ตอนที่ 408 ล่องลอยในยุคฮั่น
แปลโดย เนสยังราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคก่อร่างสร้างตัวของสังคมศักดินา และเนื่องจากข้ออ้างในการล้มล้างราชวงศ์ฉินในตอนแรกก็คือ กฎหมายของราชวงศ์ฉินนั้นเข้มงวดเกินไป นับตั้งแต่ฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง) นำหลักปรัชญาหวงเหลามาใช้ ก็ไม่ได้เน้นย้ำเรื่องกฎหมายของบ้านเมืองเป็นพิเศษ มีหลายเรื่องที่ปล่อยให้เป็นไปตามการปกครองโดยตัวบุคคล จนกระทั่งถึงยุคฮั่นเหวินตี้ ฮั่นอู่ตี้ ถึงได้ค่อยๆ เข้มงวดขึ้น ไม่เพียงแต่เกิดข้อหากบฏ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยังเกิดข้อหาที่ถูกยัดเยียดขึ้นมาอีกด้วย
แน่นอนว่าในฐานะขุนนาง ย่อมมีสิทธิพิเศษอยู่บ้าง อย่างเช่น สามารถใช้ “แปดข้อหารือ” เพื่อขอลดหย่อนโทษได้ “แปดข้อหารือ” มีต้นกำเนิดมาจาก “แปดข้อละเว้น” ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก ได้แก่ หารือเรื่องเครือญาติ หารือเรื่องมิตรสหาย หารือเรื่องผู้มีปัญญา หารือเรื่องผู้มีความสามารถ หารือเรื่องผู้มีผลงาน หารือเรื่องผู้สูงศักดิ์ หารือเรื่องผู้มีความอุตสาหะ และหารือเรื่องแขกบ้านแขกเมือง บุคคลแปดประเภทนี้ สามารถรายงานให้จักรพรรดิทรงทราบ เพื่อให้พระองค์ทรงพิจารณาลดหย่อนหรือละเว้นโทษตามฐานะและสถานการณ์ที่เป็นจริง
สำหรับชาวบ้านธรรมดาๆ อย่าว่าแต่จะได้ใช้แปดข้อหารือนี้เลย แค่เฉียดเข้าไปใกล้ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ยังมีโทษอีกสองประเภทที่ไม่อยู่ในขอบเขตของแปดข้อหารือ นั่นก็คือข้อหากบฏและข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ดังนั้น ทหารของกองทัพป๋ายปัวที่ถูกเผยเฉียนจับเป็นเชลยเหล่านี้ ประการแรก ไม่ใช่บุคคลในข่ายแปดข้อหารือ ประการที่สอง ก่อกบฏแผ่นดิน จึงไม่อาจละเว้นโทษตายได้ บทสรุปสุดท้ายก็คือ ถูกนำไปฝังทั้งเป็นทั้งหมด
เผยเฉียนยืนอยู่บนกำแพงเมืองผิงหยาง เลือดที่ไหลหลั่งจากการต่อสู้ในวันนั้นซึมซาบลงสู่ผืนดินสีเหลือง ณ ที่แห่งนี้จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อสัมผัสดูเหมือนจะสูญเสียความร่วนซุยของดินสีเหลืองไปแล้ว กลับคล้ายกับโคลนตมในที่อับชื้นเสียมากกว่า
ทางทิศตะวันตกของเมืองผิงหยาง มีเนินดินสีเหลืองอยู่แห่งหนึ่ง เชลยศึกเกือบสองพันคนถูกนำไปฝังทั้งเป็นที่นั่น
เผยเฉียนไม่รู้ว่าในบันทึกประวัติศาสตร์ในอนาคต จะมีประโยคไหนที่เขียนถึงตัวเขาเองบ้าง แน่นอนว่าความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ไม่หลงเหลืออะไรไว้เลย เพราะก็เป็นแค่โจรสองพันคนเท่านั้น
ถ้าตอนนี้เขาสามารถเข้าไปเล่นบอร์ดกระทู้ โพสต์ระบายความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ลงไปได้ คงมีคนมาคอมเมนต์ด่ากระจุยกระจายแน่ๆ
“พวกหน้าไหว้หลังหลอก…”
ฮะ
ฮะ…
การเป็นนักเลงคีย์บอร์ด ใครๆ ก็เป็นได้ เพราะมีหน้าจอขวางกั้นอยู่ จะพ่นน้ำลายใส่ยังไงก็ได้ จะพิมพ์ข้อความที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยก็ได้ เผยเฉียนในยุคหลังเองก็เคยทำเรื่องแบบนั้นเหมือนกัน
ด่วนสรุป ตัดสินคนอื่น ยัดเยียดข้อหา ทำนายอนาคต วิจารณ์คนนั้นคนนี้ มักจะทำตัวยกตนข่มท่านด่าทอไปเรื่อย จับผิดได้แม้กระทั่งในไข่ไก่ แต่ถ้าให้ก้มหน้าก้มตาลงมือทำเองจริงๆ กลับไม่ใช่ว่าใครก็จะทำได้หรือยอมทำ นั่นคือสัญชาตญาณของมนุษย์ ไม่เกี่ยวกับดีเลว เกี่ยวกับความลึกซึ้งของความคิดเท่านั้น
ไอ้ที่เรียกว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ข้าอยากจะด่าอะไรก็ด่า หรือคำพูดที่ว่า “ทีเอ็งทำได้ ทำไมข้าจะพูดไม่ได้” อะไรทำนองนี้ จริงๆ แล้วก็เป็นเพราะความคิดตื้นเขินเกินไปนั่นแหละ
และการที่ตอนนี้อยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่น หากไม่มีนิสัยที่ลึกซึ้ง ต่อให้เป็นบัณฑิตเลื่องชื่อที่มีชื่อเสียงคุ้มกายอย่างหมีเหิง หรือจะเป็นหยางซิวจากตระกูลที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด สุดท้ายก็หัวหลุดจากบ่าไม่ใช่หรือ?
สรุปแล้วก็เป็นเพราะพลังอำนาจในมือของตัวเองตอนนี้ยังไม่พอ
แต่การจะออกคำสั่งฝังทั้งเป็นนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
เผยเฉียนในยุคหลังเป็นแค่คนธรรมดา เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ข้ามเวลามาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่นก็แค่ประมาณสองปีเท่านั้น จะไปมีความเด็ดขาดมาจากไหน จะมีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตได้ยังไง ของพวกนี้มันใช่ว่าจะเรียกมาได้ดั่งใจนึกเมื่อไหร่ก็มาเสียเมื่อไหร่กัน?
ตามมาด้วยเสียงสาดเทดินสีเหลืองลงไปทีละพลั่วๆ กองทัพป๋ายปัวที่ถูกมัดมืออยู่ก้นหลุม มีทั้งเสียงร้องโหยหวน เสียงร้องขอชีวิต เสียงด่าทอ เสียงสาปแช่ง และก็มีพวกที่ด้านชาจนไม่ปริปากพูด แต่สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกกลบฝังอยู่ใต้กองดินสีเหลือง สรรพเสียงเงียบหายไป กลายเป็นเพียงพื้นดินราบเรียบ…
อันที่จริงเผยเฉียนไม่ต้องไปดูที่เกิดเหตุก็ได้ แต่เขาตัดสินใจจะไป อย่างน้อยเขาก็ต้องเห็นด้วยตาตัวเอง และจดจำคนเหล่านี้ไว้ว่าพวกเขาต้องตายเพราะการตัดสินใจของเขา
แม้จะเวทนา แต่กองทัพป๋ายปัวเหล่านี้ จำเป็นต้องตาย
ตอนนี้ยังคงเป็นราชวงศ์ฮั่น โอรสสวรรค์แห่งฮั่นยังคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่ชนชั้นสูงและชาวฮั่นทั่วแผ่นดินยอมรับ และตัวเผยเฉียนเอง รวมถึงเจี่ยฉวี่ หวงเฉิง หม่าเยว่ หรือแม้กระทั่งพวกหูที่เกณฑ์มา ต่างก็อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รับรู้ร่วมกันนี้ ในเมื่อกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้ว แล้วจะหันไปมอบความเห็นใจให้กับกองทัพป๋ายปัวที่ทำลายกฎเกณฑ์เหล่านี้ ในขณะที่ยังไม่มีพลังอำนาจเพียงพอ ไม่มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่พอ พฤติกรรมแบบนี้ก็เสี่ยงที่จะนำภัยมาสู่ตัวได้อย่างง่ายดาย
นี่เป็นเหตุผลที่ดูดีมีชาติตระกูล
ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพป๋ายปัวก็ยังไม่สูญสิ้น แม่ทัพอีกหลายคนก็ยังอยู่ข้างนอก ต่อให้จะเจรจาให้ยอมจำนน อันดับแรกก็ต้องไปเรียกตัวหัวหน้ามา เจรจากับแม่ทัพ ไม่ใช่มุ่งเป้าไปที่ทหารเลวพวกนี้ แถมตอนนี้กำลังพลของตนเองก็มีจำกัด ต่อให้มีใจอยากจะรับคนพวกนี้ไว้ แต่สัดส่วนระหว่างกำลังพลเดิมกับทหารที่ยอมจำนนสูงถึง 1 : 1 ความเสี่ยงขนาดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายเล็กๆ ของเผยเฉียนในตอนนี้จะแบกรับไหว
นี่คือเหตุผลที่จำใจต้องทำจริงๆ
โบราณว่าไว้ อยู่ในยุทธภพไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ และเผยเฉียนที่ล่องลอยอยู่ในยุคฮั่น ก็ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้เช่นกัน
แม้เผยเฉียนจะเคยคิดถึงการเก็บคนพวกนี้ไว้ที่นี่ หรือส่งไปยังเป่ยชวี แต่มันก็ไม่เป็นความจริงเลย หากเป็นชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา ไม่ว่ายังไงเผยเฉียนก็จะเก็บไว้ แต่เชลยพวกนี้ล้วนเป็นทหารผ่านศึก นี่มัน…
ไม่มีเวลามาซื้อใจคน ไม่มีกำลังคนมาคอยคุมทหารป๋ายปัวที่มือเปื้อนเลือดมาแล้ว สันดานดิบของคนเรามักจะมีความเกียจคร้าน เหมือนกับพวกหูที่เคยชินกับการที่พอไม่มีอะไรกินก็บุกมาปล้นทางใต้ คนพวกนี้ที่ทิ้งไร่นา หยิบจับอาวุธมาแล้ว จะยังมีความคิดที่จะขยันทำมาหากินเหลืออยู่อีกเท่าไหร่กัน?
ตอนนี้เผยเฉียนเองก็กำลังเดินไต่ลวดอยู่ ไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับตัวเอง แต่ยังมีครอบครัวของชัวหยง ตระกูลหวง หรือแม้แต่หวงเฉิง ชุยโฮ่ว และคนอื่นๆ ที่ตามเขามายังแดนเหนือ รวมถึงทหารธรรมดาเหล่านั้นด้วย เผยเฉียนมีสิทธิ์อะไรเอาความเสี่ยงของคนเหล่านี้ มาแลกกับการแสดงความเมตตากรุณาของตัวเอง?
เอาความคาดหวังในความดีและความสำนึกบุญคุณของอีกฝ่าย มาเดิมพันกับความเสี่ยงที่ตัวเองต้องแบกรับงั้นหรือ?
เดิมพันไม่ไหวหรอก!
อย่างน้อยก็ในจังหวะนี้ เดิมพันไม่ไหวจริงๆ ตัวเขาเองหนึ่ง ไม่มีชื่อเสียง สอง ไม่มีที่ดิน สาม ไม่มีกำลังทหาร แค่การปลุกปั่นเพียงเล็กน้อย ก็เป็นไปได้อย่างมากที่จะทำให้คนพวกนี้ก่อกบฏขึ้นมาอีก
ต้องขอโทษด้วย ขอโทษจริงๆ
ดังนั้น ขอให้พวกเจ้าเดินทางไปสู่ปรโลกเถอะ…
หากตอนนี้ข้ามีพลังอำนาจมากกว่านี้ มีอิทธิพลมากกว่านี้ พวกเจ้าก็คงจะรอดชีวิต…
แต่สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนี้ ก็คือข้าวต้มชามนั้นก่อนที่พวกเจ้าจะจากโลกนี้ไป…
สิ่งที่ข้าต้องการมากกว่าในตอนนี้ ก็คือการรับผิดชอบต่อคนที่ฝากชีวิตไว้ในมือข้า แล้วค่อยไปคำนึงถึงเรื่องอื่น ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการทำร้ายคนที่เชื่อใจข้ามากที่สุด
แม้เหตุผลจะบอกตัวเองว่ามันถูกต้อง แต่นี่ก็เป็นการสั่งฝังทั้งเป็นที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเองอยู่ดี
ความรู้สึกไร้พลังที่จะควบคุมสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เผยเฉียนรู้สึกอึดอัดทรมานใจเป็นอย่างมาก
เผยเฉียนถูเอาดินสีเหลืองที่เปื้อนมือจนกลายเป็นสีน้ำตาลดำออก แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางล้างความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่ติดมือออกไปได้เลย
บนด่านหานกู่กวน เขาลงมือฆ่าคนด้วยตัวเองไปหนึ่งคน
ใต้กำแพงเมืองผิงหยาง เขาสั่งฝังทั้งเป็นกองทัพป๋ายปัวสองพันคน
บางทีในอนาคต เขาอาจจะต้องไปฆ่าคนมากกว่านี้…
เจี่ยฉวี่ค่อยๆ เดินเข้ามา ประสานมือคารวะเผยเฉียน แล้วกล่าวว่า “ท่านข้าหลวงกำลังสะเทือนใจอยู่หรือขอรับ?”
“ดินเสื่อมโทรมต้นไม้ก็ไม่เติบโต น้ำขุ่นมัวปลาและตะพาบก็ไม่โต อากาศแปรปรวนสิ่งมีชีวิตก็ไม่งอกงาม บ้านเมืองวุ่นวายก็เกิดการละเมิดจารีตประเพณี เป็นความผิดของใครกันเล่า? ดินหรือ? หญ้าหรือ? น้ำหรือ? ปลาหรือ?” แน่นอนว่าเผยเฉียนคงไม่เล่าความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ในใจให้เจี่ยฉวี่ฟัง จึงดึงเรื่องไปพูดในภาพรวม และปัญหาเชิงปรัชญาแบบนี้ ย่อมเป็นหัวข้อสนทนาที่ดีที่สุด
คำถามประเภทนี้ แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัว ปัจจัยเชิงอัตวิสัยและปรวิสัยล้วนเป็นความขัดแย้งที่ถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้นในทางปรัชญาเสมอ
คำพูดของเผยเฉียน แน่นอนว่าสามารถโยงไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ หญ้าขึ้นคดงอ ปลาเกิดมาพิการ จะไปโทษหญ้าและปลาทั้งหมดได้อย่างไร? แต่สิ่งที่เรียกว่าดินและน้ำนั้น มันดำรงอยู่ตามธรรมชาติ แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร?
เจี่ยฉวี่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ไร้ซึ่งการสั่งสอนให้หลงระเริงในกามคุณ พึงระมัดระวังรอบคอบ สวรรค์มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน พึงยึดถือคุณธรรมทั้งห้า สวรรค์มีลำดับชั้น พึงปฏิบัติตามจารีตทั้งห้า สวรรค์มีโชคชะตาที่ผูกพันกับคุณธรรม พึงใช้เครื่องแต่งกายและลวดลายทั้งห้า สวรรค์ลงทัณฑ์ผู้มีบาป พึงใช้การลงทัณฑ์ทั้งห้า ท่านข้าหลวงเห็นด้วยหรือไม่ขอรับ?”
เผยเฉียนได้ยินดังนั้นก็หันกลับไปมองเจี่ยฉวี่ จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา “วิชาการปกครองของเหลียงเต้าย่อมมีสิ่งให้ได้เรียนรู้จริงๆ!”
เจี่ยฉวี่ประสานมือรับคำชมเชยจากเผยเฉียน
สิ่งที่เจี่ยฉวี่พูดนั้นไม่ผิด ตอนนี้ในฐานะขุนนางของราชวงศ์ฮั่น แน่นอนว่าต้องทำหน้าที่ของขุนนางให้ดีที่สุด ช่วยแบ่งเบาภาระของราชวงศ์ฮั่น ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในตอนนี้
แน่นอนว่า เจี่ยฉวี่ก็มีความหมายแฝงเล็กๆ น้อยๆ ในการแสดงการสนับสนุนเผยเฉียนด้วย เผยเฉียนจึงกล่าวชมเชยจากใจจริงเพื่อแสดงความขอบคุณ
เผยเฉียนปรับสภาพจิตใจ กลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะกล่าวว่าสามารถเอาชนะการลอบโจมตีของกองทัพป๋ายปัวไปได้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังคงไม่สู้ดีนัก…

0 Comments