ตอนที่ 464 เข่นฆ่า
แปลโดย เนสยังตั๋งโต๊ะนั่งตัวตรงอยู่บนรถม้าลู่เชอ (รถม้าสำหรับชนชั้นสูง) ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความโหดเหี้ยม ทอดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางเบื้องหน้าที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกราวกับฝูงนกคุ่ม
ร่มเงาอันวิจิตรตระการตาของรถม้าลู่เชอ สาดประกายเจิดจ้าล้อแสงตะวัน ราวกับจะทิ่มแทงดวงตาของเหล่าขุนนางแห่งลั่วหยาง ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา ฝังศีรษะลงกับอกแทบจะมุดหายเข้าไปในลำตัว
รถม้าเทียมด้วยม้าหกตัว
ประดับประดาด้วยทองคำและหยก
แม้รถม้าทั้งคันจะงดงามและหรูหราเพียงใด แต่ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อได้เห็น จุดนำสายตาก็มักจะถูกช่วงชิงไปโดยตั๋งโต๊ะที่นั่งอยู่ภายในรถม้าคันนั้นเสมอ
ตั๋งโต๊ะสวมกวานหลงจิน (หมวกคลุมศีรษะ) สวมชุดมี่ยนฝู (ชุดพิธีการ) ท่อนบนเป็นสีดำขลับ แขนกว้าง บนแขนเสื้อมีด้ายทองปักลวดลายอีกาสามขาสีทองข้างละตัว ทอประกายเรืองรองเมื่อกระทบแสงแดด ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่บนแขนเสื้อ บริเวณเอวและขาคลุมด้วยปี้ซี (ผ้านุ่ง) สีดำ ปักลวดลายมังกรชือหลงสีแดงสด ใต้ปี้ซีคือชายเสื้อยาวสีแดง สวมรองเท้าสีแดง ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม รูปร่างสูงใหญ่ดั่งขุนเขา
มือข้างหนึ่งของตั๋งโต๊ะพาดอยู่บนราวไม้สีแดงที่แกะสลักลวดลายเมฆสีทอง ซึ่งกั้นรถม้าลู่เชอไว้ทั้งสามด้าน ส่วนมืออีกข้างจับด้ามดาบ ดวงตาของเขาลึกโบ๋ ถุงใต้ตาดำคล้ำ มีเพียงลูกตาดำสองดวงที่เปล่งประกายราวกับลูกไฟวิญญาณในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ท่านอัครมหาเสนาบดีตั๋งโต๊ะได้ชัยชนะจากศึกเซียวผิงจิน กลับคืนสู่ราชสำนัก บรรดาขุนนางที่ยังหลงเหลืออยู่ในลั่วหยาง รวมถึงคหบดีบางส่วนที่ยังไม่ได้อพยพไป ย่อมต้องออกมาต้อนรับและแสดงความยินดี
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอัครมหาเสนาบดีที่ได้ชัยชนะกลับคืนสู่ราชสำนัก! ท่านอัครมหาเสนาบดีจงเจริญ! ท่านอัครมหาเสนาบดีจงเจริญ!” ภายใต้การนำของขุนนางกรมพิธีการ ฝูงชนที่อยู่ทั้งสองฝั่งถนนต่างคุกเข่าคำนับและกล่าวคำอวยพรอย่างพร้อมเพรียง
ตั๋งโต๊ะตีหน้าขรึม ไม่ขยับเขยื้อน ไม่ปริปากพูดสิ่งใด เพียงแค่กวาดสายตาดุดันมองผ่านผู้คนที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างไปทีละคนๆ อย่างช้าๆ
บรรยากาศเงียบกริบ
เมื่อตั๋งโต๊ะไม่เอ่ยปาก ขุนนางกรมพิธีการก็ไม่กล้าส่งเสียง ทุกคนต่างก็ไม่กล้าเงยหน้าหรือลุกขึ้นยืน ได้แต่นิ่งเงียบราวกับรูปปั้นไม้ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หรือขยับตัวแม้แต่น้อย
แม้สภาพอากาศจะไม่ได้ร้อนอบอ้าว แต่หลายคนกลับมีเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าและร่างกาย หยดแหมะลงสู่ฝุ่นดินเม็ดแล้วเม็ดเล่า
ในที่สุด มือที่พาดอยู่บนราวไม้สีแดงของรถม้าก็ขยับ ค่อยๆ พลิกหงายฝ่ามือขึ้น ปลายนิ้วกระดิกเล็กน้อย…
ขุนนางกรมพิธีการเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบสั่งการให้ทุกคนลุกขึ้นยืน
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ เดิมทีควรจะมีพิธีมอบเชลยศึก แต่ในเมื่อยามนี้องค์จักรพรรดิประทับอยู่ที่นครหลวงฉางอัน ฝั่งตะวันตก ส่วนลั่วหยางนี้ตั๋งโต๊ะเป็นใหญ่ที่สุด จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำพิธีมอบเชลยศึกแต่อย่างใด ดังนั้น ตั๋งโต๊ะจึงไม่ได้นำเชลยศึกมาด้วย แต่กลับนำเอาหัวคนใส่รถม้ามาถึงสามคันเต็มๆ
แน่นอนว่าหัวคนเหล่านี้ไม่ต้องขนเข้าไปในเมือง เพียงแค่หาพื้นที่ว่างริมถนน แล้วก็เริ่มก่อจิงกวน (หอคอยหัวมนุษย์) ขึ้นมาทันที…
ทหารที่ติดตามตั๋งโต๊ะล้วนเป็นทหารผ่านศึกจากซีเหลียง พวกเขาคุ้นเคยกับเรื่องพรรค์นี้เป็นอย่างดี ต่างคว้าหัวคนโยนทิ้งไว้ข้างทางราวกับกำลังโยนก้อนเนื้อเน่าๆ ที่เปื้อนคราบสกปรก หัวคนหล่นกระทบพื้นดินดัง “ตุ้บๆ” หากหัวไหนกระดอนไปไกล ทหารซีเหลียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็จะเตะดัง “ป้าบ” ส่งมันกลับเข้าไปในกองหัวคน
ส่วนผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองลั่วหยาง ไม่เคยพบเจอภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ต่างพากันหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทา แต่เมื่อตั๋งโต๊ะยังไม่ออกคำสั่ง และยังไม่เคลื่อนขบวนเข้าเมือง พวกเขาที่ออกมาต้อนรับ จึงต้องฝืนทนยืนดูภาพสยดสยองต่อไป
ตั๋งโต๊ะหรี่ตาลง จ้องมองฝูงชนเขม็ง จู่ๆ สายตาก็หยุดนิ่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเล็กน้อย เขากวักมือเรียกให้ลิโป้ที่อยู่ข้างกายเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบสั่งการบางอย่าง
ลิโป้ก้มหน้ารับคำสั่ง พยักหน้า แล้วสะบัดเท้ากระโดดลงจากม้า นำทหารอีกสองสามนายพุ่งตรงเข้าไปในฝูงชน คว้าตัวคนผู้หนึ่งลากออกมา โยนลงแทบเท้ารถม้าลู่เชอของตั๋งโต๊ะ
“ไท่ฉางเฉิง…” ตั๋งโต๊ะมองด้วยสายตาเย็นชา ริมฝีปากหนาขยับเอ่ยขึ้น “เหตุใดใบหน้าของเจ้าจึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า?”
ไท่ฉางเฉิงตัวสั่นงันงก โขกศีรษะคำนับไม่หยุดหย่อน น้ำเสียงสั่นเครือปนเสียงสะอื้น “ท่านอัครมหาเสนาบดีโปรดไว้ชีวิต… ท่านอัครมหาเสนาบดีโปรดไว้ชีวิต…”
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนเขาตั้งตัวไม่ติด ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแก้ตัว ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญขอชีวิต
ตั๋งโต๊ะเอียงคอเล็กน้อย
ลิโป้ชักดาบออกมา มือหนึ่งจิกผมของไท่ฉางเฉิง กระชากไปด้านข้าง บังคับให้เผยให้เห็นลำคอ จากนั้นประกายดาบก็สว่างวาบ ฟันฉับลงไปในดาบเดียว!
“พรวด…”
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ บ้างก็กระเด็นไปโดนขุนนางที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นจุดสีแดงฉานเต็มใบหน้าและเสื้อผ้า
แม้จะลงมือฆ่าไปแล้ว แต่ตั๋งโต๊ะกลับไม่ได้รู้สึกสะใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกถึงความหงุดหงิดที่เพิ่มพูนขึ้นในใจ ดวงตาสีแดงก่ำเบิกโพลง กวาดสายตามองไปที่ขุนนางที่เหลือ…
“ซ่างซูผูเย่ เหตุใดเจ้าจึงย้อนกลับมาที่ลั่วหยาง?” ตั๋งโต๊ะค่อยๆ ยกนิ้วอวบอ้วนกลมป้อม ชี้ไปยังบุคคลหนึ่งในฝูงชน
ขุนนางคนอื่นๆ ที่อยู่รอบกายซ่างซูผูเย่ ต่างพากันถอยกรูดออกไปก้าวหนึ่งราวกับหลบหนีโรคระบาด ทันใดนั้น ซ่างซูผูเย่ก็ปรากฏตัวโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนราวกับกระเรียนในฝูงไก่
ลิโป้โบกมือ ทหารซีเหลียงสองนายก็พุ่งปรี่เข้าไปราวกับหมาป่าหิวโซ กระชากตัวเขามาที่หน้ารถม้าลู่เชอของตั๋งโต๊ะ แล้วเตะล้มลงไปกองกับพื้น
“…เรียนท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าน้อย… ข้าน้อยที่บ้าน… มีสิ่งของบางอย่างยังขนย้ายไม่หมด… จึงได้ย้อนกลับมา…” ซ่างซูผูเย่ตัวสั่นระริก ฟันกระทบกันดังกึกๆ แต่ก็ยังฝืนอธิบายความหมายออกมาได้
“อ้อ?” ตั๋งโต๊ะเบิกตาสีแดงก่ำ แสยะยิ้ม “การย้ายเมืองหลวงเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เจ้า… หึหึ กลับเห็นแก่ทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ละทิ้งเรื่องบ้านเมือง? ในเมื่อไม่อยากอยู่ที่เมืองหลวงตะวันออก (ลั่วหยาง) แล้วจะเก็บเจ้าไว้ทำไม?”
“ท่านอัครมหาเสนาบดี…”
ซ่างซูผูเย่พยายามจะอธิบายต่อ แต่น่าเสียดายที่ตั๋งโต๊ะไม่คิดจะรับฟังอีกต่อไป เขาเพียงแค่โบกมือ
ประกายดาบสว่างวาบ หัวคนก็หลุดร่วงลงพื้น
ทุกคนหน้าซีดเผือด แทบอยากจะให้มีรูบนพื้นโผล่ขึ้นมาให้มุดหนี เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของตั๋งโต๊ะ…
ผู้คนบางส่วนในฝูงชนที่แอบหนีกลับมาด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เริ่มถอยร่นไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ แต่พฤติกรรมเช่นนี้ ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของตั๋งโต๊ะที่ประทับอยู่บนรถม้าลู่เชอ นิ้วอวบอ้วนชี้ไปอีกสองสามครั้ง ดวงวิญญาณไร้หัวก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายดวง
หน้าลานรถม้าลู่เชอในยามนี้ เมื่อเสี้ยววินาทีก่อนยังเป็นขุนนางสวมหมวกสูง แต่งกายภูมิฐาน แต่เสี้ยววินาทีต่อมา กลับถูกตัดหัวขาดกระเด็นโดยปราศจากการไต่สวนหรือคำพิพากษาใดๆ…
เลือดไหลนองจากรอยตัดที่คอของศพบนพื้น ย้อมถนนจนกลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนคลื่นเหียน ราวกับเศษเหล็กขึ้นสนิมที่ถูกกวาดขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ
ทว่าในยามนี้ ตั๋งโต๊ะกลับรู้สึกว่าจิตใจที่กระวนกระวายได้สงบลงบ้าง เขาจึงสูดหายใจลึก ดึงเอากลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นจากโพรงจมูกลึกเข้าไปในปอด แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ถ่ายทอดคำสั่งของข้า ผู้ใดที่อยู่ในลั่วหยาง ภายในสามวัน หากยังย้ายออกไปไม่หมด ผู้ใดที่ยังรั้งอยู่ ให้ประหารชีวิตให้หมดสิ้น!”
กล่าวจบ ตั๋งโต๊ะก็ทิ้งให้ผู้คนที่หวาดกลัวจนแทบเสียสตินั่งอึ้งอยู่เบื้องหลัง แล้วนำกองทหารมุ่งหน้าตรงเข้าสู่พระราชวังทางทิศเหนือ…
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้คนจึงค่อยๆ ได้สติ ไม่สนใจที่จะรักษาภาพลักษณ์อันสุขุมของตนอีกต่อไป ต่างคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเข้าเมืองไปราวกับถูกไฟลนก้น
หัวของอดีตไท่ฉางเฉิง ซ่างซูผูเย่ และคนอื่นๆ ที่กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ก็ถูกเตะกระเด็นไปทางไหนก็ไม่รู้ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ทิ้งไว้เพียงร่างไร้หัวสองสามร่าง นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝุ่นทรายสีเหลือง ปล่อยให้เลือดหยดสุดท้ายไหลรินจนเหือดแห้ง…

0 Comments