ตอนที่ 73 สนทนายามวิกาล
แปลโดย เนสยังหลังจากนายสถานีได้ประจักษ์ถึงทักษะการคำนวณของเผยเฉียน เขาก็มีท่าทีสงบเสงี่ยมลงมาก ไม่กล้าทำตุกติกอันใดอีก และรีบสั่งให้คนนำทางเผยเฉียนกลับไปยังห้องพักด้วยความนอบน้อม
เผยเฉียนล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่พลิกตัวไปมาอย่างไรก็ข่มตาหลับไม่ลง
เรื่องที่ชาวนาเฒ่าเล่าให้ฟังเมื่อช่วงกลางวันยังคงวนเวียนกวนใจเขา ผลผลิตต่อไร่ในยุคราชวงศ์ฮั่นนั้นน้อยนิดเหลือเกิน กำลังการผลิตเพียงเท่านี้จะไปเพียงพอต่อความต้องการของกองทัพได้อย่างไร?
ยุคราชวงศ์ฮั่นมีน้ำมันพืชน้อย น้ำมันสัตว์ก็ขาดแคลน พลังงานที่แต่ละคนต้องใช้ในชีวิตประจำวันแทบทั้งหมดจึงต้องพึ่งพาสารอาหารจากคาร์โบไฮเดรต ด้วยเหตุนี้ความต้องการเสบียงอาหารทั่วไปจึงสูงมาก แม้จะกินเพียงวันละสองมื้อ แต่การจะเลี้ยงดูกองทัพประจำการสักกองทัพหนึ่งก็ต้องใช้เสบียงในปริมาณที่น่าตกใจ
ยกตัวอย่างเช่น ราคาอาหารในวันนี้ที่ถือว่าค่อนข้างแพง แต่หากรอจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าที่เสบียงเก่าหมดและเสบียงใหม่ยังไม่มา ราคาก็คงจะแพงในระดับนี้เช่นกัน และหากเคราะห์ร้ายเจอปีที่เกิดภัยแล้งหรือภัยพิบัติ ราคาอาหารก็จะต้องพุ่งสูงขึ้นไปอีกเท่าตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลก็จะเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว…
นี่แค่นับเฉพาะเรื่องกิน ยังไม่รวมอาวุธยุทโธปกรณ์ ชุดเกราะ คันธนู และของใช้สิ้นเปลืองอื่นๆ รวมถึงเบี้ยหวัดรายเดือนของทหารแต่ละนาย…
เมื่อคิดรวมกันแล้ว คำว่าใช้เงินเป็นเบี้ยยังไม่อาจบรรยายถึงปริมาณเงินทองที่ต้องสูญเสียไปกับการรักษากองทัพได้เลย…
แล้วในยุคสามก๊ก มีกองทัพกี่กองที่ทำศึกสงครามกันอย่างไม่หยุดหย่อน? หากเริ่มนับตั้งแต่ปีหน้า ลากยาวไปจนถึงตอนที่แผ่นดินตกเป็นของตระกูลสุมา อย่างน้อยก็ต้องทำศึกกันยาวนานกว่าสามสิบปี…
ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ทหารที่ต้องล้มตาย แต่จะมีชาวบ้านตาดำๆ อีกเท่าใดที่ต้องมาตายอย่างบริสุทธิ์?
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่โจโฉคนเดียว ในตอนที่บุกชีจิ๋วได้เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไปมากเท่าใด? สองแสน? สามแสน? และนั่นส่งผลให้ไร่นาต้องถูกทิ้งร้างไร้ผลผลิตไปมากน้อยเพียงใด?
ประกอบกับสภาพอากาศในปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกที่แปรปรวน ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง…
เผยเฉียนรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว เขาข่มตาหลับไม่ลงจริงๆ จึงตัดสินใจลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า เปิดประตูห้องและเดินออกไปข้างนอก
นึกไม่ถึงว่าเดินไปได้ไม่ไกลก็บังเอิญพบกับจางเจา จึงเอ่ยถามว่า “ท่านนายหมู่จาง เหตุใดจึงยังไม่เข้านอนอีก?”
จางเจาตอบว่า “เป็นความเคยชินจากในกองทัพขอรับ ยามค่ำคืนต้องเดินตรวจตราดูสักรอบ ว่าแต่คุณชายเผยเหตุใดจึงยังไม่พักผ่อนเล่า? หรือว่ามีเสียงดังรบกวนท่าน?”
เผยเฉียนส่ายหน้าพลางตอบ “เพียงแต่รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย นอนไม่หลับ จึงออกมาเดินเล่น” เผยเฉียนกล่าวจบก็บอกให้จางเจาไปพักผ่อน แต่จางเจาบอกว่าเป็นห่วงความปลอดภัยของเผยเฉียน จึงยืนกรานที่จะคอยเดินตามคุ้มกัน
เมื่อขัดไม่ได้ เผยเฉียนจึงปล่อยให้จางเจาตามมา เมื่อไปถึงห้องโถงใหญ่ของสถานีม้าเร็ว เขาก็มอบเหรียญห้าจู๋ให้ลูกจ้างที่อยู่เฝ้ายามดึกไปสองสามเหรียญ เพื่อให้ไปต้มน้ำร้อนมาให้ดื่ม
จางเจามองดูลูกจ้างที่รับเงินก้อนโตแล้วรีบวิ่งกระดี๊กระด๊าไปต้มน้ำ พลางบ่นพึมพำเบาๆ “ช่างหน้าเงินเสียจริง…”
เผยเฉียนหัวเราะ แล้วกวักมือเรียกจางเจาให้นั่งลงด้วยกัน
ตอนแรกจางเจาก็ไม่กล้านั่ง บอกว่ายืนก็พอแล้ว แต่เมื่อถูกเผยเฉียนคะยั้นคะยอหลายครั้งจึงยอมนั่งลง
เผยเฉียนถามขึ้นว่า “จริงสิ ท่านนายหมู่จาง เบี้ยหวัดรายเดือนของท่านได้เท่าใดหรือ?”
“เบี้ยหวัดของข้ารึ?” จางเจาแปลกใจที่เผยเฉียนถามเรื่องนี้ แต่ก็ตอบตามความจริง “ตอนนี้ข้าได้เดือนละสี่ร้อยห้าสิบอีแปะ! ต้องขอบคุณท่านนายกองเตียวที่ช่วยสนับสนุน หากเป็นเมื่อก่อน ข้าได้ไม่ถึงร้อยอีแปะด้วยซ้ำ…”
พอพูดถึงเรื่องขึ้นเงินเดือน ไม่ว่าคนโบราณหรือคนยุคปัจจุบันก็ล้วนแต่มีความสุขทั้งสิ้น…
เผยเฉียนฟังจบก็พยักหน้า เป็นเช่นนี้เอง เขาแอบคำนวณในใจ ก็พบว่ากองทัพนั้นเป็นตัวผลาญเงินจริงๆ…
“แล้วเบี้ยหวัดจ่ายตรงเวลาหรือไม่?” เผยเฉียนถามต่อ
จางเจายิ้มแล้วกล่าวว่า “อืม! ต้องขอบคุณท่านนายกองเตียว เมื่อไม่นานมานี้ท่านเพิ่งจับตัวเสมียนที่ทุจริตได้สองคน มิฉะนั้นหากถูกพวกมันยักยอกเงินของพวกเราไป พวกเราคงไม่รู้จะไปร้องไห้ที่ไหน”
“หึหึ ท่านนายหมู่จาง ท่านคิดว่าการเป็นทหารนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
จางเจาแหงนหน้าขึ้นมองบน คล้ายกับกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต ก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่ได้รู้สึกว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรหรอกขอรับ อย่างน้อยก็พอมีข้าวกินประทังชีวิต…”
ในเวลานั้น ลูกจ้างของสถานีม้าเร็วที่ไปต้มน้ำก็นำน้ำมาเสิร์ฟ รินให้เผยเฉียนและจางเจาคนละถ้วย ก่อนจะกลับไปขดตัวงีบหลับที่มุมห้องตามเดิม
จางเจาพยักพเยิดหน้าไปทางลูกจ้างคนนั้น แล้วกล่าวต่อว่า “…ก็เหมือนกับเขาแหละขอรับ แค่พอประทังความหิวไปวันๆ ปกติแล้วทำงานมาทั้งปีก็แทบจะไม่เหลือเงินเก็บเลย…”
เมื่อเปิดบทสนทนาแล้วก็ยากที่จะหยุด จางเจาเล่าต่อไปว่า “ปีนั้นที่พวกเซียนเปยบุกลงใต้ บ้านของหลายๆ คน รวมถึงบ้านของท่านนายกองเตียวก็ถูกทำลายจนพินาศ… ดังนั้นเมื่อท่านนายกองเตียวตัดสินใจไปเป็นทหารเพื่อฆ่าพวกเซียนเปยล้างแค้น พวกเราก็เลยติดตามท่านมาด้วย…”
“แล้วพวกเซียนเปยเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าหมายถึงเวลาสู้รบกับพวกเซียนเปย ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไร?”
เมื่อพูดถึงพวกเซียนเปย สีหน้าของจางเจาเต็มไปด้วยความดูถูก “พวกคนเถื่อนชั่วช้าพวกนั้น ดีแต่ใช้ม้าที่วิ่งเร็ว หากลงมาสู้บนพื้นดิน ข้าคนเดียวก็รับมือพวกมันได้อย่างน้อยสามคน…”
“พวกเซียนเปยไม่ดุร้ายหรือ?”
“ดุร้ายก็ดุร้ายอยู่หรอก แต่พวกมันมีอาวุธที่ไม่ได้เรื่อง” จางเจาตบที่ดาบหวนโส่วข้างเอว “ดาบของพวกเราทั้งดีและคม ฟันลงไปดาบเดียวพวกมันก็ล้มแล้ว ดาบของพวกมันสู้เราไม่ได้ มีก็แต่ธนูที่พอใช้ได้ หากต้องสู้ประชิดตัว พวกเซียนเปยสู้เราไม่ได้เลย เสียก็แต่พวกมันจับตัวยาก เอาแต่หนีตลอด…”
แม้จางเจาจะอธิบายได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่เผยเฉียนก็พอจะเข้าใจความหมาย ในยุคนี้ ประสิทธิภาพการรบของพวกเซียนเปยยังเทียบไม่ได้กับทัพมองโกลหรือแมนจูในยุคหลัง พวกเขายังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของชนเผ่าเร่ร่อน ในขณะที่เทคโนโลยีการถลุงโลหะของชาวฮั่นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าพวกคนเถื่อนอย่างเทียบไม่ติด…
ยุทธวิธีที่พวกคนเถื่อนเร่ร่อนใช้รับมือกับทหารฮั่นก็คือการหลอกล่อ อาศัยความคล่องตัวของม้าศึก คอยก่อกวนอย่างไม่หยุดหย่อน และเมื่อเห็นช่องโหว่ก็จะกรูกันเข้าไปรุมโจมตี
มิน่าล่ะทัพม้าขาวของกองซุนจ้านถึงตีกองกำลังคนเถื่อนทางเหนือจนร้องห่มร้องไห้หนีเตลิด ในเมื่อความคล่องตัวเท่าเทียมกัน แต่อาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด พวกคนเถื่อนจะสู้ซึ่งหน้าก็สู้ไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่พ้น…
ดังนั้นม้าศึกจึงมีความสำคัญมาก แต่ของสิ่งนี้ก็เป็นทรัพยากรที่หายากยิ่ง
“แล้วท่านนายหมู่จางทราบหรือไม่ว่า ม้าของท่านต้องใช้เงินและเสบียงเดือนละเท่าใด?”
“เรื่องนั้นต้องใช้เยอะเลยล่ะขอรับ” เมื่อพูดถึงม้าศึก จางเจาดูจะภาคภูมิใจและรู้จริงราวกับนับสมบัติในบ้าน “อย่างม้าของข้าตัวนี้ เป็นม้าจากแดนเหนือ ไม่ค่อยเร็วเท่าไหร่นัก แต่มีความอดทนสูง กินของหยาบๆ หน่อยก็ยังพอไหว แต่ก็ให้กินแย่เกินไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะซูบผอม… หากเอาเบี้ยหวัดรายเดือนของข้าไปเลี้ยงมันทั้งหมด ก็คงจะพอดีๆ คงไม่เหลือเงินสักกี่อีแปะหรอกขอรับ…”
เผยเฉียนคำนวณในใจ เช่นนี้ก็หมายความว่า ม้าศึกหนึ่งตัวต้องใช้เงินและเสบียงเทียบเท่ากับทหารราบธรรมดาสามถึงสี่คน…
เผยเฉียนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอยู่ในใจ เหตุใดในนิยายหรือละครยุคหลัง การจะระดมกองทหารม้าหลักพันหรือหลักหมื่นถึงดูเป็นเรื่องง่ายดายราวกับเสกได้? ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะหาม้าศึกจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหน แค่เรื่องการเลี้ยงดูก็จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงไหว? ทั้งคนทั้งม้าต้องกินต้องใช้ จะให้อาศัยแค่น้ำลายตอนสั่งการมาหล่อเลี้ยงหรืออย่างไร?
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เผยเฉียนก็ยิ่งรู้สึกเสียดายและเวทนาชาวบ้านที่ต้องมาตายอย่างบริสุทธิ์ในสงคราม เหตุใดขุนศึกถึงชอบเข่นฆ่าสังหารประชาชนนัก? หากประชาชนเหล่านี้ลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองและกลายเป็นกลุ่มกบฏเหมือนพวกโพกผ้าเหลือง การจะสังหารก็ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่กับชาวบ้านที่ดูแล้วไม่น่าจะมีทางลุกขึ้นต่อต้าน เหตุใดจึงต้องฆ่าพวกเขาด้วย?
เพื่อฆ่าสร้างความหวาดกลัวหรือ?
เพื่อฆ่าปล้นชิงทรัพย์สินหรือ?
เพื่อทำลายขุมกำลังของฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากหรือ?
หรือเมื่อความเป็นมนุษย์สูญสิ้นไปแล้ว ก็เหลือเพียงสัญชาตญาณของการเข่นฆ่า?
แม้แต่พวกคนเถื่อนยังรู้จักที่จะจับกุมผู้คนกลับไปเป็นเชลย ไม่ได้ฆ่าทิ้งเสียทั้งหมด การกระทำของคนเหล่านั้นช่างเลวร้ายยิ่งกว่าคนเถื่อนเสียอีก?
เผยเฉียนไม่เข้าใจเลยจริงๆ เขาเพิ่งจะตระหนักได้จากการมาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่นว่า แท้จริงแล้วเหตุการณ์ห้าชนเผ่าป่วนแผ่นดินจีน (อู่หูล่วนหัว) ในช่วงปลายยุคสามก๊กนั้น ไม่ใช่เพราะพวกคนเถื่อนมีความแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะชาวฮั่นทำสงครามเข่นฆ่ากันเองมายาวนานนับสิบปี จนแผ่นดินบอบช้ำและอ่อนแอถึงขีดสุด จึงเปิดโอกาสให้ชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านั้นฉวยโอกาสบุกเข้ามาได้…

0 Comments