ตอนที่ 498 สหายธรรม ท่านกับข้ามีวาสนาต่อกัน
แปลโดย เนสยังอองอุ้นรู้สึกประหลาดใจ และถึงขั้นไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ลิโป้กลับไม่ชายตามองเหล่านางรำในจวนของตนเลยงั้นหรือ?! หรืออาจจะไม่ใช่ว่าไม่มอง แต่แค่ไม่ได้ใส่ใจเลยต่างหาก
ต้องรู้ไว้ว่า อองอุ้นอุตส่าห์คัดเลือกหญิงงามชั้นดีในจวนออกมาให้ชมเป็นขวัญตาเชียวนะ แม้กระทั่งดรุณีวัยสิบหกปีที่เขาเก็บซ่อนไว้อย่างดี ก็ยังถูกนำมาแสดงตัวในครั้งนี้ด้วยคนที่กำลังร่ายรำนำหน้าอยู่นั่นไง ชัดเจนว่าลิโป้มีอาการเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ทว่าจู่ๆ ทำไมดวงตาคู่เดิมถึงได้กลับมาสุกใสและมีสติอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น?
แม้ลิโป้จะเอ่ยปากชมเปาะถึงเรือนร่างอันอ่อนช้อยงดงามของนางรำ แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งแววตาแห่งความลุ่มหลงหรือปรารถนาใดๆ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายตาที่หื่นกระหายเลยแม้แต่น้อย…
นี่ทำเอาอองอุ้นถึงกับไปไม่เป็น
ชายฉกรรจ์อย่างลิโป้ กลับไม่หวั่นไหวต่อสตรีงดงาม ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหลือเกิน!
ตามที่อองอุ้นคาดการณ์ไว้ ลิโป้ควรจะดื่มสุราจนเมามาย และเมื่อถูกยั่วยวนด้วยความงามระดับนี้ ก็ควรจะหลงระเริงจนลืมตัว แสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็นสิ แต่ทำไมกลับมีท่าทีเหมือนคนถือศีลไม่หวั่นไหวไปได้ล่ะ?
หรือว่าลิโป้ผู้นี้ จะชอบไม้ป่าเดียวกันมั้ง?
อองอุ้นกลอกตาไปมาหลายรอบ ในใจแอบคิดว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง คงต้องเอาคนใช้ในห้องของตนเองออกมา…
“ท่านเวินโหว นางรำในจวนของข้ามีข้อบกพร่องอันใดหรือ?” อองอุ้นตัดสินใจลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
ลิโป้วางจอกสุราลง ยิ้มพลางกล่าวว่า “หามิได้ นางรำในจวนของท่านซือถูงดงามยิ่งนัก ข้าเองก็หวั่นไหวอยู่ไม่น้อย” ลิโป้ไม่ได้โกหก เขารู้สึกหวั่นไหวจริงๆ หากอองอุ้นเสนอให้ เขาก็คงไม่ปฏิเสธ ทว่ามันก็ไม่ได้ถึงขั้นกระหายอยากจนขาดไม่ได้…
เปรียบเสมือนคนที่กินอาหารรองท้องมาบ้างแล้ว เมื่อมีอาหารเลิศรสมาวางอยู่ตรงหน้า จะให้กินต่อก็กินได้ แต่ความรู้สึกหิวโหยกระหายอยากเหมือนตอนท้องว่างนั้น ย่อมไม่มีทางเทียบกันได้
อองอุ้นทำหน้าเหวอ
หวั่นไหว แต่กลับไม่แสดงท่าทีอะไรเลย นี่มัน…
“ท่านเวินโหว มีเรื่องกังวลใจอันใดหรือ?” อองอุ้นหยั่งเชิงต่อ
ลิโป้ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็ส่ายหน้า
เรื่องแบบนี้ จะพูดออกไปได้อย่างไร…
อองอุ้นผู้แก่ประสบการณ์ มีหรือจะจับสังเกตอาการขัดเขินเล็กๆ น้อยๆ ของลิโป้ไม่ได้ ทว่าเมื่อเห็นลิโป้ไม่ยอมเปิดปาก เขาก็หัวเราะเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เปลี่ยนมาเป็นรินสุราให้แทน ภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเริ่มคิดคำนวณอย่างหนัก
ด้วยตำแหน่งขุนนางระดับสองพันสืออย่างลิโป้ในตอนนี้ หากอ้างอิงตามหลักการทั่วไป แม้จะหมายปองบุตรสาวของขุนนางระดับหกร้อยสือ ก็ย่อมสามารถสู่ขอมาได้ หรือแม้แต่กับขุนนางระดับสามกงอย่างเขา หากลิโป้ต้องการจะขอนางรำสักคน เขาก็คงยินดีประเคนให้โดยไม่ขัดข้อง…
เว้นเสียแต่ว่า ลิโป้หมายปองคนที่ไม่สามารถครอบครองได้ หรือแม้แต่ไม่อาจเอ่ยปากขอได้ด้วยซ้ำ…
อองอุ้นยกจอกสุราขึ้น หรี่ตาลง ปล่อยให้สุราไหลรินลงคอ ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
อองอุ้นวางจอกสุราลง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ท่านเวินโหว ท่านกับข้าล้วนเป็นชาวปิงโจว มีวาสนาได้มาพานพบกัน ณ ที่แห่งนี้ หากท่านเชื่อใจข้า มีเรื่องหนักใจอันใดก็จงบอกมาเถิด ในราชสำนักแห่งนี้ ข้าเองก็พอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้าง…”
ลิโป้วางจอกสุราลง ยกมือขึ้นนวดขมับ ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า “น้ำใจของท่านซือถู ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก หากมีเรื่องเดือดร้อน ย่อมต้องบอกกล่าวแก่ท่านแน่”
ลิโป้เพียงแค่เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ใช่คนโง่ เรื่องพรรค์นี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
เมื่ออองอุ้นเห็นว่าไม่อาจล้วงความลับจากลิโป้ได้ ก็ไม่ได้ร้อนใจ อย่างไรเสีย ในเมื่อรู้แล้วว่าลิโป้มีเรื่องปิดบังอยู่ ก็เพียงแค่คอยจับตาดูให้ดี ถึงเวลาก็ย่อมรู้เอง…
××××××××××××××
ผ่านไปหลายวัน เมืองผิงหยางก็ค่อยๆ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นไปได้ ชาวบ้านธรรมดามักจะเป็นผู้ที่ลืมง่ายและสนใจแต่เรื่องตรงหน้า…
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ขอเพียงได้มีชีวิตอยู่ในวันนี้ สามารถผ่านพ้นวันนี้ไปได้ และมีความสุขขึ้นอีกนิด ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว…
เผยเฉียนในเวลานี้ก็กำลังเบิกบานใจ ไม่คิดเลยว่าฉางหลินจะสามารถเชิญตัวลิ่งหูเส้า ขงซู แห่งตระกูลลิ่งหูจากเมืองหูกวนมาได้จริงๆ!
หลังจากการต้อนรับ ก็ได้จัดงานเลี้ยงรับรองขึ้นที่ห้องโถงจวนเจ้าเมืองผิงหยาง โดยมีเจี่ยฉวีและฉางหลินร่วมโต๊ะด้วย
ลิ่งหูเส้าอายุยังไม่มาก น่าจะราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ความสูงประมาณเจ็ดเชียะ (ประมาณ 160-170 ซม.) รูปร่างสันทัด หน้าตาก็ธรรมดาๆ อาจจะดูด้อยกว่าเจี่ยฉวีเสียด้วยซ้ำ ไว้หนวดทรงแปดจีนเหนือริมฝีปาก โชคดีที่หนวดค่อนข้างดกดำ มิฉะนั้นคงดูตลกขบขัน และขาดความน่าเชื่อถือไปเลย
หลังจากแขกและเจ้าบ้านนั่งลงประจำที่แล้ว ลิ่งหูเส้าอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสะดวกนัก จึงล้วงเอาแผ่นไม้ไผ่ม้วนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางไว้ข้างตัว…
มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้เผยเฉียนถึงได้รู้สึกว่าชายผู้นี้แม้จะอายุยังน้อย แต่ทำไมพุงถึงได้ป่องขนาดนั้น ที่แท้ก็เพราะซ่อนม้วนแผ่นไม้ไผ่ไว้นี่เอง…
ฉางหลินที่อยู่ข้างๆ หัวเราะแล้วถอนหายใจ กล่าวว่า “ขงซูช่างขาดตำราไม่ได้เลยจริงๆ! ตำราเล่มนี้ยังอ่านไม่จบอีกหรือ?”
ลิ่งหูเส้าก็หัวเราะเช่นกัน อธิบายให้เผยเฉียนฟังว่า “บังเอิญได้ตำรา ‘ผานเกิง’ มา ทว่าถ้อยคำนั้นเก่าแก่และลึกซึ้งนัก ยังไม่ค่อยเข้าใจถ่องแท้ จึงต้องพกติดตัวไว้เสมอ คอยหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจความหมาย”
“อ้อ ตำราของตระกูลโอวหยาง หรือตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กเล่า?” เผยเฉียนยิ้มถาม บัณฑิตในยุคนี้ส่วนใหญ่มักจะรักการอ่านตำรา ทว่าผู้ที่พกตำราติดตัวตลอดเวลานั้น กลับพบเห็นได้น้อยนัก
“เป็นตำราของแปดปรมาจารย์ (ปาซื่อป๋อสื้อ) ขอรับ” ลิ่งหูเส้าประสานมือกล่าว
เผยเฉียนมองไปทางเจี่ยฉวี แล้วกล่าวว่า “ช่างบังเอิญนัก เมื่อวานนี้ตำราอรรถาธิบายของตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กเพิ่งจะส่งมาถึง วันนี้ตำราของแปดปรมาจารย์ก็มาถึงอีก ช่างประจวบเหมาะจริงๆ”
ม้วนตำราจากหอหยุนไถในเมืองลั่วหยาง เดินทางมาค่อนข้างล่าช้า เพิ่งจะมาถึงเมื่อวานนี้เอง เมื่อตรวจสอบจำนวนดู ปรากฏว่ามีตำรากว่าสามร้อยชุด รวมทั้งสิ้นกว่าพันสามร้อยม้วน อัดแน่นเต็มรถม้าถึงสองคันเต็มๆ
เผยเฉียนจึงรีบสั่งให้คนจัดเตรียมห้องในจวนเจ้าเมืองผิงหยางโดยเฉพาะ และสั่งทำชั้นไม้สำหรับเก็บรักษาตำราเหล่านี้ทันที
แน่นอนว่าในบรรดาตำราเหล่านี้ มีตำราฉบับต้นฉบับและฉบับหายากค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เป็นตำราที่เหล่าปรมาจารย์ (ป๋อสื้อ) ในยุคราชวงศ์ฮั่นได้รวบรวมและคัดลอกมาจากแหล่งต่างๆ ทว่าต่อให้เป็นเพียงฉบับคัดลอก ก็ยังคงมีคุณค่ามหาศาลอยู่ดี หนึ่งในนั้นก็คือตำราอรรถาธิบายของตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กนั่นเอง
“ตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กหรือ?” ลิ่งหูเส้าเอนตัวไปข้างหน้า ถามด้วยความตื่นเต้น นี่คือตระกูลปรมาจารย์ด้านคัมภีร์ซ่างซูที่มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับแปดปรมาจารย์แห่งตระกูลโอวหยาง เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลิ่งหูเส้าก็รู้สึกคันไม้คันมือจนแทบนั่งไม่ติด ทานอาหารไปได้เพียงเล็กน้อย ก็วางชามและตะเกียบลง จ้องมองเผยเฉียนตาละห้อย อึกอักอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า
เผยเฉียนยิ้มกล่าว “การต้อนรับของเราบกพร่อง หรืออาหารไม่อร่อยหรือ?”
ลิ่งหูเส้ากล่าวว่า “หามิได้! อาหารเลิศรส เป็นเพียงความต้องการในแต่ละวัน ทว่ากลิ่นหมึกและตำราล้ำค่าต่างหาก คือความพึงพอใจชั่วชีวิต! ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้มีวาสนาได้พบตำราของตระกูลโอวหยางและตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กพร้อมกัน ข้ารู้สึกยินดีและปรารถนาจะได้อ่านยิ่งนัก หวังว่าท่านขุนพลจงหลางจะไม่ถือสา!”
ในเมื่อลิ่งหูเส้าแสดงความกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เผยเฉียนก็ไม่รอช้า สั่งให้เจี่ยฉวีไปนำตำราอรรถาธิบายของตระกูลเซี่ยโหวใหญ่เล็กมาให้ทันที
ลิ่งหูเส้าดีใจจนเนื้อเต้น รีบเรียกทหารรับใช้มาล้างมือ เช็ดจนแห้งสนิท แล้วจึงค่อยๆ ประคองม้วนตำราขึ้นมาเปิดอ่านอย่างทะนุถนอม ไม่นานเขาก็ตกอยู่ในภวังค์ หมกมุ่นอยู่กับการอ่าน พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ…
เผยเฉียนมองลิ่งหูเส้า พลันนึกถึงใครบางคนขึ้นมา พวกเขาต่างก็รักการอ่านตำราเหมือนกัน ถึงขั้นลืมวันลืมคืนและลืมกินลืมนอนเป็นประจำ
เผยเฉียนปรายตามองฉางหลิน ฉางหลินก็ลูบหนวดเคราและยิ้มตอบ เผยเฉียนจึงพยักหน้ารับ รู้แล้วว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ฉางหลินจึงมั่นใจนัก…
การที่เมืองผิงหยางแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นสถานศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนตอนเหนือ และมีคลังตำรามากมายมหาศาล แรงดึงดูดอันมหาศาลนี้ ก็เปรียบเสมือนการนำสุราชั้นเลิศไปวางไว้ใต้จมูกของคนขี้เมา ย่อมดึงดูดผู้ที่รักการอ่านอย่างลิ่งหูเส้า หรือแม้กระทั่งบัณฑิตจากหานเหมิน (ตระกูลตกต่ำ) ที่ไร้โอกาสในการศึกษา ให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างแน่นอน
ทว่า สำหรับคนที่รักการอ่านตำราอย่างลิ่งหูเส้า การจะให้เขาไปเป็นปรมาจารย์ด้านคัมภีร์ (จิงสวี่ป๋อสื้อ) ก็ดูจะอายุน้อยเกินไป แต่หากจะให้ไปเป็นขุนนางท้องถิ่น ก็เกรงว่าจะมัวแต่อ่านตำราจนลืมงาน คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อน
ในบรรดานิยายสามก๊กทั้งหมด คงมีแค่ข้าคนเดียวล่ะมั้งที่เขียนถึงเรื่องภาวะเงินเฟ้อ…
แต่นี่คือความจริงในประวัติศาสตร์
แม้แต่ในช่วงปลายยุคสามก๊ก แคว้นจ๊กก็ขายผ้าไหม แคว้นอู๋ก็ขายแร่ธาตุ แคว้นวุยก็ขายม้า ทั้งสามแคว้นเพื่อจะสูบเลือดสูบเนื้อกันเอง ต่างก็แข่งกันออกเหรียญกษาปณ์ด้อยค่า (เงินชั่ว) แล้วก็ตกลงสู่วังวนแห่งการแข่งขันว่าใครจะ “ชั่ว” กว่ากัน…
จะว่าไปแล้ว เรื่องพรรค์นี้ไม่เพียงแค่ตั๋งโต๊ะที่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แม้แต่เล่าปี่ผู้ยิ่งใหญ่… หึหึ… ก็เคยทำเหมือนกัน…

0 Comments