You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

บนยอดเขาเล็กๆ เมื่อเผยเฉียนมาถึง อวี๋ฝูหลัวกำลังนั่งอยู่บนพื้นเพียงลำพัง มือหนึ่งเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ อีกทางหนึ่งก็ฮัมเพลงพื้นบ้านที่ไม่คุ้นหูออกมา

ชาวหูดูเหมือนจะเป็นนักร้องมาตั้งแต่เกิด หรืออาจเป็นเพราะภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งหญ้าที่หล่อหลอมให้พวกเขามีน้ำเสียงที่ทุ้มลึกและกังวาน เสียงร้องของอวี๋ฝูหลัวก็เป็นเช่นนั้น แม้เผยเฉียนจะฟังไม่ออกว่าเนื้อร้องหมายความว่าอย่างไร แต่จากท่วงทำนองอันล่องลอยนั้น ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความคะนึงหาบ้านเกิดของอวี๋ฝูหลัว…

เมื่อเพลงจบลง เผยเฉียนก็ปรบมือชื่นชมเบาๆ “ชานอวี่ช่างอารมณ์สุนทรีย์นัก ร้องเพลงได้ไพเราะยิ่ง แฝงไปด้วยความรู้สึกอันกว้างใหญ่ไพศาลและอ้างว้าง”

อวี๋ฝูหลัวลุกขึ้นต้อนรับ พร้อมกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเผยชมเกินไปแล้ว ก็แค่เพลงต้อนสัตว์ของบ้านเกิด ร้องเล่นตามอารมณ์เท่านั้น… มาเถิด เชิญนั่ง…”

อาจเป็นเพราะขลุกอยู่กับฝูงแกะนานเกินไป หรืออาจจะกินเนื้อแกะมากเกินไป ห่างจากตัวอวี๋ฝูหลัวราวสามเมตร ก็มักจะได้กลิ่นสาบแกะโชยมาเตะจมูกเสมอ

แกะในยุคราชวงศ์ฮั่นส่วนใหญ่ไม่ถูกตอน

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ในยุคราชวงศ์ฮั่น อวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ส่วนใหญ่ล้วนมีอิสระ ยกเว้นแต่มนุษย์

แม้ว่าเทคนิคการตอนสัตว์จะมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ยและซางแล้ว แต่เทคนิคการตอนมนุษย์กลับก้าวหน้าล้ำหน้าไปไกลกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกตอนขนานใหญ่ เป็นสัตว์ชนิดแรกที่มีการกำหนดขั้นตอนและมาตรการการตอนอย่างเข้มงวด ถึงขั้นมีห้องสำหรับตอนโดยเฉพาะที่เรียกว่า “ห้องไหม”…

อวี๋ฝูหลัวคงนึกไม่ถึงเด็ดขาดว่า ในขณะที่นั่งอยู่ด้วยกันนี้ เผยเฉียนกำลังคิดถึงวิชาการตอนอยู่ มิฉะนั้นเขาคงกำมีดหั่นเนื้อในมือไว้แน่นเป็นแน่

วันนี้อวี๋ฝูหลัวเป็นเจ้ามือ เลี้ยงอาหาร แน่นอนว่าเมนูหลักก็ยังคงเป็นสามอย่างเดิม คือ เนยแข็ง เนื้อแกะ และสุรานมม้า…

เนยแข็งไม่ได้ผ่านการสกัดหรือกรองให้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าในฐานะหัวหน้าเผ่าและชานอวี่ผู้ยิ่งใหญ่ อาหารการกินย่อมต้องประณีตกว่าคนทั่วไปบ้าง แต่ก็มีขีดจำกัด ก้อนเนยแข็งตรงหน้านี้ แม้สีจะไม่ถึงกับดำคล้ำ แต่ก็เดาได้ว่ากระบวนการผลิตคงมีปัญหาบางขั้นตอน หรือไม่ก็อาจจะเก็บรักษาไม่ดีพอ ทำให้มีฝุ่นผงเกาะอยู่บ้างจนดูเป็นสีเทาๆ แถมบางครั้งเวลากินยังเคี้ยวโดนเม็ดทรายอีกด้วย

ส่วนเนื้อแกะนั้น ก็ยังคงรสชาติเดิม คือมีกลิ่นสาบแกะอย่างเต็มเปี่ยม หากเป็นคนยุคหลังที่ไวต่อกลิ่นสาบแกะ มาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่นก็แทบจะหมดสิทธิ์กินเนื้อสัตว์ใหญ่ไปเลย เนื้อวัวนั้นดีที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะหากินได้ตามใจชอบ ส่วนที่เหลือก็มีแค่เนื้อแกะที่สาบจัด กับเนื้อหมูที่เหม็นคาวจัด ให้เลือกเพียงสองอย่าง

แน่นอนว่ายังมีไก่ เป็ด และปลาบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะหาพบได้บ่อยๆ สาเหตุหลักคือยังไม่มีการปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ล้วนแต่เป็นชาวนาเลี้ยงไว้ขายประปราย แถมหากเกิดโรคระบาดในหมู่ไก่และเป็ดขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเช่นกัน

ปลาก็พอมี คนแถบหยางโจวยังชอบกินปลาดิบด้วยซ้ำ แต่เพราะปลาขาดน้ำก็ตาย แถมยังไม่มีวิธีการขนส่ง พื้นที่ห่างไกลและเขตภูเขาจึงหากินปลาได้ยากยิ่ง

“ชานอวี่ หลังจากนี้คงต้องพักสงบศึกไปสักระยะหนึ่งแล้วล่ะ…” เผยเฉียนกล่าวช้าๆ พลางถือมีดเล่มเล็กเฉือนเนื้อแกะ เนื้อซี่โครงแกะที่มีมันแทรกกำลังดี เคี้ยวเพลิน เมื่อนำไปย่างแล้วส่งกลิ่นหอมฉุย โดยเฉพาะไขมันที่ย่างจนเกรียมเกือบไหม้ เมื่อแตกซ่านในปาก รสชาตินั้นช่างชวนให้น้ำลายสอ

อวี๋ฝูหลัวได้ยินดังนั้นก็ชะงัก คิ้วหนาดกดำแทบจะขมวดเข้าหากัน โน้มตัวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าเสื้อคลุมหนังแกะจะไปเสียดสีกับเนื้อแกะมันย่องในจาน จ้องมองเผยเฉียนเขม็ง แล้วกล่าวเสียงต่ำ “ท่านเจ้าเมืองเผยหมายความว่าอย่างไร หรือคิดจะกลืนคำพูด ผิดสัญญาหรือ?”

เดิมทีที่อวี๋ฝูหลัวเชิญเผยเฉียนมากินเลี้ยง ก็เพื่อจะตกลงขั้นตอนและเวลาที่ชัดเจน มิฉะนั้นใจของเขาก็คงแขวนลอยอยู่กลางอากาศ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ต้องมาได้ยินประโยคนี้จากเผยเฉียน หากไม่ใช่เพราะประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหล่อหลอมให้นิสัยของเขาสุขุมขึ้นมาก ป่านนี้เขาคงคว่ำโต๊ะไปแล้ว…

เผยเฉียนไม่ได้ลุกลี้ลุกลนแต่อย่างใด กล่าวตอบว่า “ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศอบอุ่น สรรพสิ่งเจริญงอกงาม ถึงฤดูกาลแล้วล่ะ… หรือชานอวี่คิดจะเดินเท้าเปล่า ไม่ขี่ม้าไปราชสำนักฝ่ายใต้หรือ?”

อวี๋ฝูหลัวเบิกตากว้าง กะพริบตาปริบๆ อยู่สองสามครั้ง กว่าจะตั้งสติได้ “นี่… นึกไม่ถึงเลยว่า… ท่านเจ้าเมืองเผยจะรู้เรื่อง… เอ้อ… เรื่องนี้ด้วย…”

อวี๋ฝูหลัวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไปชั่วขณะ ไม่รู้จะประเมินเผยเฉียนอย่างไรดี

เมื่อพ้นเดือนสาม อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ม้าก็ค่อยๆ เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ พฤติกรรมตามสัญชาตญาณสัตว์เช่นนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความต้องการของมนุษย์ ในเดือนห้า พวกมันจะเริ่มผสมพันธุ์กันขนานใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมนี้จะกินเวลาไปจนถึงเดือนเจ็ดหรือเดือนแปด จากนั้นจึงจะค่อยๆ เข้าสู่ช่วงหมดอารมณ์ทางเพศ สมองอันน้อยนิดของม้าจึงจะเริ่มกลับมามีสติสัมปชัญญะ รู้จักแยกแยะมิตรศัตรู และยอมเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของอีกครั้ง

มิฉะนั้น ขอเพียงมีม้าตัวเมียติดสัดเพียงตัวเดียว ม้าตัวผู้ทั้งหมดก็จะพากันคลุ้มคลั่ง กัดกันเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่สนใจว่าเป็นม้าฝ่ายตัวเองหรือฝ่ายศัตรู ต่อให้กัดกันจนหนังถลอกเลือดอาบก็ไม่สน เพื่อให้ได้เสพสุขสักครั้ง อืม เสพสุขสักหลายๆ ครั้ง…

เผยเฉียนพยักหน้า ไม่ได้กล่าวอะไร

ชาวฮั่นกับชาวหูนั้นแตกต่างกัน

เนื่องจากชาวหูเป็นชนเผ่าเร่ร่อน มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล โดยปกติจึงแทบไม่ค่อยทำสงครามกันเอง ต่อให้มี ก็มักจะเป็นการแย่งชิงสิทธิ์สืบทอดอย่างอวี๋ฝูหลัว หรือแย่งชิงทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แต่ชาวฮั่นนั้นต่างออกไป นับตั้งแต่ยุคจ้านกั๋วเป็นต้นมา ก็กลายเป็นว่ามีศึกสงครามไม่เว้นแต่ละวันตลอดทั้งสี่ฤดู จากฤดูใบไม้ผลิยันฤดูร้อน จากฤดูร้อนยันฤดูใบไม้ร่วง จากฤดูใบไม้ร่วงยันฤดูหนาว…

เพื่อให้ม้าศึกสามารถปรับตัวเข้ากับการทำสงครามที่ยาวนาน และลดปัญหาที่เกิดจากฤดูกาล ม้าศึกส่วนใหญ่จึงถูกนำไปตอน

ในยุคหลังๆ แม้แต่ม้าที่ชาวหูนำมาขายให้ชาวฮั่น ก็ยังถูกตอนมาเรียบร้อยแล้ว…

แต่ม้าที่อวี๋ฝูหลัวนำลงใต้มาด้วย ส่วนใหญ่เป็นม้าตามธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกตอน ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูกาลนี้แล้ว ต่อให้ออกเดินทางไปราชสำนักทันที พอไปถึงก็คงเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์พอดี ม้าพากันวุ่นวายปั่นป่วนไปหมด แล้วจะเอาไปรบได้อย่างไร?

บุกทะลวงไปได้ครึ่งทาง แล้วม้าก็จับคู่กันเลี้ยวเข้าป่าละเมาะข้างทางไปเสพสุขกัน…

อะแฮ่ม

อวี๋ฝูหลัวเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ก็ได้แต่ยกมือเกาหัว จะให้จับม้าทั้งหมดมาตอนตอนนี้ก็คงไม่ได้ การกระทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อกินอิ่มมื้อเดียว เป็นการทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน หากไปไม่ถึงราชสำนัก ก็จะไม่มีอะไรเหลือให้สานต่อเลย

“เฮ้อ! เช่นนี้จะทำอย่างไรดี…” อวี๋ฝูหลัวร้อนใจดั่งไฟสุม ไม่อยากรอช้าแม้แต่วินาทีเดียว แต่อุปสรรคในโลกความเป็นจริงก็วางอยู่ตรงหน้า หากปราศจากความร่วมมือจากเผยเฉียน ลำพังกำลังของเขาเพียงคนเดียว ย่อมไม่มีทางทำสำเร็จ และเผยเฉียนก็คงไม่ยอมทุ่มสุดตัว เทหมดหน้าตักเพื่อช่วยเขาทวงคืนราชสำนักฝ่ายใต้แน่ๆ ต่างฝ่ายต่างก็แค่ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงต้องร่วมมือกัน ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้

“ยามนี้ก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย ชานอวี่โปรดดู…” เผยเฉียนลุกขึ้นยืน ชี้ไปยังที่ดินรอบๆ ผิงหยางที่เริ่มมีชาวบ้านลงมือเพาะปลูก พริบตาเดียวใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง

“…ที่ดินเหล่านี้ ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน แต่เพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชานอวี่ พวกเราได้ฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ชานอวี่ดูทางนั้นสิ คลองส่งน้ำต้องขุดลอกดินโคลนใหม่ ซ่อมแซมให้ปล่อยน้ำได้ แค่โครงการนี้ก็เหนื่อยยากแสนสาหัสแล้ว…”

“…แม้ที่ดินเพิ่งจะเริ่มไถพรวน แต่ก็สามารถผลิตเสบียงอาหารได้ในไม่ช้า เพียงครึ่งปีก็เก็บเกี่ยวได้ สามารถจัดเตรียมเสบียงให้เราได้มากขึ้น… ชานอวี่ ท่านก็เห็น ดินเหล่านี้ต้องไถพรวน ต้องเพาะปลูก ต้องใส่ปุ๋ย… ทั้งสกปรก ทั้งเหม็น ทั้งต้องตากแดดตากลม เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก… ความรู้สึกนี้ ชานอวี่คงพอจะเข้าใจใช่หรือไม่?”

อวี๋ฝูหลัวอึ้งไปเล็กน้อย พยักหน้ารับ จู่ๆ ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ตงิดๆ ว่ามีบางอย่างไม่ค่อยชอบมาพากล…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note