ตอนที่ 517 ชุบมือเปิบ
แปลโดย เนสยังหลังจากตั๋งโต๊ะก้าวขึ้นสู่อำนาจ ก็ได้ทำการปลดและสับเปลี่ยนขุนพลทหารของกองทัพฝ่ายเหนือในราชสำนักไปเป็นจำนวนมาก ขุนพลทหารเหล่านี้บางส่วนมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับตั๋งโต๊ะ แต่บางส่วนก็ไม่ใช่
ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่ชัดเจน ต่อให้เป็นคนที่โง่เขลาเพียงใด ก็คงไม่กล้านำขุนพลทหารเหล่านี้มาใช้งานอย่างง่ายดาย
ยกเว้นเพียงคนเดียว นั่นคือ ฮองฮูสง นามรอง อี้เจิน
ฮองฮูสงเป็นชาวอำเภอเฉาหน่า เมืองอานติ้ง หากว่ากันตามชาติกำเนิด ย่อมเป็นชาวซีเหลียงอย่างแท้จริง แต่จะพูดยังไงดีล่ะ หากใช้คำเปรียบเปรยในยุคหลัง ก็คงคล้ายกับพวกกล้วยหอมที่เปลือกเหลืองแต่เนื้อในขาวนั่นแหละ
คนรุ่นก่อนของฮองฮูสง บิดาของเขาคือ ฮองฮูเจี๋ย เจ้าเมืองเยี่ยนเหมิน และท่านอาของเขาคือ ฮองฮูกุย ขุนพลข้ามแม่น้ำเหลียว หลังจากคนรุ่นก่อนบุกเบิกสร้างรากฐานไว้ให้แล้ว เมื่อมาถึงรุ่นของฮองฮูสง เขาจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากตระกูลขุนศึกหันเข้าหาตระกูลบัณฑิต
การคบค้าสมาคมกับนักศึกษาในไท่เสวีย การปกป้องกลุ่มบัณฑิตที่ถูกแบน การเปิดโปงการทำผิดกฎหมายของเหล่าขันที และการกระทำอื่นๆ ทำให้ฮองฮูสงประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นชายหนุ่มแห่งราชวงศ์ฮั่นผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม อุดมคติ ปณิธาน และความรู้ ในสายตาของบรรดาลูกหลานตระกูลบัณฑิต…
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าฮั่นเลนเต้เคยมีพระราชประสงค์จะมอบหมายให้ฮองฮูสงเข้ารับช่วงดูแลกองทัพของตั๋งโต๊ะ
บางทีหากมองจากมุมนี้ ฮองฮูสงอาจจะคิดว่าปิงโจวก็ถือเป็นถิ่นของเขาด้วยเช่นกันก็เป็นได้
ผู้คนต่างยกย่องว่าฮองฮูสงคือปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งยุค มีความเมตตากรุณา ระมัดระวังรอบคอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีความรู้ และขยันขันแข็งรักใคร่ราษฎร ช่างเป็นภาพลักษณ์ของนักบุญที่สมบูรณ์แบบเสียเหลือเกิน!
ตอนที่ปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง ฮองฮูสงดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการรัฐจี้โจว เขาก็ได้ร้องขอต่อราชสำนักหลายครั้งให้ลดหย่อนภาษีที่นาของจี้โจว การถวายฎีกากราบทูล ตักเตือน หรือเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีจำนวนรวมกันกว่าห้าร้อยครั้ง ทุกครั้งเขาจะเขียนด้วยลายมือของตนเอง และยังทำลายต้นฉบับทิ้ง โดยไม่แพร่งพรายให้คนภายนอกรับรู้เลยแม้แต่น้อย
ในกองทัพ หากทหารยังขุดบ่อน้ำไม่เสร็จ ฮองฮูสงก็จะไม่บ่นว่ากระหาย หากกระโจมยังตั้งไม่เสร็จ เขาก็จะไม่บ่นว่าเหน็ดเหนื่อย หากเตาปรุงอาหารยังไม่เสร็จ เขาก็จะไม่บ่นว่าหิวโหย หากมีขุนนางหรือทหารใต้บังคับบัญชาคนใดรับสินบน ฮองฮูสงก็จะไม่ตำหนิติเตียนอย่างเปิดเผย แต่กลับจะมอบเงินทองสิ่งของให้ผู้นั้นเพิ่มอีก ทำให้ขุนนางและทหารเหล่านั้นรู้สึกละอายใจ บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว
หึหึ หึหึ
หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกก็เป็นเช่นนี้แหละ ภายนอกดูเหมือนเป็นภาพลักษณ์ที่งดงามเพียงใด ทว่าเมื่อแหวกดูเนื้อในกลับอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น
คำร้องขอให้ลดหย่อนภาษีกว่าห้าร้อยฉบับที่ทำลายต้นฉบับทิ้งด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้รั่วไหล แล้วข้อมูลที่สมควรจะเป็นความลับสุดยอดเหล่านี้ ผู้คนทั่วโลกพากันรับรู้ได้อย่างไร?
ขุนนางและทหารในกองทัพที่โลภมากเหล่านั้น กล้าที่จะเสี่ยงกับโทษประหารตัดเอว ละเมิดกฎอัยการศึกเพื่อรับสินบน แต่หลังจากได้รับการอภัยโทษแล้วกลับยอมฆ่าตัวตายในทันทีงั้นหรือ…
แม้ซัวหยงจะเป็นคนที่ไม่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คำพูดและการกระทำของผู้อื่น แต่เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงลูกศิษย์ของตน เขาจึงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “…เมื่อวันก่อนตอนประชุมขุนนาง ราชครูสั่งให้ขุนนางระดับยฺหวี่สื่อจงเฉิงลงไปคุกเข่าอยู่หน้ารถม้าทั้งหมด… เคยมีคำกล่าวไว้ว่า ไม่นึกเลยว่าราชครูจะกลายเป็นนกเฟิ่งหวงไปเสียแล้ว…”
มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?
แล้วจากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นคนรับผิดชอบไปยึดทรัพย์ที่เหมยอู้ แล้วสั่งประหารมารดาชราวัยแปดสิบของตั๋งโต๊ะ รวมถึงหลานสาวที่อายุยังไม่ถึงสิบสี่ปี ก็เป็นเขาไม่ใช่หรือ?
กฎหมายแห่งราชวงศ์ฮั่นระบุไว้ว่า ผู้ที่มีอายุเจ็ดสิบปีขึ้นไป ถือเป็นผู้ที่ควรได้รับความเคารพ หากไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นเป็นคนแรก ห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาผิด และห้ามมิให้รับโทษทัณฑ์ แต่ฮองฮูสงกลับสั่งประหารโดยยัดเยียดข้อหาว่าไม่อบรมสั่งสอนบุตรหลานให้ดี
หากกล่าวเช่นนี้ จิ๊กซอว์ภาพรวมของฮองฮูสงทั้งคนก็เริ่มจะสมบูรณ์ขึ้นมาทีละน้อยแล้ว
และหากพิจารณาจากสิ่งที่เฟยเฉียนรับรู้และที่อาจารย์ซัวหยงเล่ามา การที่ฮองฮูสงจ้องมองมาที่ตนเองก็ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ฮองฮูสงไม่ใช่คนที่กล้าเคี้ยวของแข็ง ความเป็นบัณฑิตผู้หยิ่งทะนงอะไรนั่น ส่วนใหญ่ก็แค่เสแสร้งทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น แถมยังเป็นพวกใจคอโหดเหี้ยม หน้าเนื้อใจเสือ…
ตอนนี้แม้ตั๋งโต๊ะจะถูกประหารไปแล้ว แต่งิวฮูและคนอื่นๆ ก็ยังคงนำทัพอยู่ภายนอกเมืองฉางอัน…
ในฐานะบุคคลเพียงคนเดียวในราชสำนักที่มีทั้งประสบการณ์และบารมี เมื่อทหารซีเหลียงมีความเคลื่อนไหวหรือปัญหาใดๆ เขาควรจะยืนหยัดออกหน้ารับมือหรือไม่?
แต่เห็นได้ชัดว่า ฮองฮูสงไม่ได้คิดจะลุยน้ำขุ่นๆ แหล่งนี้ เขาหวังที่จะถอนตัวออกไปอยู่ปิงโจว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จัดการได้ง่ายกว่าและสร้างผลงานได้ง่ายกว่า…
“นี่มันกะจะมาชุบมือเปิบกันชัดๆ…” เฟยเฉียนยิ้มขื่นแล้วส่ายหัว
ซัวหยงครุ่นคิดตาม ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “คำเปรียบเปรยนี้ช่างยอดเยี่ยมนัก”
ตอนนี้รู้สถานการณ์แล้ว แต่จะรับมืออย่างไรดีล่ะ?
××××××××××××××
ณ รัฐจี้โจวที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ อ้วนเสี้ยวเองก็กำลังเตรียมตัวที่จะชุบมือเปิบเช่นกัน
ในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา อ้วนเสี้ยวเคารพกฎกติกาของจักรวรรดิฮั่นอันยิ่งใหญ่มาโดยตลอด ดังนั้น เขาจึงสร้างแท่นบวงสรวง รับสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพขี่ม้าพิทักษ์ (เชอฉีเจียงจวิน) เสียก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มแทรกซึมและก้า่ายกิจการของจี้โจว แน่นอนว่าตำแหน่งอย่างเป็นทางการของอ้วนเสี้ยวที่ราชสำนักแต่งตั้งให้ในตอนนี้ ก็ยังคงเป็นแค่เจ้าเมืองปั๋วไห่เท่านั้น
แต่ตอนนี้ หลังจากได้ส่งสายตาและสานสัมพันธ์กับบรรดาผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นของจี้โจว อ้วนเสี้ยวก็รู้สึกว่าตนเองน่าจะขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจการ หรือไม่ก็คว้าตำแหน่งเจ้าเมืองระดับรัฐมาเล่นสนุกได้แล้ว
แน่นอนว่าฮันฮกเองก็ไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนง่ายๆ อันที่จริงตั้งแต่ต้นจนจบ ฮันฮกมักจะแย่งชิงความได้เปรียบและไม่เคยยอมอ่อนข้อให้อ้วนเสี้ยวเลย
ตอนที่อ้วนเสี้ยวเพิ่งมาถึงเมืองปั๋วไห่ ฮันฮกก็ส่งผู้ช่วยคนสนิทหลายคนมาบังหน้าว่าเพื่อช่วยเหลืออ้วนเสี้ยว แต่จริงๆ แล้วมาทำอะไรนั้น ทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ…
ทว่าอ้วนเสี้ยวก็ถือเป็นลูกหลานตระกูลอ้วน เพียงแค่ส่งเสียงเรียก บรรดาบัณฑิตทั่วแผ่นดินก็มารวมตัวกัน ผู้คนมากมายในจี้โจวก็ต่างยื่นมือเข้าช่วยเหลืออ้วนเสี้ยว แผนการของฮันฮกจึงล้มเหลวลงอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากนั้น ฮันฮกก็บีบถุงเสบียงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถึงขั้นแอบลดการส่งเสบียงอาหารให้กองทัพของอ้วนเสี้ยวอย่างลับๆ หวังจะทำให้กองทัพของเขาแตกฉานซ่านเซ็น แต่ก็เป็นเหตุผลนี้เองที่ทำให้อ้วนเสี้ยวตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะจัดการกับฮันฮกในที่สุด
ในฐานะแบบอย่างของผู้คนทั่วแผ่นดินผู้มีฐานะสูงส่ง อ้วนเสี้ยวย่อมไม่อาจลงมือชุบมือเปิบด้วยตนเองได้ ย่อมต้องมีคนลงมือแทนเขา และคนผู้นั้นก็คือ ซุนจ้าน
ณ ห้องหนังสือในจวนว่าการเมืองเยี่ยเฉิง
“โยวรัว…” ฮันฮกเอ่ยถาม “…การมาเยือนครั้งนี้ มีคำชี้แนะอันใดหรือ?”
ซุนจ้านนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
ดวงตาของฮันฮกเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จ้องมองซุนจ้าน มือเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจดิ่งวูบลงสู่เบื้องล่าง “…แม้แต่เจ้าก็ยัง…”
ฮันฮกหลับตาลง ถอนหายใจยาว
เมื่อซุนจ้านมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาอย่างเป็นทางการในฐานะผู้เกลี้ยกล่อมของอ้วนเสี้ยว ฮันฮกก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่หมายความถึงเรื่องใด กลุ่มบัณฑิตแห่งอวี้โจวได้ทอดทิ้งเขาไปแล้ว
ในฐานะชาวอวี้โจวคนหนึ่ง กลับถูกกลุ่มบัณฑิตแห่งอวี้โจวทอดทิ้ง นี่มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายและเจ็บปวดเพียงใด!
“ยังมีใครอีก?” หลังจากเงียบไปนาน ฮันฮกก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“หยวนไฉ, หยวนฮ่าว, กงอวี่, จิ่งหมิง…”
“จ้งจื้อ, กงเจ๋อ, จื่อหยวน, หยวนถู…”
“จูแห่งตูตวน, โคกแห่งซีผิง…”
ทุกครั้งที่ซุนจ้านเอ่ยชื่อออกมา ร่างกายของฮันฮกก็สั่นสะท้านไปครั้งหนึ่ง
“พอแล้ว…” ฮันฮกยกมือขึ้นขัดจังหวะคำพูดของซุนจ้าน แล้วถามว่า “…บัดนี้ ข้าควรทำเช่นไร?”
ซุนจ้านมองฮันฮกแล้วส่ายหน้า
ในบรรดารายชื่อเหล่านี้ บางคนเป็นผู้มีอิทธิพลทางทหารระดับท้องถิ่นของจี้โจว บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงในหมู่บัณฑิตของจี้โจว บางคนก็เป็นปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงจากเมืองอิ่งชวนและเมืองหนานหยางของอวี้โจว บางคนเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา บางคนเป็นคนที่เขาไปล่วงเกินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากเข้ามาปกครองจี้โจว และตอนนี้คนเหล่านี้กลับรวมตัวกัน เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนอ้วนเสี้ยว…
ยังมีหนทางใดอีก?
ฮันฮกกำชายเสื้อไว้แน่น ริมฝีปากสั่นเทา สุดท้ายก็ฝืนเอ่ยถามอย่างยากลำบากว่า “…แล้วข้าจะได้รับสิ่งใด?”
“ท่านฮันจะได้รับชื่อเสียงอันดีงาม” ซุนจ้านหมอบกราบลงกับพื้น
ฮันฮกแทบจะกระโดดขึ้นมาด่าทออย่างเกรี้ยวกราด เอาชื่อเสียงอันว่างเปล่ามาแลกกับตำแหน่งเจ้าเมืองระดับรัฐเนี่ยนะ! ไอ้เด็กเมื่อวานซืนตระกูลอ้วนช่างทำกับข้าได้ลงคอ!
ทว่าสุดท้ายฮันฮกก็ไม่ได้พูดหรือทำสิ่งใดเลย ทำเพียงก้มศีรษะลงอย่างสิ้นหวัง…
ฮองฮูสง…
ปีเจี้ยนจงที่สาม (ค.ศ. เจ็ดร้อยแปดสิบสอง) เหยียนเจินชิง ขุนนางฝ่ายพิธีการ ได้เสนอต่อพระเจ้าถังเต๋อจง ให้แต่งตั้งย้อนหลังขุนพลผู้มีชื่อเสียงในอดีตหกสิบสี่คน และสร้างศาลเจ้าเพื่อเซ่นไหว้บูชา ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึง “ไท่เว่ย ไหฺวลี่โหว ฮองฮูสง” ด้วย
จนกระทั่งถึงปีเซวียนเหอที่ห้า (ค.ศ. หนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบสาม) ราชวงศ์ซ่งได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมของราชวงศ์ถัง สร้างศาลเจ้าบูชายอดขุนพลในอดีต ในบรรดายอดขุนพลทั้งเจ็ดสิบสองคนก็มีฮองฮูสงรวมอยู่ด้วย ในหนังสือ “ตำนานร้อยขุนพลจากประวัติศาสตร์สิบเจ็ดราชวงศ์” ที่แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ และหนังสือ “กว่างหมิงเจี้ยงจ้วน” ที่แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ฮองฮูสงก็มีชื่อติดอยู่ในทำเนียบเช่นกัน
ยอดขุนพลระดับทางการเชียวนะ…

0 Comments