ตอนที่ 460 สองบวกหนึ่ง
แปลโดย เนสยังหวังอี้เดินทางกลับไปที่อันอี้ และเริ่มดำเนินการรับมอบสิ่งของต่างๆ หลังจากตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับศึกเหอตงครั้งนี้กับเผยเฉียนแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันเขียนฎีการายงานต่อราชสำนัก
ทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ของสายตระกูลเว่ยจี้ ล้วนอยู่ในบริเวณรอบๆ อันอี้ ดังนั้นครั้งนี้หวังอี้จึงได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ
แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเผยเฉียนไม่สามารถเดินทางไปที่อันอี้ได้ ดังนั้น ทรัพย์สินส่วนของเขาจึงถูกแปลงเป็นเงินและเสบียง แล้วส่งมาให้ที่ผิงหยางแทน
รวมถึงบรรดาช่างฝีมือ คนรับใช้ และแม้แต่บ่าวไพร่และสาวใช้ที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของเว่ยจี้ ก็ถูกส่งมาไม่น้อย…
กองทหารจากเมืองซีเหอก็ไม่อาจปักหลักอยู่ที่นี่ได้นาน จึงต้องเดินทางกลับไป ตอนที่พวกเขาจะจากไป นอกจากเสบียงอาหารที่เพียงพอแล้ว พวกเขายังอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็ได้ชุดเกราะหนักสองชุดติดไม้ติดมือกลับไปด้วยความดีใจสุดขีด
เหตุการณ์นี้ทำให้เผยเฉียนรู้สึกสะกิดใจบางอย่าง แต่ในชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออกว่าคืออะไร เมื่อพยายามไตร่ตรองดู ก็พบว่าแสงสว่างวาบที่เพิ่งผุดขึ้นมานั้น ได้หายลับไปราวกับปลาไหลที่มุดลงดินไปเสียแล้ว พยายามจับอย่างไรก็จับไม่ขึ้น
ช่างมันเถอะ
ตอนนี้เมื่อมีช่างฝีมือ งานด้านการเกษตรก็คืบหน้าไปมาก อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง และแจกจ่ายให้ชาวบ้านทันที
สำหรับเผยเฉียนแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มระมัดระวังเรื่องบางอย่างมากขึ้น อย่างน้อยคันไถแบบแปลกๆ ที่เคยเห็นที่บ้านตระกูลหวงในเซียงหยาง เขาก็ยังไม่กล้านำออกมาใช้ตอนนี้
ยังไงก็ใช้ของที่มีอยู่ไปก่อนก็แล้วกัน
หวงโต่วยังคงง่วนอยู่กับการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป่ยชวี จนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น ถ้ารู้แต่แรก ตอนที่ออกจากจิงเซียง น่าจะขอช่างฝีมือเก่งๆ ติดตามมาด้วยสักสองสามคน…
น่าเสียดายที่ในโลกนี้ไม่มีทางที่จะคิดเตรียมพร้อมไปเสียทุกเรื่อง
เหมือนกับเจี่ยฉวีในตอนนี้ ที่กำลังนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงหน้าเผยเฉียน อึดอัดจนแทบจะระเบิด “นายท่าน! เรื่องนี้ ฉวีสุดจะทนแล้วจริงๆ นะขอรับ!”
น้ำเสียงอันน้อยอกน้อยใจนั้น ช่างเหมือนกับประโยคยอดฮิตในละครยุคหลังอย่าง “หม่อมฉันทำไม่ได้เพคะ” ทำเอาเผยเฉียนแทบจะหลุดขำออกมา เขาต้องรีบยกมือขึ้นปิดจมูก แกล้งไอกระแอมสองสามครั้ง ถึงจะกลั้นหัวเราะไว้ได้ แล้วเอ่ยถาม “เหลียงเต้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
เจี่ยฉวีจึงเล่าความลำบากที่เขาต้องเผชิญในตอนนี้ให้ฟังอย่างยืดยาว…
ช่วงนี้งานฟื้นฟูบ้านเมืองมีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะที่ผิงหยาง ที่กลายเป็นเหมือนเขตก่อสร้างขนาดใหญ่…
ภายในเมือง ต้องซ่อมแซมถนนและรื้อถอนบ้านเรือนเก่าๆ
นอกเมือง ต้องขุดลอกคลองส่งน้ำและไถพรวนดินใหม่
ในค่ายทหาร ต้องจัดสรรเสบียงและรับมอบสิ่งของใหม่ๆ
งานธุรการที่ต้องจัดการมีมากมายมหาศาล ข้อมูลและเอกสารที่ต้องตรวจสอบก็มีเป็นจำนวนมาก แต่กลับมีคนไม่พอ และไม่มีเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยจัดการงานเหล่านี้ ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองในการฝึกอบรม โดยสอนการอ่านเขียนและตัวเลขเบื้องต้น เพื่อให้ทหารระดับล่างสามารถช่วยรับภาระงานธุรการง่ายๆ ได้…
ดังนั้น นอกจากป้ายไม้ที่ทำขึ้นมาชั่วคราวเพื่อใช้งานแล้ว บรรดาทหารระดับหัวหน้าหมู่ขึ้นไปกลุ่มแรก ก็ถูกรวบรวมตัวกันเพื่อมาเรียนหนังสือในช่วงบ่ายก่อนอาหารเย็นของทุกวัน
นี่นับว่าเป็นต้นแบบของโรงเรียนนายร้อยที่เรียบง่ายที่สุดที่เผยเฉียนจัดตั้งขึ้นในยุคราชวงศ์ฮั่น
มีครูสอนแค่สองคน คือ ม้าเยว่ และ เจี่ยฉวี
ม้าเยว่อายุยังน้อย จึงยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากนัก แต่เขาก็ยินดีที่จะรับหน้าที่สอนวิชาพื้นฐาน โดยสอนสิ่งที่ง่ายที่สุด เช่น ตัวเลขหนึ่งถึงสิบ หรือตัวอักษรที่พบบ่อยอย่าง เสบียง วัว ม้า แกะ เป็นต้น…
วิธีการสอนของม้าเยว่นั้น… อะแฮ่ม… แทบจะไม่ได้สอนอะไรเลย เขาแค่เขียนตัวเลขหรือตัวอักษรที่ต้องการจะสอนลงบนผ้าขาว แล้วแขวนไว้ จากนั้นก็บอกทุกคนว่าอ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร แล้วก็จบแค่นั้น…
ส่วนเรื่องที่นักเรียนทหารพวกนี้ จะเอาไม้กิ่งไม้ขีดเขียนบนพื้นดิน โดยจะเขียนจากซ้ายไปขวา หรือจากล่างขึ้นบน หรือจะเขียนคำว่า “วัว” (牛) ให้มีลายดอกไม้หรือไม่มีลาย ม้าเยว่ก็แทบไม่สนใจเลย…
ส่วนเจี่ยฉวีนั้นมีหน้าที่ที่ซับซ้อนกว่าหน่อย เขาต้องสอนการบวกและลบเลขพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้ตัวอักษรต่อจากพื้นฐานของม้าเยว่ ดังนั้น ความยุ่งยากจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
เจี่ยฉวีถามว่า “หนึ่งบวกหนึ่งได้เท่าไหร่?”
บรรดาหัวหน้าหมู่ที่ไม่กี่คนที่พอจะท่องจำตัวเลขหนึ่งถึงสิบได้ ก็ตอบว่า “สอง”
เจี่ยฉวีพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก แล้วหนึ่งบวกสองล่ะได้เท่าไหร่?”
หัวหน้าหมู่ก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “สาม”
เจี่ยฉวีถามต่อ “ดีมาก แล้วสองบวกหนึ่งล่ะ?”
หัวหน้าหมู่ตอบ “สี่”
“…” เจี่ยฉวีหน้าดำทะมึนลงทันที
บรรดาหัวหน้าหมู่เหล่านี้ล้วนฉลาดหลักแหลม เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าตนเองตอบผิด จึงรีบแก้ตัว “หรือว่า ได้ห้า?” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเจี่ยฉวียังไม่ดีขึ้น ก็พากันเดาสุ่มไปต่างๆ นานา…
“สองต่างหาก!”
“ห้า ไม่ใช่สิ หก!”
…
นี่คือพวกที่ถือว่าฉลาดหน่อยนะ อย่างน้อยก็เรียนรู้ตัวเลขหนึ่งถึงสิบแล้ว! ยังมีอีกหลายคนที่เรียนมาสามสี่วันแล้ว ยังจำตัวเลขหนึ่งถึงสิบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
ดังนั้นเจี่ยฉวีจึงสุดจะทน ต้องวิ่งมาบ่นกับเผยเฉียนที่นี่
นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนคณิตศาสตร์ ย่อมต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนจากสิ่งของที่เป็นรูปธรรมไปสู่สัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรม การนำสิ่งของมาบวกกันทีละชิ้น สำหรับคนพวกนี้ย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เห็นสิ่งของพวกนั้นแล้ว ต้องใช้แค่จินตนาการในหัว น้อยคนนักที่จะสามารถหาคำตอบที่เป็นนามธรรมได้โดยตรง
“ให้พวกเขาใช้ไม้ติ้วคำนวณสิ” เผยเฉียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวกับเจี่ยฉวี “เหลียงเต้า เจ้าไปบอกพวกเขาว่าต้องทำไม้ติ้วแบบไหน ให้พวกเขาไปหามาเอง จะเป็นกิ่งไม้หรือหญ้าคา ก็เอามาทำเป็นไม้ติ้วของตัวเอง พอมีไม้ติ้วอยู่ในมือ พวกเขาก็จะค่อยๆ คุ้นเคยไปเอง… ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ…”
ก็ทำได้แค่ค่อยเป็นค่อยไปแหละนะ
เจี่ยฉวีพยักหน้ารับ ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เรื่องแบบนี้ก็คงต้องจัดการด้วยวิธีนี้แหละ เขาประสานมือคารวะ แล้วขอตัวลากลับไป
เผยเฉียนมองตามแผ่นหลังของเจี่ยฉวีที่จากไป แล้วถอนหายใจยาวออกมาในใจ เจี่ยฉวีและม้าเยว่ต่างก็ยังเป็นคนหนุ่ม และในสถานการณ์ที่ขาดแคลนคนอย่างหนักเช่นนี้ พวกเขาถึงได้ยอมรับปากมาสอนทหารเลวพวกนี้…
แถมยังไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่นักด้วย
ในยุคราชวงศ์ฮั่น การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญานั้น เข้มงวดยิ่งกว่ายุคหลังเสียอีก!
เจี่ยฉวีมาบ่นเพราะแค่ทหารตอบ “สองบวกหนึ่ง” ไม่ได้จริงๆ หรือ? ในที่ทำงานยุคหลัง การไปร้องทุกข์กับหัวหน้า ก็เพื่อจะได้บ่นระบายอารมณ์เท่านั้นแหละ?
หึหึ
ความรู้คือเงินทองนะ!
จะให้พวกชนชั้นสูง หรือที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากความรู้ ยอมสละผลประโยชน์ในมือของตนเอง เพื่อสร้างความเจริญให้แก่คนนับพันนับหมื่นงั้นหรือ?
ยากนะ
ทั่วทั้งราชวงศ์ฮั่น มีเพียงพวกชนชั้นสูง หรือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับชนชั้นสูงเท่านั้น ที่จะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ประชากรกว่าร้อยละเก้าสิบเก้าล้วนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
สำหรับเผยเฉียนแล้ว เรื่องนี้มันก็ยากพอๆ กับการให้คนที่ไม่เคยเรียนคณิตศาสตร์มาแก้โจทย์ “สองบวกหนึ่ง” นั่นแหละ…
เล่าปี่ จูกัดเหลียง ซุนเซ็ก และจิวยี่ นั่งเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน…
จูกัดเหลียง: “นายท่าน…”
เล่าปี่: “พิณรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ซื้อมาแล้ว…”
จูกัดเหลียง: “นายท่าน…”
เล่าปี่: “เอกสารราชการ เซ็นหมดแล้ว…”
จูกัดเหลียง: “นายท่าน…”
เล่าปี่: “ปลาที่จะกินมื้อเย็น ก็ซื้อมาแล้ว…”
จิวยี่มองเล่าปี่ แล้วหันไปมองจูกัดเหลียง ก่อนจะหันไปหาซุนเซ็ก…
“ปั๋วฝู…”
“อะไรเล่า ถึงตาเจ้าทิ้งไพ่แล้วนะ…”
“…”

0 Comments