ตอนที่ 67 ดอกไม้ร่วงโรยอย่างจำใจ
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนยังคงตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมชัวหยงต่อไป แต่ก็ถูกชัวหยงยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
ชัวหยงกล่าวว่า “เจ้ายังไม่เคยได้รับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่น แต่ข้าได้รับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่น เมื่อเป็นขุนนาง ก็ต้องจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์ เจ้าไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าอีกแล้ว” ความหมายของชัวหยงคือ เผยเฉียนยังไม่เคยกินเงินเดือนของรัฐ แต่เขาเองรับเงินเดือนของรัฐ ดังนั้นในฐานะขุนนาง เขาก็ต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่…
เป็นความจริงที่ว่าในฐานะขุนนางสำรองของราชวงศ์ฮั่น เผยเฉียนไม่มีเบี้ยหวัดใดๆ เนื่องจากเขาไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่จริงจัง จึงไม่เคยได้รับเงินเดือนเลย
ความคิดของชัวหยงนั้นเรียบง่ายและซื่อตรง เมื่อรับทรัพย์สินของผู้อื่นมา ก็ต้องทำงานให้คุ้มค่า ในเมื่อเขาเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และรับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่น เขาก็ไม่อาจคิดถึงแต่ความปลอดภัยของตนเองได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบ เขาก็ต้องแบกรับมันไว้ มิฉะนั้นก็จะเป็นการละเมิดความเชื่อที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิต
ชัวหยงอาจจะรู้ตัวว่าการอยู่ต่อไปนั้นมีความเสี่ยง แต่บางสิ่งบางอย่างก็จำเป็นต้องทำ มิฉะนั้นแม้จะเอาชีวิตรอดไปได้ชั่วคราว แต่ก็ต้องทนอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ดั่งเช่นตัวอย่างของซูอู่และหลี่หลิงที่เขายกขึ้นมาเมื่อครู่
ถึงแม้ทั้งสองคนจะเป็นซื่อจงในสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้เช่นเดียวกัน ซูอู่ยืนหยัดในอุดมการณ์ของตน ส่วนหลี่หลิงกลับยอมแพ้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครถูกหรือผิดไปเสียทั้งหมด แต่หากดูจากความหมายในบทกวีที่หลี่หลิงเขียนขึ้นในภายหลัง จะเห็นได้ว่าแม้หลี่หลิงจะรอดชีวิตจากการยอมจำนน แต่ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ชัวหยงไม่ต้องการทำร้ายจิตใจของตนเอง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องเผชิญกับอันตรายก็ตาม
เผยเฉียนพยายามจะเอ่ยปากอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จะให้เขาเกลี้ยกล่อมให้ชายชราผู้ซื่อสัตย์คนนี้ละทิ้งอุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาทั้งชีวิตได้อย่างไร?
ชัวหยงมองเผยเฉียน ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยิบจดหมายสองฉบับจากบนโต๊ะหนังสือส่งให้เผยเฉียน
“นี่คือสิ่งใดหรือขอรับ?” เผยเฉียนรู้สึกสับสน เหตุใดจึงให้จดหมายสองฉบับนี้แก่ข้า?
“เจ้ายังมีวัยหนุ่มอันสดใสรออยู่ ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้ารอคอยความตายอยู่กับข้าที่นี่ ในวัยเยาว์ข้าเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับผังซ่างฉาง (ผังเต๋อกง) และเล่าจิ่งเซิง (เล่าเปียว) หากเจ้าเดินทางไปเกงจิ๋ว ก็จงนำจดหมายเหล่านี้ไปมอบให้พวกเขาก็แล้วกัน” ชัวหยงกล่าวอย่างเรียบง่าย ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย “สำนักไท่เสวียอยู่ทิศเหนือในลั่วหยาง สำนักลู่เหมินอยู่ทิศใต้ในเกงจิ๋ว การเดินทางไปที่นั่น เจ้าจะได้มีโอกาสขอคำชี้แนะจากผู้ทรงคุณธรรม และได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับคนหนุ่มสาวในวัยเดียวกัน เจ้าต้องจำไว้ว่า วิถีแห่งการศึกษานั้น หากไม่ก้าวหน้าก็ย่อมถอยหลัง แม้ว่าข้าผู้เป็นอาจารย์จะไม่อาจคอยตักเตือนเจ้าได้ตลอดเวลา แต่เจ้าก็ห้ามเกียจคร้านโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
เผยเฉียนลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วก้มหัวรับคำสั่งอย่างจริงจัง
นี่ไม่ใช่แค่จดหมายแนะนำธรรมดาๆ แต่เป็นดั่งเครื่องรางคุ้มครอง ขอเพียงนำจดหมายนี้ออกมา แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเล่าเปียวแห่งเกงจิ๋ว ก็ต้องเห็นแก่หน้าชัวหยงและให้การดูแลเขาอย่างแน่นอน ชัวหยงกำลังใช้ชื่อเสียงของตนเองเพื่อปูทางให้เผยเฉียน!
เผยเฉียนไม่คาดคิดเลยว่า ไม่เพียงแต่ชัวหยงจะคำนึงถึงความปลอดภัยของเขา แต่ยังได้วางแผนสำหรับอนาคตในการศึกษาของเขาไว้ให้พร้อมสรรพ การที่อาจารย์ดูแลศิษย์ได้ถึงเพียงนี้ ทำให้เผยเฉียนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
ในโลกยุคหลัง อย่าว่าแต่อาจารย์ที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลย แม้แต่ญาติพี่น้องร่วมสายเลือดก็ยังไม่แน่ว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามเดือดร้อน…
ชัวหยงกล่าวต่อไปว่า “เจ้าจงไปเถิด สามารถออกเดินทางได้ในเร็ววันนี้ ส่วนทางฝั่งของข้านี้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะไม่ไปส่งเจ้าก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็เรียกพ่อบ้านมา และให้พ่อบ้านพาเผยเฉียนไปกล่าวลาชัวเอี๋ยม
เผยเฉียนรู้ดีว่าเมื่อชัวหยงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว และไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดอะไรอีก เขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจในใจ ก่อนจะคุกเข่าลงและคำนับชัวหยงด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด เพียงแค่ความจริงที่ว่าชัวหยงยังคงคำนึงถึงลูกศิษย์อย่างเผยเฉียน และจัดเตรียมแผนการที่ดีที่สุดให้เขา แม้ในยามที่ตนเองต้องเผชิญกับอันตรายในอนาคต ความมีน้ำใจเช่นนี้ก็สมควรได้รับความเคารพอย่างสูงสุด ดังนั้น เผยเฉียนจึงคำนับด้วยความจริงใจ
ชัวหยงไม่ได้หลบเลี่ยง เขานั่งนิ่งยอมรับการคำนับจากเผยเฉียน พยักหน้าและส่งยิ้มให้บางๆ ก่อนจะให้เผยเฉียนเดินตามพ่อบ้านไปเพื่อกล่าวลาชัวเอี๋ยม
เมื่อใกล้จะถึงห้องหนังสือ เผยเฉียนก็มองเห็นชัวเอี๋ยมแต่ไกล ดูเหมือนนางกำลังเตรียมจะบรรเลงพิณ เขาจึงหยุดฝีเท้า ไม่เดินเข้าไปใกล้ แต่เลือกที่จะยืนฟังอย่างเงียบๆ
ชัวเอี๋ยมสวมกระโปรงสีเขียวหยก คลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกสีเหลืองอ่อน ไร้ซึ่งเครื่องสำอางใดๆ แต่กลับดูงดงามเป็นธรรมชาติ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ราวกับสร้างรัศมีบางๆ ให้กับร่างของนาง ปอยผมบางส่วนที่ถูกสายลมพัดพลิ้วไหว ดูราวกับภูตน้อยที่กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางแสงแดด
มือน้อยอันขาวผ่องดุจหยกของนางค่อยๆ บรรเลงลงบนสายพิณ ตัวโน้ตที่กระโดดโลดเต้นราวกับผีเสื้อที่โบยบินออกจากปลายนิ้วของนาง…
เผยเฉียนหลับตาลง ดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงอย่างเต็มที่
ท่วงทำนองพิณที่พลิ้วไหวดุจดังเสียงนกร้องทักทายแสงตะวันยามเช้าในป่าเขา แสงแดดอันอบอุ่นค่อยๆ สาดส่องขับไล่หมอกหนาในป่าให้จางหายไป…
ภาพวาดอันมีชีวิตชีวาค่อยๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเผยเฉียน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา เมื่อดวงอาทิตย์ทอแสง ทุกครัวเรือนก็เริ่มตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในวันใหม่…
ตัวโน้ตมากมายหลั่งไหลเข้ามา ราวกับควันไฟที่ลอยกรุ่น เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงเด็กวิ่งเล่น และเสียงร้องของวัวแกะ…
ทันใดนั้น ท่วงทำนองก็เปลี่ยนเป็นความสดใสและร่าเริง ราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่แสนซุกซน เดินออกจากลานบ้าน มาเก็บดอกไม้หลากสีสันริมทาง…
เด็กน้อยหอบดอกไม้ที่เก็บมา วิ่งกระโดดโลดเต้นผ่านป่าไม้ นกน้อยส่งเสียงร้องเพลงบนกิ่งไม้ ผีเสื้อหลากสีโบยบินอยู่รอบกาย เด็กน้อยไม่หยุดพัก นางหอบดอกไม้ปีนขึ้นไปบนเนินเขา ทันใดนั้น สายลมภูเขาก็พัดมา เกือบจะพัดเอาดอกไม้ในมือของนางให้ปลิวหายไป…
เด็กน้อยปกป้องดอกไม้ในมืออย่างระมัดระวัง นางเดินไปที่บ้านหลังหนึ่งบนเนินเขา เคาะประตูเรียก แต่รออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับ…
เด็กน้อยเริ่มกระวนกระวายใจ นางเดินอ้อมไปหลังบ้าน มองลงไปที่ตีนเขา ซึ่งมีทางเดินสายเล็กๆ ทอดยาวออกไป นางทอดสายตามองไปไกล และเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังเดินห่างออกไปที่ปลายทาง…
เด็กน้อยตะโกนเรียกสุดเสียง ชูดอกไม้ป่าในมือขึ้นสูงและโบกสะบัดอย่างสุดแรง หวังเพียงให้คนผู้นั้นได้ยินเสียงของนาง และหันกลับมามอง…
แต่เงาร่างนั้นกลับยิ่งเดินห่างออกไป และค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ…
เสียงพิณค่อยๆ แผ่วเบาลง ราวกับเด็กน้อยตะโกนจนเหนื่อยล้า ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ กลีบดอกไม้ป่าในมือค่อยๆ ร่วงหล่น ปลิวว่อนลงมาจากเนินเขาราวกับเกล็ดหิมะ…
เสียงพิณค่อยๆ แตกซ่าน ชัวเอี๋ยมใช้นิ้วเรียวงามกรีดลงบนสายพิณทีละเส้น ราวกับกลีบดอกไม้ที่ถูกสายลมพัดปลิว ล่องลอยไปในอากาศอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด…
เมื่อบทเพลงจบลง เผยเฉียนก็ลืมตาขึ้น และพบว่าชัวเอี๋ยมกำลังมองมาที่เขาพอดี สายตาของทั้งสองสบประสานกัน…
ราวกับเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ ไร้เดียงสา จริงใจ บริสุทธิ์ และสนิทสนม ทว่าแม้เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ก็จำต้องพรากจากกันเสียแล้ว…
เผยเฉียนนิ่งเงียบอยู่นาน ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ เขาทำได้เพียงค่อยๆ จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และประสานมือโค้งคำนับชัวเอี๋ยมอย่างจริงจัง
ชัวเอี๋ยมก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง และย่อตัวลงทำความเคารพเผยเฉียนอย่างอ่อนช้อย
ทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่ราวกับว่าคำพูดนับพันนับหมื่นได้ถูกถ่ายทอดผ่านการคำนวณและการทำความเคารพในครั้งนี้…

0 Comments