ตอนที่ 533 ความกังวลที่จัดการได้ยาก
แปลโดย เนสยังลมปลายฤดูใบไม้ร่วงยังคงพัดพาความหนาวเหน็บมาให้ โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะในช่วงย่ำรุ่ง
แต่เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมา เมื่อความสว่างไสวตกกระทบดวงตาของเผยเชียน ภายในใจของเขากลับปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาราวกับเปลวเทียน แม้จะเล็กจ้อย แม้จะอ่อนแสง แต่รังสีของมันกลับค่อยๆ แผ่ขยายออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
ต่อจากนั้น เผยเชียนรู้สึกราวกับว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งภายใต้แสงสว่างนั้น ความมืดมิดที่เคยปกคลุมอยู่ค่อยๆ จางหายไป และพื้นที่ส่วนนั้นก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้นมาทีละน้อย
นี่ไม่ใช่แสงศักดิ์สิทธิ์อะไรเทือกนั้น และพื้นที่ที่ถูกส่องสว่างก็ไม่ใช่วิหารแห่งแสงสว่างแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ในพื้นที่ส่วนนี้ของเผยเชียน สิ่งที่ซ่อนอยู่คือความเห็นแก่ตัวอย่างสุดซึ้งและความเย็นชาอย่างที่สุด
แต่ทั้งหมดนี้ กลับกลายเป็นเส้นทางที่ทำให้เผยเชียนเข้าใจสุมาเต็กโชจากสัญชาตญาณของมนุษย์
มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ใช่ว่าจะไม่มีความเห็นแก่ตัว ใช่ว่าจะต้องอยู่รวมกันเป็นเผ่าพันธุ์ ใช่ว่าจะรู้จักการทำกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่แรก แต่มนุษย์ดึกดำบรรพ์รู้ดีว่า หากแยกตัวออกจากกลุ่มก็ยากที่จะเอาชีวิตรอด ดังนั้นจึงต้องรวมกลุ่ม ต้องแบ่งปันทรัพย์สิน ต้องดูแลเด็กและคนชราของกันและกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อให้เผ่าพันธุ์อยู่รอด เพื่อให้ตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้…
วันหนึ่งในปีจงผิงที่สี่ เมื่อเผยเชียนพบว่าตนเองโผล่มาอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยงในยุคราชวงศ์ฮั่นอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อเขาดื่มยารสขมฝาดที่ลุงฮกยกมาให้ไปครึ่งชาม และทำหกไปอีกครึ่งชามโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเขาเห็นลุงฮกที่เริ่มแก่ชราในบ้านเก่าซอมซ่อหลังนั้น สิ่งแรกที่เขาคิด ไม่ใช่การกระโดดโลดเต้นไปหาว่ามีระบบอะไรตามมาด้วยหรือไม่ แต่คือความรู้สึกที่ว่า เวรเอ๊ย ฉิบหายแล้ว ตนเองจะต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชีวิตรอดไปได้…
การเอาชีวิตรอด การสืบทอดร่องรอยของตนเองบนโลกใบนี้ นี่แหละคือความมืดมิดที่ลึกล้ำที่สุดในสัญชาตญาณของมนุษย์ ท่ามกลางความมืดมิดนี้ มนุษย์สามารถกลืนกินซากศพของสัตว์หรือพืชชนิดใดก็ได้ ปลิดชีพพวกมันอย่างเลือดเย็น จุดประสงค์ก็มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือเพื่อต่อชีวิตของตนเอง แม้ว่าร่างนั้นอาจจะเป็น…
ดังนั้นเมื่อละทิ้งสิ่งบดบังต่างๆ เช่น ชื่อเสียง สถานะ ความรู้ ฝักฝ่าย และอื่นๆ ไปจนหมด แล้วเผชิญหน้ากับความปรารถนาขั้นพื้นฐานที่สุด สิ่งที่สุมาเต็กโชได้รับก็ดูเหมือนจะผุดขึ้นมาให้เห็นแล้ว
บุตรชายของสุมาเต็กโชตายตั้งแต่ยังเล็ก ปัจจุบันเขาจึงไม่มีทายาท
แต่สุมาฮองกลับมีภรรยาและอนุภรรยาหลายคน แถมยังมีบุตรชายอีกถึงแปดคน
บุตรชายของม้าเอี๋ยนก็ตายตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน แต่เขาก็หาคนในตระกูลอย่างม้าอวดมารับเป็นบุตรบุญธรรม
ตามประวัติศาสตร์ เล่าปี่ต้องระหกระเหินไปทั่ว ก่อนจะมีอาเต๊าก็อาจจะมีลูกคนอื่นมาก่อน แต่ไม่รอดชีวิต ดังนั้นเขาจึงรับเล่าฮองมาเป็นบุตรบุญธรรม…
หากสุมาฮองกับสุมาเต็กโชมีข้อตกลงอะไรกัน สุมาเต็กโชก็อาจจะพยายามทิ้งอะไรบางอย่างไว้เพื่อทายาทของตน และมรดกชิ้นใหญ่ที่สุด ก็คือชื่อเสียงของสุมาเต็กโชนั่นเอง
หากเปรียบเทียบตระกูลสุมาทั้งสองสายนี้ ถ้าเผยเชียนไม่ได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่น ใครจะไปสนว่าสุมาฮองเป็นใครมาจากไหน?
การจะมีชื่อเสียง ย่อมไม่ใช่พึ่งแค่การคุยโวโอ้อวดของตัวเอง แต่ต้องอาศัยการโปรโมตอย่างต่อเนื่องเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ และสื่อโฆษณาที่ดีที่สุด…
ก็คือมังกรหลับและหงส์ดรุณ และแน่นอนว่าตอนนี้ต้องรวมตัวเขา อินคุน เข้าไปด้วย บางทีในอนาคตอาจจะมีคนอื่นอีกก็ได้
ป๋อเล่อผู้ดูม้า กับม้าฝีเท้าดีพันลี้ ใครจะได้รับความสนใจมากกว่ากัน?
ป๋อเล่อ? หรือม้าพันลี้?
เรื่องนี้ จู่ๆ เผยเชียนก็รู้สึกว่า มันเหมือนกับการอัปเกรดของการวิจารณ์ในวันขึ้นหนึ่งค่ำ (เย่ว์ต้านผิง) เลยทีเดียว…
เมื่อม้าพันลี้ถูกเฆี่ยนตีให้ควบทะยานเร็วขึ้น โดดเด่นสะดุดตามากขึ้น แต่ก็ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของตนเองอีกต่อไป ผู้คนก็จะเฝ้ารอคอยการกำเนิดของม้าพันลี้ตัวต่อไป
แน่นอนว่าเหนือสิ่งอื่นใด ยังมีเรื่องอื่นๆ แอบแฝงอยู่ด้วย และอาจจะมีผลพลอยได้เพิ่มเติมอีก
เมืองฮาน้ำผ่านศึกสงครามมาหลายครั้ง แต่ตระกูลสุมากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นยุคของอ้วนเสี้ยว หรือยุคของโจโฉในอนาคต ต่างก็ให้ความดูแลตระกูลสุมาเป็นอย่างดี…
ยอดปราชญ์เต้เหี้ยนรับศิษย์มากมาย แทบจะไม่ปฏิเสธใครเลย แน่นอนว่ามันทำให้ความสนใจถูกกระจายออกไปในหมู่ศิษย์จำนวนมาก ดูเหมือนว่าศิษย์เหล่านี้จะไม่มีจุดเด่นอะไรให้เป็นที่น่าจับตามอง…
เผยเชียนคิดว่า หากเป็นไปตามที่เขาคาดเดาจริงๆ สุมาเต็กโชก็ถือว่าฉลาดล้ำลึกมากที่เลือกวิธีที่ทุกคนต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน…
เหมือนคำกล่าวในยุคหลังที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงก็คือคุณค่าของการถูกนำไปใช้งาน…
คิดถึงตรงนี้ เผยเชียนก็อดรู้สึกสับสนไม่ได้ เขาควรจะดีใจหรือเสียใจดี นี่หมายความว่าเขามีคุณค่ามากกว่าคนทั่วไปงั้นหรือ?
และแน่นอนว่ามันก็หมายความว่าเขามีคุณค่าให้ถูกหลอกใช้มากขึ้นด้วยใช่หรือไม่?
×××××××××××××××××
ผู้ที่กำลังรู้สึกสับสนไม่ได้มีเพียงเผยเชียนคนเดียว
ลิฉุยและกุยกีนั่งเหม่อลอยอยู่ภายในกระโจมใหญ่ ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความกลัดกลุ้ม
บนโต๊ะมีคำสั่งทางทหารฉบับหนึ่งวางอยู่ เป็นคำสั่งที่ส่งมาจากงิวฮู
หลังจากตั๋งโต๊ะตาย บุตรชายของเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก แต่ยังมีหลานชายอีกคนชื่อตั๋งหอง แต่โชคร้ายที่เขาดันไปตายพร้อมกับมารดาและหลานสาวของตั๋งโต๊ะที่ป้อมไป่อู๋…
ส่วนหัวหน้าเสนาธิการลิยู บ้างก็ว่าถูกฟันตายสับเป็นหมื่นชิ้น บ้างก็ว่าหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เอาเป็นว่าตอนนี้หาตัวไม่พบแล้ว ส่งผลให้ตอนนี้ทายาทของกองทัพเสเหลียงที่มีสายเลือดใกล้ชิดที่สุด จึงเหลือเพียงขุนพลงิวฮูเท่านั้น
งิวฮูแต่งงานกับตั๋งอีบุตรสาวของตั๋งโต๊ะ ตอนนี้ตั้งทัพอยู่ที่อำเภอเสียเสี้ยน และตอนนี้ก็ส่งคำสั่งทหารมาในฐานะทายาท ทำให้ลิฉุยและกุยกีถึงกับทำตัวไม่ถูก
“ทำอย่างไรดี?” ลิฉุยเคาะคำสั่งทหาร
กุยกีส่ายหน้า กล่าวว่า “จัดการยาก”
ลิฉุยกล่าวว่า “ก็เพราะมันจัดการยากไงถึงถามว่าควรทำอย่างไร พี่ชาย ท่านก็ช่วยคิดหาวิธีหน่อยสิ!”
กุยกีถลึงตา กล่าวว่า “เรื่องบ้าบอนี่ ข้าก็คิดไม่ออกเหมือนกัน!”
หลังจากตั๋งโต๊ะถูกสังหาร งิวฮูผู้เป็นบุตรเขยก็โกรธแค้นอย่างหนัก เขาเชื่อว่าอ้องอุ้นกับลิโป้ สองคนจากเป๊งจิ๋ว (ปิงโจว) เป็นผู้ทรยศต่อการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาจึงเกลียดชังชาวเป๊งจิ๋วเข้ากระดูกดำ และสั่งฆ่าชาวเป๊งจิ๋วทุกคนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง คนแก่ หรือเด็ก
แค่นั้นยังไม่พอ งิวฮูยังใช้อำนาจในฐานะทายาทของตั๋งโต๊ะ สั่งการให้ขุนพลทหารเสเหลียงที่อยู่ในบริเวณซันฝู่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการกวาดล้างชาวเป๊งจิ๋วเช่นเดียวกับเขา…
จึงเป็นที่มาของคำสั่งทหารฉบับนี้ที่วางอยู่บนโต๊ะ
แต่ถึงจะเป็นคนโง่ก็เข้าใจดีว่า หากชูดาบขึ้นสังหารหมู่ ก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับอ้องอุ้นอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะพอมีข้ออ้างว่าขัดคำสั่งทหารไม่ได้ แต่เมื่อเลือดของชาวเป๊งจิ๋วเปื้อนมือแล้ว เลือดนั้นก็ใช่ว่าจะล้างออกได้ง่ายๆ
จู่ๆ ลิฉุยก็คิดถึงคนผู้หนึ่ง จึงสั่งให้ทหารองครักษ์ไปตามตัวมา ไม่นานกาเซี่ยงก็มาถึง และทำความเคารพทั้งสอง
ลิฉุยเล่าเรื่องคำสั่งทหารของงิวฮูให้ฟังคร่าวๆ แล้วถามกาเซี่ยงว่า “บุนโห ท่านมักจะมีแผนการดีๆ เสมอ เรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะสม?”
กาเซี่ยงหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าขุนพลฝ่ายตะวันออก ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
ลิฉุยกับกุยกีมองหน้ากัน จู่ๆ ก็สูดลมหายใจเข้าลึก
ลิฉุยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “ความหมายของบุนโหคือ…”
กาเซี่ยงประสานมือคารวะ กล่าวว่า “ความคิดเห็นของข้าน้อยไม่มีความสำคัญใดๆ ความคิดเห็นของท่านขุนพลงิวฮูต่างหากที่สำคัญ”
ขุนพลฝ่ายตะวันออกคือตั๋งอวด เพิ่งถูกงิวฮูสังหารไปเมื่อไม่กี่วันก่อน…
ข้อหาที่อ้างคือสมรู้ร่วมคิดก่อกบฏ แต่ใครจะไปรู้ความจริงล่ะ? ลิฉุยกับกุยกีดูเหมือนจะมองเห็นความหมายแอบแฝงบางอย่างในสายตาของกันและกัน…
กาเซี่ยงประสานมือคารวะ กล่าวว่า “เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง ข้าน้อยไม่สะดวกที่จะพูดมาก ท่านขุนพลทั้งสอง ข้าน้อยขอตัว” แล้วเขาก็เดินออกจากกระโจมไปโดยไม่รอให้ลิฉุยกับกุยกีตั้งตัวทัน
กาเซี่ยงก้มหน้าเดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงดวงตาเรียวเล็กที่หรี่ลงเป็นเส้นตรง…

0 Comments