ตอนที่ 435 ไร้ขีดจำกัด
แปลโดย เนสยังภายในเมืองผิงหยาง เจี่ยฉวีไม่เหลือเค้าโครงของบัณฑิตชนชั้นสูงอีกต่อไป
กวานที่เคยสวมใส่เป็นประจำหายไปแล้ว เหลือเพียงปิ่นไม้ที่ใช้ปักผมไว้ เสื้อผ้าไหมที่เคยใส่ก็เปลี่ยนเป็นชุดเกราะหนังเก่าๆ เนื่องจากโคลนและเหงื่อที่ผสมปนเปกัน ปกเสื้อตัวในสีขาวจึงกลายเป็นสีเหลืองอมดำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำมันและคราบเหงื่อ…
แต่รูปลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด ปัญหาที่เลวร้ายที่สุดคือสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เมืองผิงหยางไม่เหมือนเมืองทั่วไปที่มีการเตรียมเสบียงและยุทโธปกรณ์สำหรับป้องกันเมืองไว้บ้าง ในช่วงการป้องกันเมืองไม่กี่วันที่ผ่านมา เจี่ยฉวีไม่เพียงแต่ใช้ท่อนไม้ที่อุตส่าห์หาต้นไม้รอบๆ มาทำจนหมดเกลี้ยง แต่ยังเริ่มนำเศษอิฐเศษหินที่ถูกทิ้งร้างในเมืองมาใช้ป้องกันตัวด้วย อะไรที่ใช้ได้ก็นำมาใช้จนหมด…
แต่ข้าวของพวกนี้กำลังจะหมดลงแล้ว!
คงจะให้เอาดินเหลืองในเมืองไปปาใส่ศัตรูไม่ได้หรอกนะ?!
เจี่ยฉวีไม่คาดคิดเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงเพียงนี้
ตามแผนเดิมของเจี่ยฉวี เมื่อทัพป๋อปอทุ่มความสนใจไปที่การบุกเมือง เขาจะให้ม้าเยว่ที่อยู่นอกเมืองลอบโจมตี การโจมตีขนาบทั้งหน้าและหลังย่อมทำให้กองทัพป๋อปอที่ไร้ระเบียบวินัยเกิดความแตกตื่น จากนั้นเมื่อทำการตีโต้กลับ ก็จะสามารถทำให้ทัพป๋อปอพ่ายแพ้กระเจิงไปได้ จากนั้นค่อยพิจารณาสถานการณ์และวางแผนขั้นต่อไป…
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทำลายขวัญกำลังใจของทัพป๋อปอได้แล้ว ต่อให้ไม่สามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด แต่เมื่อมีทหารม้าของม้าเยว่คอยก่อกวนอยู่ภายนอก และมีทหารเกราะหนักของเขาคอยช่วยป้องกันเมืองอยู่ภายใน เสบียงในเมืองก็มีเพียงพอ อย่าว่าแต่ต้านทานไว้สิบวันเลย ต่อให้สิบห้าวันก็ไม่มีปัญหา!
แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ชาวซยงหนูก็โผล่มา ทำให้ทุกอย่างพังทลายลง
การที่ม้าเยว่สู้ไม่ได้และต้องหนีไปทั้งหมด ก็เท่ากับตัดแขนของเจี่ยฉวีไปข้างหนึ่ง ตอนนี้ต้องใช้กำลังพลในเมืองเป็นแขนเพียงข้างเดียวในการต้านทาน จะไม่ให้ล้มลุกคลุกคลานได้อย่างไร?
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ม้าเยว่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขวัญกำลังใจของทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเจี่ยฉวีในเมืองด้วย โชคดีที่มีฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงทำให้เจี่ยฉวีพอจะตั้งหลักได้บ้าง
เจี่ยฉวีฉวยโอกาสช่วงฝนตก รวบรวมกำลังพล พูดคุยและปลุกระดมหัวหน้าหน่วยและผู้บังคับกองร้อยทุกคน สั่งการให้ทหารจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ป้องกันเมือง…
ฝนตกหนักมาตลอดทั้งวัน แต่เจี่ยฉวีกลับเดินตากฝนประสานงาน จัดการเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยไม่สนใจเลยว่าร่างกายจะเปียกโชกไปทั้งตัว ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทหารเหล่านี้ ทำให้พวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเยาว์วัยของเขา และเริ่มเต็มใจที่จะเชื่อฟังคำสั่งของเขามากขึ้น
แต่เจี่ยฉวีรู้ดีอยู่แก่ใจ แม้ตอนนี้สถานการณ์จะสงบ แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว ท้องฟ้าเริ่มเปิดแล้ว โคลนตมที่เหมือนน้ำแกงก็ค่อยๆ แห้งลง อย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้ ทัพป๋อปอจะต้องเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่อย่างแน่นอน…
守城最怕的就是守孤城。 (การป้องกันเมืองที่น่ากลัวที่สุด ก็คือการป้องกันเมืองที่โดดเดี่ยวไร้การช่วยเหลือ)
ทว่าปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ในตอนนี้ ก็คือการป้องกันเมืองที่โดดเดี่ยวไร้การช่วยเหลือ
เขาเจี่ยฉวีเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาสถานการณ์ไว้ให้ได้สิบวัน แต่จนถึงตอนนี้ นับรวมวันนี้ด้วยเพิ่งจะผ่านไปเพียงหกวัน แล้วอีกสี่วันที่เหลือจะทำอย่างไรดี?
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องยืนหยัดต่อไปให้ได้ นี่คือคำพูดที่เขาเปล่งออกมา ก็ต้องทำให้ได้
ท่านเจ้าเมืองเผยปฏิบัติต่อข้าด้วยความจริงใจ ข้าย่อมต้องตอบแทนด้วยความซื่อสัตย์!
สิ่งที่เจี่ยฉวีกังวลที่สุดในตอนนี้คือ ทัพป๋อปออาจจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการบุกเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะการจับชาวบ้านมาผูกผ้าเหลืองไว้ที่หน้าผากนั้นง่ายดายเหลือเกิน และเมื่อมีทหารปะปนอยู่กับชาวบ้านนับสิบคน จะฆ่าหรือไม่ฆ่าดี?
ในสถานการณ์สงครามที่คับขัน จะมีเวลาไหนมาแยกแยะให้ถี่ถ้วน? ชาวบ้านเหล่านี้หากไม่ถูกทหารป๋อปอบีบบังคับจนถึงที่สุด ส่วนใหญ่ก็คงทำตามน้ำไปอย่างงมงาย…
แม้ในใจจะรู้ดีว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องลงมือฆ่าทั้งทหารและชาวบ้านให้ตายตกไปตามกัน แต่การฆ่าคนก็ต้องใช้แรง และกำลังทหารที่เขามีอยู่ในมือก็มีเพียงเท่านี้ แรงย่อมมีจำกัด…
หวังว่าทัพป๋อปอจะไม่ไร้ขีดจำกัดถึงขั้นนั้น แม้เจี่ยฉวีจะรู้ดีว่าความหวังนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม…
××××××××××××××
ที่หน้าเมืองเซียงหลิง หานเซียนและหลี่เล่อยืนอยู่ด้วยกัน เผชิญหน้ากับทหารกองทัพป๋อปอ
ด้านข้างมีกระทะใบใหญ่ตั้งเรียงรายนับสิบใบ เปลวไฟจากฟืนลุกโชนเลียก้นกระทะ ชิ้นเนื้อที่ไม่ทราบที่มาเดือดปุดๆ อยู่ในนั้น กลิ่นประหลาดลอยคลุ้งไปในอากาศ ตลบอบอวลไม่ยอมจางหาย…
แม้หานเซียนจะไม่เข้าใจคำว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ แต่ผ่านการฆ่าฟันและผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนจนมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ เขาได้เห็นอะไรมามาก จึงเข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างดี
ตอนนี้ทำได้เพียงแค่กัดฟันทน หากหานเซียนและหลี่เล่อเอ่ยคำว่า “ถอย” ออกมาเพียงคำเดียว กำลังพลในมือเหล่านี้จะแตกฮือไปทันที ราวกับดินโคลนถล่มจากยอดเขา!
เสบียงอาหารถูกตัดขาดไปตั้งนานแล้ว
แม้ว่าชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมาแต่เดิม จะถูกกองกำลังของเผยเฉียนพาหนีไปได้ส่วนหนึ่งหลังจากการลอบโจมตีครั้งนั้น แต่ทหารที่เหลืออยู่ก็ยังต้องกินข้าว!
ไม่มีข้าวกิน จะเอาแรงที่ไหนไปตีเมือง?
ดังนั้นจึงทำได้เพียงเลือก ‘แกะสองขา’ มาจากกลุ่มชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ แล้วจับโยนลงหม้อ…
แต่พอทำแบบนี้ ชาวบ้านที่เหลือก็หมดกำลังใจสิ้น มองทหารป๋อปอราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต การจัดทัพเข้าตีเมืองจึงไม่ราบรื่นเหมือนแต่ก่อน แค่ถูกไล่ต้อนไปครั้งเดียว พอไปถึงใต้กำแพงเมือง ทหารบนกำแพงก็ตะโกนเกลี้ยกล่อมให้แปรพักตร์…
ใครจะไปรู้ว่าคิวต่อไปที่จะโดนจับกินจะเป็นใครล่ะ?!
แล้วก็เกิดการตะลุมบอนกันขึ้น ทหารป๋อปอที่ปะปนอยู่ถูกรุมตีจนตาย ส่วนชาวบ้านที่เหลือก็ถูกคนของหวังอี้หย่อนตะกร้าลงมารับตัวขึ้นไปบนกำแพงเมืองทีละคน
แม้จะมีความวุ่นวายแก่งแย่งกันตอนขึ้นตะกร้า แต่พอมีคำสั่งจากบนกำแพงก็สงบลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนยืนเรียงแถวชิดกำแพง ตะกร้าเลื่อนมาตรงหน้าใครคนนั้นก็ขึ้นไป ใครที่แย่งชิงกันก็ถูกยิงตายคาที่…
พอทหารป๋อปอระลอกที่สองบุกเข้าไป ตะกร้าก็ถูกดึงกลับขึ้นไปแล้ว ภายใต้การตะโกนปลุกระดมของทหารเมืองเซียงหลิง ชาวบ้านที่เหลืออยู่เหล่านี้ ถึงขั้นยอมสละชีพต่อสู้กับทหารป๋อปอเพื่อโอกาสที่จะมีตะกร้าหย่อนลงมาอีกครั้ง จนสุดท้ายพวกเขาก็ตายเรียบอยู่ใต้กำแพงเมือง
ฝ่ายทหารป๋อปอไม่ได้อะไรกลับมาเลย แถมยังสูญเสียกำลังพลไปเปล่าๆ มากมาย
ดังนั้น ตอนนี้หากต้องการจะตีเมืองเซียงหลิง ก็คงต้องพึ่งพาทหารป๋อปอระดับหัวกะทิที่เคยผ่านสมรภูมิเลือดมาแล้วเท่านั้น
หานเซียนยืนอยู่บนแท่นสูง มองลงไปยังทหารที่อยู่ด้านล่าง ตะโกนสุดเสียงว่า “สวรรค์บัดซบ! ใต้หล้านี้ ยุคสมัยนี้! ไม่แกกินคน ก็โดนคนกินแก! เอาชามมา!”
หานเซียนหยิบชามไม้ขึ้นมา เดินไปที่กระทะใบใหญ่ ตักน้ำแกงเนื้อขึ้นมาหนึ่งชาม เป่าเบาๆ มองนิ้วมือท่อนหนึ่งที่ลอยฟ่องอยู่ในชาม กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกอย่างรุนแรง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยกิน แต่เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เครื่องในของหานเซียนก็ถูกบีบรัดอย่างแรงจนท้องไส้ปั่นป่วน
หานเซียนประคองชามไว้ กัดฟันกรอด ตัดสินใจเด็ดขาด กรอกน้ำแกงเข้าปากคำโต เคี้ยวสองทีแล้วกลืนลงคอทันที!
“ต้องยึดเซียงหลิงให้ได้! ถึงจะมีแผ่นแป้ง มีข้าว มีของกิน! มีทุกอย่าง!”
หานเซียนตะโกนจนเสียงแหบพร่า “ทุกคนเข้ามา! รับไปคนละชาม! แล้วบุกตีเมือง!”
(หมายเหตุท้ายตอน)
โจโฉปวดหัวเรื้อรัง จึงเรียกฮัวโต๋มารักษา
ฮัวโต๋กล่าวว่า “ท่านต้องดื่มยาชาหม่าเฝ่ยซ่านก่อน แล้วข้าจะใช้มีดผ่าเปิดกะโหลกศีรษะ เพื่อนำเอาลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ออกมา อาการของท่านก็จะหายขาด”
โจโฉหวาดระแวง แต่ก็ยอมให้ฮัวโต๋ลงมือรักษา
เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น ฮัวโต๋ก็พูดโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจว่า “ข้าเคยขูดกระดูกรีดพิษให้กวนอูมาก่อน แล้วคราวนี้ยังได้ผ่ากะโหลกเอาเลือดคั่งให้ท่านอัครมหาเสนาบดีโจโฉอีก เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบจริงๆ!”
โจโฉตกใจสุดขีด ถามว่า “แล้วเจ้าล้างมีดหรือยัง?”
ฮัวโต๋ตะลึงงัน จากนั้นก็นิ่งเงียบไป สุดท้ายจึงถูกจับขังคุกจนตาย
ส่วนโจโฉก็ตายตามไปในอีกไม่กี่วันต่อมา

0 Comments