ตอนที่ 42 ครึ่งวันอันแสนว่างเปล่า
แปลโดย เนสยังเมื่อเผยเฉียนตื่นขึ้นมาจากอาการเมาค้าง ดวงตะวันก็ลอยสูงขึ้นเหนือศีรษะแล้ว
นี่แหละคือข้อดีของยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ตราบใดที่ไม่มีเรื่องด่วนอะไรก็สามารถนอนจนตื่นเองตามธรรมชาติได้ โดยไม่ต้องทนฟังเสียงแตรรถ เสียงสว่าน เสียงนาฬิกาปลุก หรือเสียงดนตรีหน้าร้านค้าที่ดังอย่างไร้ความหมาย จะมีก็เพียงเสียงไก่ขันและสุนัขเห่าหอนเป็นระยะ ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่รักการนอนหลับในช่วงฤดูกาลต่างๆ เป็นชีวิตจิตใจ
ลุงฝูได้เตรียมอาหารเช้าไว้พร้อมแล้ว เมื่อเผยเฉียนล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ยกออกมาเสิร์ฟทันที พลางยืนยิ้มแย้มอยู่ข้างๆ มองดูเผยเฉียนรับประทานอาหาร ในใจก็เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม “นายน้อยบ้านเราช่างมีวาสนาจริงๆ ได้เป็นศิษย์ของสองมหาปราชญ์แห่งยุคฮั่น ท่านพ่อท่านแม่บนสวรรค์คงจะดีใจจนยิ้มไม่หุบแล้ว…”
หลังจากทานอิ่ม เผยเฉียนก็เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาอีกครั้ง เขาหาวออกมาหนึ่งหวอดพลางคิดในใจ “ตอนนี้ข้าชักจะชินกับชีวิตแบบนี้เสียแล้ว สังคมศักดินาที่แสนชั่วร้าย กลับทำให้ข้าซึ่งเคยเป็นชายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ในยุคหลัง กลายเป็นคนที่ต้องให้คนอื่นคอยดูแลไปเสียทุกอย่าง… ดูลุงฝูสิ วิ่งวุ่นทั้งวัน ข้าควรจะหาซื้อสาวใช้สักคนมาช่วยแบ่งเบาภาระดีไหมนะ… จะได้มีคนช่วยดูแลด้วย…”
ในขณะที่เผยเฉียนกำลังคิดเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ลุงฝูก็เดินเข้ามาพร้อมกับจดหมายสองฉบับ เมื่อเปิดดูพบว่าฉบับหนึ่งมาจากเผยหมิ่น อีกฉบับมาจากชุยโฮ่ว
จดหมายของชุยโฮ่วเล่าว่า นับตั้งแต่วันที่ฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์เร่ร่อนไปที่เขาเป่ย์หมาง ชุยอี้บิดาของเขาก็ล้มป่วยลงและอาการยังไม่ดีขึ้น ช่วงนี้เขาจึงต้องคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ตลอด ทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานพิธีคารวะอาจารย์ของศิษย์น้องได้ จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ทิ้งท้ายด้วยการบอกว่า ช่วงนี้ผลไม้ในไร่เริ่มสุกแล้ว เขาจะส่งคนนำมามอบให้เพื่อเป็นการขอโทษ หวังว่าเผยเฉียนจะไม่ถือสาในของขวัญอันต่ำต้อย และแน่นอนว่าเขายังคงเชื้อเชิญให้เผยเฉียนไปเยี่ยมเยียนที่บ้านไร่ได้เสมอ
ชุยอี้ป่วยงั้นหรือ? สงสัยจะถูกหมิ่นก้งทำให้โกรธจนล้มป่วยล่ะมั้ง…
จดหมายของชุยโฮ่วนั้นดูเป็นทางการตามปกติ แต่จดหมายของเผยหมิ่นกลับดูมีนัยสำคัญแฝงอยู่
เดิมทีเผยเฉียนเคยรับปากกับเผยหมิ่นไว้ว่า หลังจากจัดการเรื่องของตระกูลชุยเสร็จ เขาจะออกจากเมืองลั่วหยาง และจะนำม้วนตำราที่บิดาเขาทิ้งไว้ทั้งหมด ยกเว้นตำรา “ฉีลุ่น” ฉบับไม่สมบูรณ์ ไป “ฝาก” ไว้ที่จวนของเผยหมิ่น แต่ตอนนี้ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วันเผยเฉียนจากว่าที่ขุนนางสำรองที่ไม่มีใครรู้จัก กลับกลายเป็นศิษย์ของสองมหาปราชญ์ที่ทุกคนต่างอิจฉา แม้ว่าเมื่อวานเผยหมิ่นจะไม่ได้ไปร่วมพิธีด้วยตัวเอง แต่เขาก็ส่งพ่อบ้านให้นำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี
ในจดหมายของเผยหมิ่นฉบับนี้ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องหนังสือเลยแม้แต่ครึ่งประโยค แต่กลับเน้นไปที่การแสดงความยินดีที่เผยเฉียนได้เป็นศิษย์ของชัวหยงและเล่าหงวนตก แสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่ภาคภูมิใจในตัวลูกหลานที่ประสบความสำเร็จ และกล่าวอวยพรให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ในตอนท้ายยังกล่าวว่าเผยเฉียนอายุไม่น้อยแล้ว ควรพิจารณาเรื่องการสืบทอดสายเลือดของครอบครัว และบอกว่าหากมีเวลาว่างให้ไปหาเขาที่บ้าน เขาจะแนะนำคนให้รู้จักสักหน่อย…
เผยเฉียนคาดเดาอยู่นาน นี่มันจงใจจะจัดหาคู่ให้ข้าชัดๆ! พิจารณาเรื่องการสืบทอดสายเลือด แถมยังจะแนะนำคนให้รู้จัก คงไม่ใช่ว่าเผยหมิ่นกะจะแนะนำญาติสาวๆ ให้ข้าหรอกนะ?
ความจริงแล้วเผยเฉียนเดาไม่ผิด เผยหมิ่นเดิมทีตั้งใจจะฮุบม้วนตำราของบิดาเผยเฉียนไว้ แต่ไม่คิดว่าเพียงชั่วพริบตาเผยเฉียนจะไปเกาะสายสัมพันธ์กับชัวหยงและเล่าหงวนตกได้ แม้ว่าสองคนนี้จะไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางสูงส่งอะไร แต่ชื่อเสียงในวงการวิชาการนั้นถือเป็นระดับปรมาจารย์ มีลูกศิษย์และสหายมากมายเกี่ยวโยงกันไปหมด หากยังจะไปแย่งหนังสือของเผยเฉียนมาอีกก็คงจะไม่เหมาะสมนัก
แต่จะให้เผยหมิ่นปล่อยมือไปเลยเขาก็ยังรู้สึกไม่ยินยอม เขาจึงงัดไม้ตายของตระกูลบัณฑิตออกมา นั่นคือการ “แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์” หากให้หญิงสาวในตระกูลหลักแต่งงานกับเผยเฉียน ทั้งสองครอบครัวก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ม้วนตำราของเผยเฉียนก็จะเป็นตำราของบ้านเผยหมิ่น อาจารย์ของเผยเฉียนก็จะเป็นอาจารย์ของคนในตระกูลเผยหมิ่น…
โอ๊ย… ข้าควรจะทำอย่างไรดี? เผยเฉียนเริ่มรู้สึกปวดหัว จะปล่อยให้ข้าอยู่อย่างสงบบ้างไม่ได้หรือไง? ทำไมแต่ละคนต้องคอยคิดแผนการมาจัดการข้ากันไม่หยุดหย่อน?
ประเด็นคือ ตระกูลเผยมีลูกสาวคนไหนที่มีชื่อเสียงบ้างนะ ข้าไม่เคยได้ยินเลย… แต่ถ้าสวยเหมือนไต้เกี้ยวเสียวเกี้ยวล่ะก็ ข้าอาจจะยอมๆ ไปก็ได้นะ…
ในขณะที่เผยเฉียนกำลังคิดเรื่อยเปื่อย ลุงฝูก็เตือนสติขึ้นว่า “นายน้อยขอรับ สายแล้วนะ อย่าลืมว่าวันนี้ต้องไปขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านตามธรรมเนียมด้วย” นายน้อยอย่ามัวแต่เหม่อสิ ผู้อื่นเขาขอบคุณอาจารย์แค่ที่เดียว แต่นายน้อยต้องไปถึงสองที่นะ รีบๆ หน่อยเถอะ…
เผยเฉียนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ “จริงด้วย! รีบเร็วเข้าลุงฝู เตรียมเสื้อผ้าให้ข้าที แล้วของขวัญสำหรับขอบคุณอาจารย์ล่ะ เตรียมไว้หรือยัง?”
“เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับนายน้อย…”
________________________________________
เมื่อเผยเฉียนเดินออกมาจากจวนของเล่าหงวนตก เขาก็มีท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
การที่คนหนุ่มอย่างเขา ปล่อยให้อาจารย์วัยชราอย่างเล่าหงวนตกต้องคอยนานขนาดนั้น มันดูไม่ค่อยเหมาะสมเอาเสียเลย
โชคดีที่เล่าหงวนตกรู้ว่าเมื่อวานเขาดื่มสุราหนักไปหน่อย จึงไม่ได้ว่ากล่าวอันใด กลับกล่าวให้โอวาทอย่างอ่อนโยน พร้อมกับบอกว่าเขาได้ส่งมอบงานในตำแหน่งราชสำนักเรียบร้อยแล้ว และจะออกเดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองซันหยางในอีกไม่กี่วันนี้ จึงอาจจะไม่มีโอกาสสั่งสอนเผยเฉียนด้วยตัวเองในช่วงนี้ แต่เขาก็ได้จัดเตรียมตำราและหัวข้อแบบฝึกหัดไว้ให้เผยเฉียนศึกษาด้วยตัวเองแล้ว…
และเมื่อเผยเฉียนเห็นกองม้วนตำราที่สูงเป็นตั้ง เขาก็หลุดปากออกมาอย่างลืมตัว “ทำไมมันเยอะขนาดนี้ล่ะขอรับ!” ผลคือโดนเล่าหงวนตกเทศนาเสียยกใหญ่ จนเขาต้องก้มหน้ารับผิดและแสดงความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ท่านอาจารย์จึงยอมปล่อยตัวมา
ไม่ว่าจะยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน อาจารย์มักจะชอบให้การบ้านเยอะๆ เสมอ…
แต่พอกลับมาคิดดู อาจารย์ในสมัยก่อนนั้นรักและดูแลศิษย์ราวกับบุตรแท้ๆ ดูอย่างเล่าหงวนตกสิ ตำรากองเบ้อเริ่มขนาดนั้น ท่านมอบให้เขามาโดยไม่มีท่าทีเสียดายเลยสักนิด ต้องรู้ไว้ว่าในยุคฮั่นตะวันออก ตำรานั้นมีราคาแพงมหาศาลและหาซื้อได้ยากยิ่ง ไม่เหมือนยุคปัจจุบันที่มีร้านหนังสือหรือห้องสมุดให้เลือกดูเลือกซื้อได้ตามใจชอบ
ตำราที่เล่าหงวนตกมอบให้เผยเฉียนนั้น หากตีราคาตามท้องตลาดก็คงไม่ต่ำกว่าสามพันทองเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีตำราหายากที่มีเพียงฉบับเดียวรวมอยู่ด้วย มูลค่าของมันจึงมหาศาลจนไม่อาจประเมินได้
ผู้สูงอายุที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง กลับยอมถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างหมดเปลือก และมอบตำราของรักของหวงให้โดยไม่เสียดาย เพียงหวังให้เผยเฉียนสามารถสืบทอดวิชาคำนวณและทำให้มันรุ่งเรืองสืบไป
ตลอดทางไปยังจวนตระกูลชัว เผยเฉียนเอาแต่รำพึงรำพันถึงบุญคุณนี้ พลางคิดว่าครูเช่นนี้ประเสริฐกว่าครูในยุคหลังบางคนที่เห็นแก่เงิน และบังคับให้ซื้อหนังสือคู่มือไร้สาระไปวันๆ เป็นหมื่นเป็นแสนเท่า
เมื่อเผยเฉียนเดินทางมาถึงจวนตระกูลชัว ก็พบว่าวันนี้เป็นวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ชัวหยงจึงยังไม่กลับจากการเข้าเฝ้า แต่เขาได้สั่งความไว้ว่าหากเผยเฉียนมาถึงให้รออยู่ที่จวนก่อน…

0 Comments