You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ฉางอันตื่นขึ้นมาจากความฝันอันมืดมิด เสียงผู้คนเริ่มดังระงม คนเดินถนนขวักไขว่ เฟยเฉียนก็นำทหารองครักษ์เดินไปตามถนนใหญ่ช้าๆ เช่นกัน

เฟยเฉียนนวดขมับที่ปวดตุบๆ จากอาการเมาค้าง เตรียมตัวกลับไปล้างหน้าล้างตาพักผ่อนที่เรือนรับรองสักหน่อย แล้วค่อยไปเยี่ยมท่านอาจารย์ซัวหยงที่จวน ไม่แน่อาจจะต้องแวะไปหาท่านอาเฟยหมิ่นที่จวนตระกูลเฟยด้วย…

คำพูดไม่มีหัวไม่มีหางของลิโป้เมื่อคืนนี้ยังพอจำได้ลางๆ นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ลิโป้หักหลังตั๋งโต๊ะก็เป็นได้ แต่ถ้ามองจากจุดนี้ ลิโป้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลประโยชน์พิเศษอะไรเลย นอกเหนือจาก “เสี่ยวเฉา” คนนั้น…

ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นทหารกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงทางแยกข้างหน้า มีการตั้งสิ่งกีดขวางไว้ ดูเหมือนจะปิดล้อมทางแยกไว้ทั้งเส้น

เฟยเฉียนเอียงคอ เรียกทหารองครักษ์คนหนึ่งมากระซิบสั่งการสองสามประโยค จากนั้นก็เดินหน้าต่อไป ไม่นาน องครักษ์คนนั้นก็ตามมาจากด้านหลัง แล้วกระซิบที่ข้างหูเฟยเฉียนว่า “ที่ตรงนั้นเคยเป็นจวนของอัครมหาเสนาบดีขอรับ…”

ตั๋งโต๊ะมักจะพักอยู่ที่ป้อมปราการเหมยอู้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจวนอัครมหาเสนาบดีก็น่าจะเป็นที่ทำงานของลิยูเสียมากกว่า

ลิยู…

ในเหตุการณ์การลอบสังหารตั๋งโต๊ะครั้งนี้ กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยงั้นหรือ?

นี่มันช่าง…

เส้นเลือดที่ขมับของเฟยเฉียนเต้นตุบๆ สองครั้ง อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความรู้สึกไม่สบายตัว ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาคิดเรื่องพวกนี้แล้ว แค่อยากจะกลับไปถึงเรือนรับรองให้เร็วที่สุด

แต่เมื่อมาถึงเรือนรับรอง เฟยเฉียนกลับพบว่าตัวเองไม่มีทางได้พักผ่อนอย่างสงบเลยแม้แต่วินาทีเดียว พ่อบ้านของตระกูลเฟยรออยู่ในเรือนรับรองตลอดเวลา พอเห็นเฟยเฉียนก็รีบพุ่งเข้ามาหาทันที…

เลยต้องล้างหน้าอาบน้ำแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น อาบน้ำเสร็จก็ต้องรีบไปที่จวนของเฟยหมิ่น

เฟยหมิ่นรออยู่หน้าประตูจวนตั้งนานแล้ว พอเห็นเฟยเฉียน ถึงกับเดินเข้ามาจับสายบังเหียนม้าให้เฟยเฉียนด้วยตัวเอง หัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “ยอดอาชาแห่งตระกูลเฟยของเรามาแล้ว!”

“…” เฟยเฉียนพลิกตัวลงจากม้า “คารวะท่านอา!”

เฟยหมิ่นหัวเราะร่วน คล้องแขนเฟยเฉียนพลางสั่งให้คนรับใช้นำอาหารไปให้องครักษ์ของเฟยเฉียน พลางพาเฟยเฉียนเดินเข้าไปที่โถงด้านหลัง

ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากเฟยเฉียนนั่งลงแล้ว เฟยหมิ่นยังเรียกภรรยาและลูกชายทั้งสองคนออกมาให้พบปะทักทายคารวะ จากนั้นก็เตรียมจะจัดงานเลี้ยง…

เฟยเฉียนรีบโบกมือปฏิเสธ “น้ำใจของท่านอา หลานขอรับไว้ด้วยใจ แต่เมื่อคืนเพิ่งดื่มมาทั้งคืน วันนี้ยังต้องไปเยี่ยมท่านอาจารย์อีก คงไม่อาจดื่มได้มากไปกว่านี้แล้ว ขอท่านอาโปรดอภัย ขอเพียงน้ำชาร้อนๆ สักถ้วยก็พอ…”

“ก็ได้! ก็ได้!” เฟยหมิ่นจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเตรียมน้ำแกงแก้เมาค้างและน้ำชามาให้

จากนั้นก็นั่งยิ้มมองเฟยเฉียนดื่มน้ำแกงแก้เมาค้าง โดยไม่พูดอะไร…

เฟยเฉียนวางชามลงแล้วถามว่า “ท่านอามีเรื่องอันใดจะสั่งเสียหลานหรือขอรับ?”

“อ้อ เปล่าๆ ไม่มี” เฟยหมิ่นโบกมือปฏิเสธ หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “…ยังไม่ได้ขอบใจหลานเลยที่ชี้แนะ…”

กล่าวจบ เฟยหมิ่นก็จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วประสานมือคารวะเฟยเฉียนเพื่อแสดงความขอบคุณ

พูดตามตรง หากเฟยเฉียนไม่ได้ไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ลั่วหยางไว้ก่อนหน้านี้ แล้วเฟยหมิ่นเองก็รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ที่ลั่วหยางให้เป็นที่จับตามอง จึงรีบอพยพครอบครัวตามการย้ายเมืองหลวงของพระเจ้าเล่าเหียบมาที่ฉางอัน ในตอนนั้นอย่าว่าแต่ขุนนางระดับหกร้อยสือเลย แม้แต่ขุนนางระดับพันสือส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ…

ในฐานะขุนนางกลุ่มแรกที่มาถึง ย่อมได้รับผลประโยชน์มากมาย ตัวอย่างเช่นเรือนพักที่เฟยหมิ่นอาศัยอยู่ตอนนี้ หากคิดตามมาตรฐาน อย่างน้อยก็ต้องเป็นขุนนางระดับพันสือขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์อาศัยอยู่ ไม่เพียงแค่นั้นยังได้รับการปันส่วนเสบียงอีกมากมาย

ส่วนพวกที่มายิ่งช้า ก็แทบจะยิ่งน่าสมเพช และท้ายที่สุดก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เสบียงที่ได้รับการปันส่วนเหล่านั้น ล้วนมีค่ามหาศาล…

ดังนั้น การขอบคุณครั้งนี้ของเฟยหมิ่นจึงมีความจริงใจอยู่ไม่น้อย

เฟยเฉียนรีบคารวะตอบกลับและไม่ขอรับการคารวะนี้

เฟยหมิ่นกะพริบตา เอียงตัวมาทางเฟยเฉียนเล็กน้อยพร้อมกับยิ้ม แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “หลานรัก… ครั้งนี้… เจ้าคิดจะรั้งอยู่ที่เมืองหลวงงั้นหรือ?”

“เหตุใดท่านอาถึงถามเช่นนี้ขอรับ?” เฟยเฉียนถาม

รั้งอยู่ที่ฉางอันงั้นหรือ?

ข้าคงบ้าไปแล้วถึงจะอยู่ที่ฉางอัน!

ต้องรู้ไว้นะว่าต่อไปฉางอันจะกลายเป็นวังวนขนาดใหญ่ ใครถูกม้วนเข้าไป มีหวังไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก!

ไม่คิดว่าเฟยหมิ่นจะพูดว่า “อัยหยา หลานยังจะปิดบังอยู่อีกหรือ? อาได้ยินมาหมดแล้ว หลานนำนิมิตมงคลมาถวาย ก็เพื่อจะหลุดพ้นจากหน้าที่ในดินแดนทุรกันดารอย่างปิงโจว… แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้หลานเล็งตำแหน่งไหนไว้ล่ะ?”

ที่สำคัญคือได้ผูกมิตรกับท่านอ้องอุ้นไว้แล้วใช่ไหม?

เฟยหมิ่นคิดในใจ หากเฟยเฉียนมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านอ้องอุ้นเหมือนที่แสดงให้เห็นในราชสำนัก การรั้งอยู่ในเมืองหลวงก็เป็นแค่คำพูดเพียงประโยคเดียวไม่ใช่หรือ?

ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ ไม่แน่ว่าตนเองอาจจะต้องคอยดูสีหน้าเฟยเฉียนในการใช้ชีวิตด้วยซ้ำ…

แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เฟยหมิ่นก็รู้สถานการณ์ของตัวเองดี ลูกชายสองคนไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ หากสามารถอาศัยบารมีของเฟยเฉียนเพื่อไต่เต้าขึ้นไปได้อีก ก็ถือว่าไม่เลว ส่วนเรื่องตำแหน่งผู้นำตระกูล เฟยเฉียนยังอายุน้อย ในบ้านก็ยังไม่มีผู้สืบสกุล แถมยังแต่งงานกับตระกูลอุยแห่งจิงเซียง คงยังไม่เป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งผู้นำตระกูลของเขาในตอนนี้

ดังนั้นในตอนนี้ เฟยหมิ่นจึงต้องพยายามดึงความสัมพันธ์กับเฟยเฉียนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ทว่าคำพูดของเฟยหมิ่นกลับเหมือนสายฟ้าฟาดกะทันหัน ทำเอาเฟยเฉียนงุนงงไปหมด

ตัวเองไปพูดตอนไหนว่าจะรั้งอยู่ในเมืองหลวง?

แล้วถึงขั้นลอยไปเข้าหูเฟยหมิ่นได้ยังไง?

เมื่อวานเพิ่งจะประชุมขุนนางใหญ่ จากนั้นก็ไปดื่มเหล้ากับลิโป้ตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ไม่ได้ไปไหนเลย นอกจากพวกโกซุ่น เตียวเลี้ยว ก็ไม่ได้เจอใครอีก แล้วข่าวลือที่ว่าข้าจะรั้งอยู่ฉางอันมันมาจากไหนกัน?

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?

เฟยเฉียนขมวดคิ้วส่ายหน้ากล่าวว่า “สถานการณ์ในปิงโจวกำลังเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง ข้าไม่มีทางรั้งอยู่ในเมืองหลวงเด็ดขาด! ไม่ทราบว่าท่านอาไปฟังมาจากผู้ใดหรือขอรับ?”

“แปลกจัง… หลานไม่ได้พูดเรื่องจะรั้งอยู่ในเมืองหลวงจริงๆ หรือ?” เฟยหมิ่นเองก็งุนงง กล่าวว่า “เมื่อวานหลังประชุมขุนนาง ก็มีหลายคนมาหา ต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันบ้าง…”

“ใครกันขอรับ?” เฟยเฉียนซักไซ้

เฟยหมิ่นมองเฟยเฉียนแล้วกล่าวว่า “มีตำแหน่งเย่เจ่อผูเช่อ, ยฺหวี่หลินโย่วเจี้ยน, และ… ซ่างซูโย่วเฉิง…”

หางตาเฟยเฉียนกระตุก มิน่าล่ะท่านอาเฟยหมิ่นถึงคิดว่าเขาจะรั้งอยู่ในเมืองหลวง:

ตำแหน่งเย่เจ่อผูเช่อขึ้นตรงต่อตำแหน่งกวงลู่สวิน ส่วนตัวเขาเองก็ยังแขวนตำแหน่งจงหลางฝ่ายซ้ายสังกัดกวงลู่สวินอยู่ ส่วนตำแหน่งยฺหวี่หลินโย่วเจี้ยนนั้นขึ้นอยู่กับกองทหารรักษาพระองค์ ที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งซ่างซูโย่วเฉิง ซึ่งขึ้นตรงต่อสำนักราชเลขาธิการ และตอนนี้สำนักราชเลขาธิการก็อยู่ในกำมือของอ้องอุ้นผู้รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการราชการแผ่นดิน…

หรือว่านี่จะเป็นความประสงค์ของท่านอ้องอุ้น?

แม้แต่เฟยเฉียนเองเมื่อได้ยินข่าวนี้ ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ไม่ต้องพูดถึงเฟยหมิ่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

หรือว่าตนเองจะต้องรั้งอยู่ในเมืองหลวงจริงๆ?

ไม่ ไม่มีทางเด็ดขาด!

เฟยเฉียนกล่าวอย่างหนักแน่น “เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด หลานความรู้น้อยนิด จะกล้าเอาหน้าไปรวมอยู่ในหมู่ปราชญ์ของราชสำนักได้อย่างไร? ขอท่านอาอย่าได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลยขอรับ”

เฟยหมิ่นมองเฟยเฉียนด้วยความสงสัยเล็กน้อย กล่าวว่า “คำพูดนี้ของหลาน… เมืองหลวง มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ?”

เชี่ยเอ๊ย!

เฟยเฉียนก้มหน้าลง เรื่องนี้เขาควรจะพูดอธิบายอย่างไรดี?

ไก่ตัวผู้ที่บ้านของคนบ้านเดียวกันขันวันละสามเวลา…

ตอนตีห้ากว่าหนึ่งครั้ง…

ตอนเก้าโมงเช้าหนึ่งครั้ง…

ตอนบ่ายโมงกว่าหนึ่งครั้ง…

พอตอนบ่ายอากาศร้อนจัด มันก็ไปหลบซ่อนตัวแล้ว…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note