ตอนที่ 416 ลอบโจมตียามวิกาล
แปลโดย เนสยังค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิราวกับจะยาวนานตลอดไป แม้แต่ดวงจันทร์ก็ดูเหมือนจะอาลัยอาวรณ์ความอบอุ่นของผ้าห่ม จึงรีบหายลับไปในม่านราตรีแต่หัวค่ำ ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและหนาวเย็น
ณ ชานเมืองทิศใต้ของอำเภอหย่งอัน กองทหารกลุ่มหนึ่งกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบงันริมถนนสองข้างทาง
“ท่านผู้ช่วย ทรงยามอิ๋นสองเค่อแล้ว (ประมาณ 03:30 น.)” ทหารนายหนึ่งค้อมตัวเดินเข้ามาหาเตียวเลี่ย และกระซิบรายงาน
เตียวเลี่ยถูมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ก่อนจะนำมือที่พอจะมีความร้อนอยู่บ้างไปถูหน้าแรงๆ เพื่อคลายความหนาวเหน็บจากน้ำค้างยามค่ำคืนที่ทำให้ใบหน้าชาหนึบ แล้วกล่าวว่า “ส่งคำสั่งลงไป ให้ทุกคนเตรียมพร้อม ขยับแขนขาบ้าง อย่าให้เสียการเมื่อถึงเวลา!”
ทหารรับคำสั่งแล้วค้อมตัวเดินจากไป
เตียวเลี่ยเม้มปากแน่น เบิกตากว้าง พยายามเพ่งมองดูรอบๆ อย่างเต็มที่ แต่กลับพบว่ารอบตัวมีเพียงความมืดมิดและพร่ามัว มองอะไรไม่เห็นเลย แม้แต่เงาของทหารส่งสารที่เพิ่งจะเดินจากไปก็เลือนรางหายไปแล้ว…
เตียวเลี่ยยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้า ก็ยังเห็นเพียงเงาลางๆ ต้องเอามาจ่อใกล้ๆ หน้าถึงจะเห็นนิ้วมือชัดเจน
“มารดามันเถอะ!”
เตียวเลี่ยสบถด่าอย่างหัวเสีย
ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเจ้าเมืองเผยจะลอบโจมตีหย่งอันในคืนนี้ เขาคงนึกว่าทุกคนในโลกนี้พอมืดแล้วก็มองอะไรไม่เห็นเหมือนกันหมด…
ที่แท้มารดามันเถอะ ข้าก็เป็นโรคนี่เอง!
โชคดีที่ท่านเจ้าเมืองเผยบอกว่า โรคนี้กินเครื่องในหมูเยอะๆ ก็จะหาย
แต่มารดามันเถอะ ไอ้หมูนี่กลิ่นมันทั้งเหม็นทั้งคาว แถมไอ้เครื่องในหมูนี่ยิ่ง…
แต่ในเมื่อมันรักษาโรคได้ ยังไงก็ต้องกิน!
เตียวเลี่ยตัดสินใจแล้วว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่กินวัวกินแกะแล้ว จะกินแต่เครื่องในหมู! ไม่อย่างนั้นถ้ามีศึกครั้งหน้า แล้วเขาต้องมานั่งรอให้สว่างแบบนี้อีก มันจะทรมานและทุกข์ใจขนาดไหน!
…
อันที่จริงเผยเฉียนไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด โรคตาบอดกลางคืนกินตับสัตว์ชนิดไหนก็ช่วยได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวัว แกะ หมู หรือแม้แต่ตับปลาก็ยังได้ แต่…
การที่เขาจงใจบอกเตียวเลี่ยว่าต้องกินเครื่องในหมูเท่านั้น ก็เพราะเขาหวังผลอย่างอื่นด้วย
วัวในทุ่งหญ้าส่วนใหญ่ไม่ได้เจาะจมูก ชาวหูจึงไม่รู้จักใช้วัวไถนา ดังนั้นหากค้าขายแลกวัวมาได้ ปกติแล้วก็นำมาเจาะจมูกและฝึกให้เป็นวัวไถนาจะคุ้มค่ากว่า แน่นอนว่าวัวชาวหูค่อนข้างพยศ ต่อให้เจาะจมูกแล้วก็ต้องค่อยๆ ปราบพยศ ไม่อย่างนั้นเวลาอาละวาด นอกจากจะไม่ยอมไถนาแล้ว อาจจะดึงจนจมูกฉีกขาดได้
ส่วนแกะก็ดีอยู่หรอก ตอนนี้ที่ปิงโจวพบว่าแกะที่ชาวหูเลี้ยงมีทั้งแพะและแกะปะปนกันไป แกะยังพอทน แต่แพะนี่สิ มันทำลายทุ่งหญ้าได้ร้ายกาจมาก นี่คือนิสัยของแพะ ในยุคอนาคต เผยเฉียนจำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านเจอกระทู้ในเว็บบอร์ด ว่าคนญี่ปุ่นเพื่อไม่ให้ทุ่งหญ้าของตัวเองเสียหาย จงใจเอาแพะสายพันธุ์หนึ่งไปให้รัฐบาลท้องถิ่นในมองโกเลียในเลี้ยง ผลคือทุ่งหญ้าถูกทำลายเป็นวงกว้าง ต้องมานั่งปลูกหญ้าใหม่ เงินที่ได้จากการเลี้ยงแพะยังไม่พอจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์หญ้าเลย…
ดังนั้น แกะต้องเลี้ยงในปริมาณที่เหมาะสม กลับกัน หมูต่างหากที่มีที่ดินให้สักแปลงก็พอ แถมยังกินง่ายกินได้สารพัดชนิด ไม่ค่อยเลือกกิน จึงเหมาะแก่การเลี้ยงในปริมาณมากๆ มากกว่า
แน่นอนว่าหากบอกออกไปว่าเครื่องในหมูสามารถรักษาโรคตาบอดกลางคืนได้ ราคาของมันก็คงจะพุ่งสูงขึ้น คนก็อยากกินกันมากขึ้น และก็ต้องมีคนอยากเลี้ยงกันมากขึ้นด้วย
ยิ่งถ้าหากค้นพบเทคโนโลยีการตอนหมูด้วยแล้ว…
อืม
หมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตๆ…
เผยเฉียนเลียริมฝีปาก เดาะลิ้นสองที
สำหรับการลอบโจมตีหย่งอันในคืนนี้ เผยเฉียนไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรมากนัก ทหารของเขาหลายคนมีอาการตาบอดกลางคืน ส่วนพวกทหารไป๋ปัวพวกนี้ สิบคนก็คงตาบอดกลางคืนไปซะเก้าคน
ขอเพียงลงมืออย่างระมัดระวัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ฮองเฉิงนำทหารล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ส่วนเผยเฉียนก็นำทหารอีกกลุ่มหนึ่งมาดักซุ่มรออยู่ที่ทางทิศตะวันตกของเมืองหย่งอัน
ยามอิ๋น (03:00 – 05:00 น.) คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิในตอนกลางคืนต่ำที่สุด และเป็นช่วงที่คนง่วงนอนที่สุด จึงเป็นเวลาที่เหมาะแก่การลอบโจมตีที่สุด และอีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ขึ้น แต่ท้องฟ้าก็จะเริ่มสว่างขึ้น ซึ่งเหมาะแก่การให้ทหารของเขาเคลียร์สนามรบและกำจัดทหารไป๋ปัวในหย่งอัน…
ว่าแต่ ให้ฮองเฉิงหมอนี่ปีนกำแพงบ่อยๆ แบบนี้ ต่อไปน่าจะลองจัดตั้งหน่วยรบพิเศษขนาดเล็กดูดีไหม?
แน่นอนว่าหน่วยรบพิเศษคงไม่ใช่พวกที่ลุยเดี่ยวถล่มกองทัพเป็นพันได้ แต่ให้ไปปีนกำแพงบ้านแม่ม่าย… เอ้ย ปีนกำแพงเมือง ก็น่าจะดูเข้าทีเหมือนกัน…
ถ้าตอนนั้นคิดถึงเรื่องนี้ คงให้ฮองเต้าทำกรงเล็บเหล็กไว้ให้หลายๆ อันแล้ว จะได้ไม่ต้อง…
…
ฮองเฉิงนำคนลอบมาถึงใต้กำแพงเมืองหย่งอันแล้ว พวกเขาเดินเลียบกำแพงเมือง หลีกเลี่ยงหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมือง แล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่มุมมืดมุมหนึ่ง กำแพงเมืองหย่งอันก็เหมือนกับกำแพงเมืองของอำเภออื่นๆ คือมีเชิงเทินและช่องธนูครบครัน สูงประมาณสองจั้ง (ประมาณ 4-5 เมตร) ตรงกลางเหนือประตูเมืองมีหอสังเกตการณ์เล็กๆ ตั้งอยู่
อาจเป็นเพราะนิสัยที่ติดมาจากการเป็นโจรโพกผ้าเหลือง หรืออาจเป็นเพราะไม่คิดว่าจะมีใครหลุดรอดจากกองทัพที่อยู่ทางใต้มาได้ ทหารไป๋ปัวในเมืองหย่งอันจึงไม่มีการระแวดระวังตัวเท่าที่ควร บนกำแพงเมืองมีคนอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งต่างก็นั่งกอดหอกหดตัวสัปหงกอยู่ตามมุมอับลมของหอสังเกตการณ์
คบเพลิงที่ควรจะให้แสงสว่างก็ดับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ และก็ไม่มีใครจุดใหม่ ทั้งบนกำแพงและใต้กำแพงจึงมืดสนิท มีเพียงเสียงลมกลางคืนพัดผ่าน…
ฮองเฉิงเอียงหูฟังอย่างตั้งใจ เมื่อไม่ได้ยินเสียงผิดปกติใดๆ จึงโบกมือไปด้านหลัง ทหารนายหนึ่งส่งกรงเล็บสำหรับปีนกำแพงที่ทำจากกิ่งไม้และด้ามไม้มาให้ รูปร่างแปลกประหลาดเหมือนมือไม้ที่งอๆ
ฮองเฉิงรับมาเดาะดูสองสามที พลางคิดในใจ ท่านเผยบอกว่าไอ้นี่เรียกว่า ‘กรงเล็บพยัคฆ์เหิน’ ก็น่าสนใจดีนะ ถ้าข้าใช้กรงเล็บนี้ปีนกำแพงเมืองขึ้นไป ข้าก็กลายเป็นพยัคฆ์เหินน่ะสิ?
ฮิๆ…
แต่ว่า มันใหญ่ไปหน่อยนะ ถ้าทำให้เล็กกว่านี้ได้ก็คงดี ใหญ่ขนาดนี้ คงต้องใช้แรงเหวี่ยงพอสมควรกว่าจะโยนขึ้นไปถึง
ฮองเฉิงคิดไปมือก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เขาถอยหลังไปสองสามก้าว กวัดแกว่งกรงเล็บพยัคฆ์เหินอันใหญ่ไปมา พอได้จังหวะก็ปล่อยมือ เงาดำก้อนใหญ่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า กรงเล็บพยัคฆ์เหินตกลงบนกำแพงเมืองหย่งอัน เกิดเสียงดัง ‘ตึ้ง’…
ฮองเฉิงหดคอลง ยิงฟัน มารดามันเถอะ!
ออกแรงมากไปหน่อย โยนสูงไป เสียงเลยดัง!
ทหารกองทัพไป๋ปัวสองสามคนที่ขดตัวสัปหงกอยู่ริมหอสังเกตการณ์บนประตูเมืองถูกเสียงนั้นปลุกให้ตื่นขึ้น พากันสะดุ้งโหยง “เสียง… เสียงอะไรน่ะ!”

0 Comments