ตอนที่ 5 การกินต้องมีเงื่อนไข
แปลโดย เนสยังอย่างน้อยก็ไม่ต้องกินรำข้าวกลืนผักแห้งล่ะนะ เผยเฉียนปลอบใจตัวเอง
กลืนแผ่นแป้งข้าวฟ่างลงไปคำหนึ่ง ยกน้ำแกงเนื้อแกะขึ้นมาจิบ แม้จะเป็นรสชาติดั้งเดิมแบบโบราณ ไม่ใส่สารกันบูดใดๆ และถือเป็นรสชาติชั้นเลิศ แต่เผยเฉียนก็ยังอดไม่ได้ที่จะแอบถอนหายใจ
แม้ว่าเนื้อแกะตุ๋นน้ำเกลือใส่กิ่งอบเชยเล็กน้อยนี้จะถือว่าเป็นสุดยอดเมนูแห่งยุคฮั่นแล้ว และคนทั่วไปก็ใช่ว่าจะได้กินบ่อยๆ
ดีกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงยุคฮั่นแล้วต้องกินแต่ข้าวผสมถั่วเยอะเลย
แต่พอกินอาหารแบบนี้บ่อยๆ เข้า ตอนนี้เขากลับเริ่มคิดถึงแม้กระทั่งผงชูรส น้ำมันลอยฟ่อง หรือแม้แต่น้ำลวกสุกี้ในยุคหลังเสียแล้ว…
ส่วนพวกอาหารเสฉวนอย่างหมูผัดพริก หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน เครื่องในวัวรสเผ็ด เนื้อต้มเผ็ด ไก่ผัดกังเปา เต้าหู้หม่าผอ
หรือจะเป็นอาหารเจียงซูและเจ้อเจียงอย่างปลาเปรี้ยวหวานซีหู กุ้งผัดหลงจิ่ง หมูอบกรอบ ซุปยอดชาซีหู ลูกชิ้นจินหลิง เป็ดสามชั้น
และยังมีพระกระโดดกำแพง อาหารเจหลัวฮั่น งานเลี้ยงมังกรหงส์ งานเลี้ยงเซาเหว่ย และของกินอื่นๆ อีกมากมายที่เผยเฉียนเคยกินในยุคหลัง ตอนนี้ได้แต่คิดถึง แล้วก็กลืนน้ำลายที่ไหลไม่หยุดลงคอ…
ในประวัติศาสตร์การพัฒนาอาหารอันยาวนานของจีน การคิดค้นอาหารแต่ละจานล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับกำลังการผลิตและเครื่องมือการผลิตในยุคนั้นๆ
เดิมทีเผยเฉียนคิดว่าด้วยประสบการณ์ครึ่งๆ กลางๆ ในฐานะนักชิมที่ตระเวนกินไปทั่วตรอกซอกซอยในยุคหลัง อย่างน้อยในเรื่องอาหารการกิน เขาก็น่าจะเทียบชั้นได้กับพ่อครัวหลวงในยุคฮั่น หรืออย่างแย่ก็คงพอจะเป็นพ่อครัวใหญ่ได้สบายๆ แต่ผลปรากฏว่าเขาถูกความล้าหลังของเครื่องครัวฟาดจนหัวร้างข้างแตก
อาหารจีนในยุคหลัง มีของสามอย่างที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ เตาไฟที่สามารถควบคุมไฟได้อย่างอิสระ กระทะผัดที่นำความร้อนได้ดี และน้ำมันพืชที่มีอย่างเพียงพอ
ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขสามประการนี้ครบถ้วน อาหารหลากหลายชนิดจึงจะอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้ เทคนิคการทอด ผัด ปรุง ทอดกรอบ จึงจะพลิกแพลงเกิดสิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวัน
ชนเผ่าเร่ร่อนอย่างซงหนูหรือเซียนเปย อย่าว่าแต่ในยุคฮั่นเลย ต่อให้ถึงยุคราชวงศ์ถังหรือซ่งก็ยังไม่มีเตาไฟที่สมบูรณ์แบบ มีเพียงกองไฟเท่านั้น อาหารที่กินก็มีแค่ย่างหรือไม่ก็ต้ม ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว ประชาชนชาวฮั่นมีวิธีทำอาหารที่หลากหลายกว่านิดหน่อย นอกจากย่างกับต้มแล้ว ยังมีนึ่ง ตุ๋น และอื่นๆ เพิ่มเข้ามา แต่มันก็ยังคงจืดชืดและจำเจอยู่ดี อย่างเช่นสุดยอดอาหารชั้นเลิศที่มีชื่อเสียงที่สุดซึ่งสงวนไว้สำหรับราชวงศ์ และจะทำขึ้นเฉพาะในเทศกาลสำคัญหรืองานเฉลิมฉลองเท่านั้น เป็นอาหารที่ทำให้ชาวฮั่นทุกคนแค่พูดถึงก็ต้องทำหน้าตาเคลิบเคลิ้ม รู้ไหมว่ามันคือเมนูอะไร?
มันคือเมนูอันโด่งดัง อู่ติงเพิง (ต้มห้าติ่ง)! จูฟู่เยี่ยนในสมัยฮั่นอู่ตี้เคยกล่าวไว้ว่า: ลูกผู้ชายเกิดมาไม่ได้กินห้าติ่ง ตายไปก็ขอให้ถูกต้มในห้าติ่งเถิด! ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้กินอาหารที่ทำจากห้าติ่ง งั้นตอนตายถูกจับต้มในห้าติ่งก็ยังดี
นี่มันเป็นความรักที่ลึกซึ้งต่ออู่ติงเพิงขนาดไหนกันเนี่ย!
อย่าคิดว่าอู่ติงเพิงจะเป็นอาหารที่ประณีตและซับซ้อนอะไรมากมาย แท้จริงแล้วอู่ติงเพิงก็แค่การเอาเนื้อมาต้มในน้ำเปล่าด้วยกระถางสำริด (ติ่ง) ห้าใบเท่านั้น…
อุดมคตินั้นช่างสวยหรู แต่ความเป็นจริงนั้นช่างโหดร้าย
ยุคฮั่นยังไม่มีกระทะเหล็ก กระทะเหล็กเพิ่งจะปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ติ่งเป็นของที่พวกเจ้านายชั้นโหวถึงจะมีสิทธิ์ใช้ คนส่วนใหญ่ในยุคฮั่นหุงข้าวต้มแกงก็มีแค่หม้อสำริดหรือหม้อดินเผาที่มีรูปทรงกลมป่องหนาๆ มีหูเล็กๆ เป็นที่จับ เวลาต้ม อุณหภูมิที่หูจับกับก้นหม้อจะร้อนเท่ากันเป๊ะ ใครที่ไม่ได้ฝึกวิชาฝ่ามือทรายเหล็กมาก็อย่าหวังจะมาทำท่าควงกระทะพลิกกระทะเลย ระวังจะทำหม้อแตกกระจายคามือ…
ขอพูดเสริมอีกนิด น้ำมันพืชในยุคฮั่นก็ยังมีน้อยมาก ที่เห็นทั่วไปมีแค่น้ำมันงา ส่วนงานั้นถูกจางเชียนนำกลับมาจากดินแดนตะวันตก ดังนั้นในตอนนั้นจึงถูกเรียกว่า ‘หูหมา’ (งาคนเถื่อน) หมายความว่าเป็นของนำเข้า ราคาก็พอจะเดาออกว่าแพงแค่ไหน…
เผยเฉียนเคยพยายามบุกเบิกวงการอาหารในช่วงแรกๆ ที่มาถึง
ตอนที่เผยเฉียนแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่ออาหาร และประกาศว่าจะลงมือทำอาหารเลิศรสด้วยตัวเอง ลุงฝูก็ยอมให้เผยเฉียนเอาแต่ใจสักครั้ง
แต่พอลุงฝูเห็นเผยเฉียนเทน้ำมันงาราคาแพงหูฉี่ลงในหม้อสำริด หางตาของลุงฝูก็กระตุกไม่หยุด และเมื่อเห็นว่าเผยเฉียนควบคุมไฟไม่ได้เพราะหม้อสำริดมันหนาเตอะ จนทำเอาต้นชิงเกา (ชิงเฮา) กำงามๆ กลายเป็นถ่านดำๆ ไปเป็นท่อนๆ ลุงฝูก็ทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ไอ้ลูกล้างผลาญอย่างเผยเฉียนก็สูญเสียสิทธิ์ในการเข้าครัวไป ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการอาหารที่ยังไม่ทันได้ทอแสงก็ต้องดับวูบลงเช่นนี้
แต่ถ้าหากเป็นการดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ ลุงฝูก็บอกว่าพอรับได้
อย่างเช่นแผ่นแป้งข้าวฟ่างนี่ พอนึ่งจนสุกได้รูปแล้วก็เอาไปย่างไฟนิดหน่อย ลุงฝูบอกว่าแบบนี้ทำได้ ย่างเสร็จแล้วหอมกรอบอร่อยกว่าเดิม อืม นายน้อยบ้านข้าช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ
หรืออย่างเนื้อแกะต้มน้ำเปล่านี้ ก็ไปหากิ่งอบเชยมาใส่ลงไปตุ๋นด้วยกันเพื่อดับคาว ลุงฝูบอกว่าแบบนี้ก็ทำได้ และทุกครั้งที่ใส่กิ่งอบเชยก็ต้องแอบใส่ กลัวว่าคนอื่นจะมาขโมยสูตรลับของนายน้อยบ้านเขาไป
ดังนั้น ของกินในยุคโบราณจริงๆ แล้วมันขาดแคลนมาก และก็เพราะเหตุนี้ ในสมัยโบราณจึงมีเพียงชนชั้นสูงหรือผู้มีอำนาจเท่านั้นที่มีอาหารกินอย่างเหลือเฟือจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ รูปร่างใหญ่โต หรือที่เรียกกันว่า “โหงวเฮ้งดี” (มีบุคลิกมั่งคั่ง)
หนึ่งในความปรารถนาของลุงฝูก็คืออยากให้เผยเฉียนกินจนมีโหงวเฮ้งที่ดูดีขึ้นบ้าง เขามักจะรู้สึกว่าหลังจากป่วยหนัก เผยเฉียนซูบผอมลงไปมาก
ทุกครั้งที่เผยเฉียนหิวและกินข้าว เขามักจะชวนลุงฝูมากินด้วยกันเสมอ แต่ลุงฝูก็จะยิ้มแย้มแล้วส่ายหน้าทุกครั้ง
ลุงฝูมองดูเผยเฉียนกิน เขารู้สึกมีความสุขยิ่งกว่าได้กินเองเสียอีก เขายืนยิ้มอยู่ข้างๆ ในใจของเขา ขอแค่นายน้อยกินอิ่ม นอนหลับ ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นั่นก็คือเรื่องที่น่ายินดีที่สุดแล้ว
ยังดีที่เผยเฉียนเอาเครื่องหลิวหลีไปขายได้เงินมาบ้าง ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่เนื้อแกะต้มน้ำเปล่าเลย แค่ข้าวผสมถั่วก็คงมีปัญหา เฮ้อ ถ้ามีพริกก็คงดี ไม่ทำเนื้อต้มเผ็ด ก็ทำปลาต้มเผ็ด เนื้อแกะต้มเผ็ดก็ได้นี่นา…
พอพูดถึงเนื้อวัว เผยเฉียนก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามว่า “ลุงฝู เมื่อวานคุณชายชุยส่งนามบัตรมา เชิญข้าไปที่บ้านไร่ของเขาในอีกไม่กี่วันนี้ ลุงดูเรื่องนี้สิ…” แน่นอนว่าในนามบัตรของชุยโฮ่วบอกว่าจุดประสงค์หลักคือไปชมทิวทัศน์ป่าเขาด้วยกัน จิบชาใสๆ สนทนาเรื่องคัมภีร์ แลกเปลี่ยนความรู้กัน และในตอนท้ายก็เพิ่งจะเขียนเสริมมานิดหน่อยว่าช่วงนี้ที่ไร่มีวัวตกเขาตายไปตัวหนึ่ง ก็เลยชวนเผยเฉียนมากินเลี้ยงด้วยกันเสียเลย
แม้ว่าทางการราชวงศ์ฮั่นจะมีคำสั่งห้ามฆ่าวัวไถนาโดยพลการ แต่คำว่า “ตกเขาตาย” ย่อมไม่นับว่าเป็นการจงใจฆ่า การได้กินอาหารที่ทำจากวัวทั้งตัวในยุคฮั่น ก็เทียบเท่ากับการไปกินอาหารระดับมิชลินในยุคปัจจุบันนั่นแหละ คนธรรมดาแทบจะไม่มีโอกาสได้กินเลย ดังนั้น คำเชิญของชุยโฮ่วในครั้งนี้ถือว่ามีระดับไม่เบาทีเดียว
“ตระกูลชุย… ข้าได้ยินข่าวลือในตลาดเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลชุยมาบ้าง” ลุงฝูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าควรจะเล่าให้ฟังดีกว่า “ทางเหนือของเมืองมีครอบครัวชาวบ้านครอบครัวหนึ่ง ได้ยินมาว่าตระกูลชุยถูกใจหยกเขียวตกทอดของบ้านนั้น ดึงดันจะขอซื้อให้ได้แต่ก็ไม่เป็นผล หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายของครอบครัวนั้นกลับถูกร้องเรียนว่าแอบติดต่อกับพวกโจรโพกผ้าเหลือง และถูกจับเข้าคุก ครอบครัวนั้นวิ่งเต้นหาทางช่วยแต่ก็ไร้หนทาง ต่อมามีคนชี้แนะให้มอบหยกนั้นให้ตระกูลชุย จึงจะรอดพ้นข้อหาเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ แล้วก็ยังได้ยินมาว่า ชุยโฮ่วคบค้าสมาคมกับพวกจอมยุทธ์พเนจรในเมืองไม่น้อย และในไร่ก็มีพวกยอดฝีมืออยู่เพียบ…”
เผยเฉียนขมวดคิ้ว “ถ้าเป็นอย่างนั้น งานนี้ไม่ไปน่าจะดีกว่าไหม?”
ลุงฝูส่ายหน้า “อย่างไรเสียตระกูลชุยก็เคยเป็นถึงซือถู (หนึ่งในสามตำแหน่งเสนาบดีสูงสุด) ในอดีต มีเส้นสายกับคนในราชสำนักมากมาย หากนายน้อยปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล เกรงว่าจะไม่ดีนัก”
ก็จริง ถึงจะเป็นขุนนางที่เกษียณแล้ว แต่ก็ยังมีอำนาจบารมีอยู่ ต่อให้ตระกูลชุยจะตกต่ำลงแล้ว แต่อูฐที่ผอมโซยังไงก็ตัวใหญ่กว่าม้า มันไม่ใช่สิ่งที่เผยเฉียนซึ่งเป็นแค่สายตระกูลสาขาของตระกูลเผยแห่งเหอลั่วจะไปงัดข้อด้วยได้
ถ้าเปรียบกับยุคปัจจุบัน ก็เหมือนตระกูลที่มีอดีตข้าราชการระดับชาติเชิญว่าที่ข้าราชการชั้นผู้น้อยไปร่วมงานเลี้ยง แล้วไอ้ว่าที่ข้าราชการคนนี้ยังทำตัวหยิ่งไม่ยอมไป ก็คงได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วล่ะ
ใช่ การไม่ไปก็คือการตบหน้าตระกูลชุย
ในยุคฮั่น การกระทำที่เหมือนตบหน้าแบบนี้ สามารถเปลี่ยนเพื่อนให้กลายเป็นศัตรูได้เลย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเตียนฮุน (เถียนเฝิน) และเตาเอ็ง (โต้วอิง) ในสมัยฮั่นอู่ตี้ ตอนนั้นเตียนฮุนเป็นอัครมหาเสนาบดี ส่วนเตาเอ็งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเว่ยฉีโหว มีอยู่วันหนึ่งเตียนฮุนไปเจอขุนนางก้วนฝูซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเตาเอ็ง ก็พูดล้อเล่นว่า ก้วนฝูเอ๋ย ข้าอยากจะไปพบเว่ยฉีโหวพร้อมกับเจ้าเสียหน่อย แต่ดูเจ้ากำลังไว้ทุกข์อยู่ คงไม่สะดวกสินะ งั้นช่างเถอะ
แต่ก้วนฝูกลับไม่ได้คิดว่าเตียนฮุนพูดเล่น เขากล่าวอย่างจริงจังว่า ท่านจะไปพบเตาเอ็งต้องมีเรื่องสำคัญแน่ๆ ข้าจะเอาเรื่องส่วนตัวที่ต้องไว้ทุกข์มาทำให้เรื่องใหญ่ของบ้านเมืองเสียได้อย่างไร เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ตอนเที่ยงเราไปพบเว่ยฉีโหวพร้อมกันเลย
เตียนฮุนรู้สึกหมดสนุก คนๆ นี้ทำไมถึงฟังคำล้อเล่นไม่ออกนะ ก็เลยทำเสียงฮึดฮัดตอบรับไปส่งๆ แล้วก็เดินจากไป
แต่ก้วนฝูกลับคิดว่าเตียนฮุนตกลงแล้ว จึงไปบอกเว่ยฉีโหวเตาเอ็ง ผลคือเตาเอ็งรีบเตรียมการทั้งคืน สั่งให้คนทำความสะอาดลานบ้านและถนนหนทาง เตรียมเหล้ายาปลาปิ้ง พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกมายืนรอที่หน้าประตูกับฮูหยิน รอตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง จากเที่ยงจรดเย็น ผลคือไม่มีใครมาเลย
เตาเอ็งจึงถามก้วนฝูว่า เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าอัครมหาเสนาบดีเตียนฮุนจะมา? ก้วนฝูก็แปลกใจ ใช่สิ เขาเป็นคนบอกเองว่าจะมา ก้วนฝูจึงควบม้าเร็วไปที่จวนอัครมหาเสนาบดี พอไปถึงก็พบว่าเตียนฮุนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท กินอิ่มแล้วก็นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เตาเอ็งจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง และเริ่มตั้งตนเป็นศัตรูกับเตียนฮุนทุกวิถีทาง
ในยุคฮั่น เรื่องหน้าตาบางครั้งก็สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในยุคหลังเสียอีก
พูดไปพูดมาก็ต้องไปอยู่ดี
เผยเฉียนรู้สึกปวดหัว ถ้าสิ่งที่ลุงฝูพูดเป็นความจริง การที่ตระกูลชุยจู่ๆ ก็เชิญเผยเฉียนไป ก็ดูมีเจตนาใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง ตระกูลชุยก็คงเหมือนตอนที่จ้องจะเอาหยกเขียวของครอบครัวชาวบ้านนั่นแหละ ครั้งนี้ก็แค่เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นหลิวหลีแทน และเอาเข้าจริง เทคนิคหลิวหลีนี้ถ้าถึงคราวจำเป็นต้องมอบให้ไปจริงๆ จะทำให้เกิดเอฟเฟกต์ผีเสื้อ (บานปลาย) อะไรขึ้นมาไหมนะ?
แล้วถ้าเลวร้ายกว่านั้น ถ้าตระกูลชุยโลภมากไม่รู้จักพอจะทำยังไง?
เผยเฉียนอดไม่ได้ที่จะสบถในใจ ทำไมเวลาดูละครหรืออ่านนิยาย พวกคนที่ทะลุมิติไปเขาก็ประดิษฐ์โน่นสร้างนี่กันง่ายๆ อยากได้อะไรก็ทำได้ แถมคนรอบตัวตั้งแต่ฮ่องเต้ยันชาวบ้านก็แสนดีและซื่อตรง พูดอะไรมั่วๆ ก็เชื่อไปหมด แต่พอเป็นฉัน แค่ทำหลิวหลีออกมานิดหน่อย ไม่กล้าทำเยอะด้วยซ้ำ ก็โดนคนเพ่งเล็งซะแล้ว แถมยังต้องมาระแวงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตตลอดเวลาอีก นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!
ก็ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป จะทำอะไรได้อีก? หลายสิ่งหลายอย่างยังไม่พร้อม จะหนีตอนนี้ก็ดูจะเร็วเกินไป
“ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ งั้นก็ไป!” เผยเฉียนตัดสินใจเด็ดขาด ถือซะว่าเป็นการทดสอบย่อยๆ ครั้งหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าแค่นี้ยังเอาตัวรอดไม่ได้ แล้วจะไปรอดพ้นจากภัยคุกคามของยอดคนอื่นๆ ได้ยังไง? แต่บางทีอาจจะมีอีกวิธีหนึ่ง ก็คือการไปพูดคุยกับตระกูลหลักดู
ที่เขาว่ากันว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้งฝอย ถ้าฉันเป็นแค่กุ้งฝอย งั้นก็แค่ไปหาปลาใหญ่มาขู่ปลาเล็กอย่างตระกูลชุยก็สิ้นเรื่อง ในยุคหลัง ถ้าคุณไม่อยากฟังคำสั่งหัวหน้า อย่างน้อยคุณก็ต้องไปเกาะขาหัวหน้าของหัวหน้าให้แน่น
“จริงสิ ลุงฝู บ้านไร่ของตระกูลชุยอยู่ที่ไหน ลุงรู้ไหม? ห่างจากเมืองมากไหม?”
“รู้ขอรับ ห่างจากเมืองไม่มาก ออกทางประตูทิศเหนือไปราวแปดเก้าลี้ ตรงตีนเขาเป่ย์หมาง (เป่ย์หมางซาน) นั่นแหละขอรับ”
เผยเฉียนพยักหน้า อ้อไปคำหนึ่ง ก็ถือว่าไม่ไกลเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนะ เขาเป่ย์หมาง ทำไมชื่อนี้มันคุ้นหูจังเลยนะ?

0 Comments