่ม้าก็ว่าไปอย่าง แต่อ้วนสุดผู้เป็นบุตรชายตระกูลอ้วน ย่อมต้องคุ้นเคยกับการขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก จะมาตกม้าได้รับบาดเจ็บง่ายๆ ได้อย่างไร?
แม้จะไม่สามารถตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปทั้งหมด แต่เผยเฉียนกลับคิดว่าอีกข่าวลือน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า นั่นคือข่าวที่ว่าอ้วนสุดมีความขัดแย้งกับเตียวจู (张咨) เจ้าเมืองนำหยง จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหลายครั้ง อ้วนสุดจึงเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในจวนตระกูลอ้วนเสียเลย…
ไม่ว่าข่าวใดจะเป็นจริง เผยเฉียนก็ไม่อาจยืนยันได้ และเรื่องเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขาจึงเลือกที่จะเดินทางผ่านนำหยงไปโดยไม่ได้หยุดแวะ
หากเส้นทางจากลั่วหยางไปอิ่งชวนยังพอมีภูเขาให้เห็นบ้าง เส้นทางจากนำหยงไปซงหยงก็เรียกได้ว่าเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล นอกจากแม่น้ำไม่กี่สายแล้ว ก็แทบจะไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ทำให้การเดินทางของเผยเฉียนเป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงซงหยง
จากนำหยงมายังซงหยง สภาพภูมิประเทศโดยรวมดูคล้ายกับอ่างขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ มีแม่น้ำหลายสายไหลมารวมกัน ทำให้พื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะแก่การเพาะปลูก จึงกลายเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรเพียบพร้อมและประชากรหนาแน่น นับเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
แต่ด้วยทำเลที่ตั้งของซงหยง ทำให้มันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในยุคที่แผ่นดินถูกแบ่งแยก และเป็นที่หมายปองของทุกแว่นแคว้น
หากไม่ได้มาเยือนซงหยงด้วยตนเอง และไม่ได้เห็นสภาพภูมิประเทศตลอดเส้นทาง เผยเฉียนก็คงไม่อาจเข้าใจถึงความสำคัญของเมืองนี้ได้
จุดยุทธศาสตร์ในยุคโบราณมักจะเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม มีความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ หรือมีสภาพภูมิประเทศที่ได้เปรียบ สามารถใช้ภูเขาและแม่น้ำเป็นปราการป้องกันได้
และซงหยงก็บังเอิญมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เผยเฉียนได้สรุปภาพรวมของพื้นที่ซงหยงไว้ดังนี้:
การคมนาคมของซงหยง ทิศเหนือคือหนานหยาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือคืออิ่งชวน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือลั่วหยาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ การเดินทางด้วยม้าเร็วสามารถไปถึงได้ภายในเวลาตั้งแต่อรุณรุ่งจนถึงพลบค่ำ…
ความอุดมสมบูรณ์ของซงหยงคงไม่ต้องกล่าวถึง ที่นี่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำมาจนถึงยุคหลัง และเป็นแหล่งผลิตธัญพืชที่สำคัญ…
สภาพภูมิประเทศของซงหยง ทิศตะวันออกมีเทือกเขาต้าเปี๋ยและเทือกเขาถงป่าย ถัดไปทางตะวันออกคือแม่น้ำฮวายเหอ ทิศตะวันตกมีเทือกเขาฉินหลิ่ง และลึกเข้าไปทางตะวันตกก็คือเทือกเขาในดินแดนซีชวน ซึ่งล้วนเป็นปราการทางธรรมชาติที่ยากแก่การเข้าโจมตี
ที่สำคัญคือ หากต้องการหลีกเลี่ยงปราการทางธรรมชาติเหล่านี้เพื่อมุ่งหน้าลงใต้หรือขึ้นเหนือ ซงหยงก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะซงหยงตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม ซึ่งเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างเทือกเขาต้าเปี๋ย เทือกเขาถงป่าย และเทือกเขาฉินหลิ่ง ผู้ใดครอบครองพื้นที่นี้ ย่อมได้เปรียบเหนือกว่าผู้อื่น นอกจากนี้ ซงหยงยังตั้งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างแม่น้ำถังเหอและแม่น้ำไป๋เหอ ซึ่งไหลไปรวมกับแม่น้ำฮั่นเจียง เมืองซงหยงจึงถูกสร้างขึ้นบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสามสาย ด้านหน้ามีแม่น้ำเป็นปราการ ด้านหลังมีเทือกเขาเซี่ยนซาน และภูเขาหู่โถวซานเป็นที่พึ่งพิง ในพื้นที่ซงหยงทั้งหมด เมืองซงหยงจึงเป็นเพียงจุดยุทธศาสตร์เดียวที่สามารถเข้าโจมตีได้
ดังนั้น หากผู้ใดครอบครองเมืองนี้ ก็เท่ากับได้กุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ในมือ
ในยุคหลัง เผยเฉียนเคยคิดว่าซงหยงก็เป็นแค่เมืองเมืองหนึ่ง ทำไมถึงต้องแย่งชิงกันให้วุ่นวาย ทำไมไม่ใช้วิธีกระโดดข้ามไปเลย แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาตนเอง จึงได้รู้ว่าไม่ใช่คนโบราณโง่เขลา แต่มันไม่สามารถอ้อมผ่านไปได้จริงๆ…
ตามแผนการเดิมของจูกัดเหลียงในการบุกวุยก๊กสองทาง ทางหนึ่งคือเส้นทางเดิมที่เคยพ่ายแพ้มาหลายครั้ง ส่วนอีกทางคือเส้นทางซงหยง หากเริ่มโจมตีจากซงหยง เพียงแค่ยึดเมืองอ้วนเซีย (宛城 – หว่านเฉิง) และอ้วนเสีย (樊城 – ฟ่านเฉิง) ได้ จากนั้นมุ่งขึ้นเหนือไปอีกเล็กน้อยก็จะถึงฮูโต๋ (许昌 – สวี่ชาง) ซึ่งจะไม่มีป้อมปราการใดขวางกั้นได้อีก เท่ากับเป็นการเปิดประตูสู่จงหยวน และเปรียบเสมือนการจ่อมีดเข้าที่คอหอยของโจโฉโดยตรง…
หากโจโฉระดมกำลังมาป้องกันที่นี่ ฝั่งซีเหลียงก็คงจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ…
แต่สิ่งที่จูกัดเหลียงคาดไม่ถึงคือ เขามัวแต่คิดหาวิธีรับมือกับโจโฉ แต่ลืมคิดไปว่าซงหยงก็มีความสำคัญต่อง่อก๊กเช่นกัน หากเริ่มโจมตีจากซงหยง โดยล่องเรือไปตามแม่น้ำฮั่นเจียง ก็จะสามารถไปถึงฐานที่มั่นของง่อก๊กได้อย่างง่ายดาย หากซุนกวนถูกเล่าปี่บีบคออยู่ทุกวัน จะสามารถนอนหลับอย่างสงบในกังตั๋งได้อย่างไร? แล้วจะรักษาสัมพันธไมตรีกันต่อไปได้อย่างไร?
ดังนั้นในเวลานั้น ง่อก๊กจึงยอมสละความได้เปรียบ เพื่อแทงข้างหลังกวนอู…
ต้องรู้ไว้ว่าในตอนที่กวนอูยึดอ้วนเสียได้นั้น สิ่งแรกที่โจโฉคิดจะทำก็คือการย้ายเมืองหลวงหนี…
ดินแดนเช่นนี้ จะไม่ให้ผู้คนปรารถนาได้อย่างไร?
มิน่าล่ะในยุคสามก๊ก ทั้งวุย จ๊ก และง่อ ต่างก็ต้องทำสงครามแย่งชิงพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นี้ งัดเอาทุกเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการฉีกหน้า การลอบกัด หรือการแทงข้างหลัง สารพัดวิธีถูกนำมาใช้จนหมด…
เผยเฉียนมองดูกำแพงเมืองซงหยงที่สูงตระหง่านอยู่ไกลๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจ กวนอูนั้นรุ่งโรจน์ก็เพราะซงหยง และต้องมาสิ้นชื่อก็เพราะซงหยงเช่นกัน ในตอนที่ใช้น้ำท่วมเจ็ดกองทัพจนชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วแผ่นดินนั้นไม่ใช่เรื่องที่กล่าวเกินจริงเลย แต่น่าเสียดายที่ชีวิตคนเรามักจะมีขึ้นมีลงเร็วเกินไป…
ตลอดเส้นทางที่เดินทางมา แม้จะมีคนแปลกหน้าแอบจับจ้องคณะของเผยเฉียนอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่ามีจางเจาและทหารในเครื่องแบบคอยคุ้มกันอยู่ ก็ทำให้พวกที่คิดไม่ซื่อต้องทบทวนดูอีกครั้งว่า คุ้มหรือไม่ที่จะเสี่ยงโจมตีขบวนที่ดูมีผู้คุ้มกันหนาแน่นเช่นนี้ ดังนั้นการเดินทางของเผยเฉียนจึงถือว่าปลอดภัยและราบรื่น
เมื่อมาถึงซงหยง ภารกิจของจางเจาและคณะก็สิ้นสุดลง ดังนั้นก่อนที่จะถึงประตูเมืองซงหยง จางเจาจึงได้กล่าวอำลาเผยเฉียน แล้วนำรถม้าและทหารลูกน้องของเขาเลี้ยวรถไปทางค่ายทหารที่อยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตก เพื่อนำหนังสือราชการไปส่งและรายงานตัว
เผยเฉียนและลุงฝูจึงขับรถม้าของตนเอง มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองซงหยงอย่างช้าๆ
หลังจากจ่ายภาษีผ่านประตูเมืองเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าเมืองได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากนอกเมือง เมื่อมองไปทางนำหยง ก็เห็นฝุ่นตลบอบอวล และมีกลุ่มทหารที่ดูเหมือนทหารหนีทัพ วิ่งกระหืดกระหอบ ทิ้งหมวกและเกราะมาทางนี้
ทหารรักษาประตูเมืองซงหยงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าผู้ที่มานั้นเป็นมิตรหรือศัตรู จึงรีบสั่งให้ดึงสะพานแขวนขึ้นและปิดประตูเมือง
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่ตกใจอยู่แล้วยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปอีก ผู้คนที่ยังอยู่หน้าประตูเมืองก็รีบวิ่งหนีเข้าเมือง ส่วนผู้คนที่อยู่ใกล้ประตูเมืองก็พยายามเบียดเสียดกันเข้ามา
มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ตรงประตูเมืองพอดี ดูเหมือนกำลังจะออกนอกเมือง แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี คนขับรถม้าก็พยายามจะหันหัวรถกลับ แต่ฝูงชนที่กำลังแตกตื่นและพยายามวิ่งเข้าเมืองอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ไม่มีพื้นที่ให้รถม้าได้กลับรถเลย คนขับรถม้าทำได้เพียงตะโกนสุดเสียง และพยายามดึงสายบังเหียนอย่างสุดกำลัง…
ไม่รู้ว่าม้าถูกสิ่งใดทิ่มแทง หรือตกใจสิ่งใด ม้าตัวนั้นก็ร้องเสียงแหลม แล้วพุ่งทะยานออกไปด้านข้าง ชนผู้คนล้มระเนระนาดไปหลายคน ไม่รู้ว่าล้อรถไปสะดุดเข้ากับอะไร ทำให้ตัวรถเอียงกระเท่เร่ ล้อข้างหนึ่งลอยขึ้นเหนือพื้น และพุ่งตรงเข้ามาชนรถม้าของเผยเฉียนและลุงฝูอย่างจัง…
เผยเฉียนมีเวลาเพียงแค่คิดในใจว่า นึกไม่ถึงเลยว่าในยุคตงฮั่นก็มีอุบัติเหตุรถม้าด้วย…

0 Comments