You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“คารวะท่านเจ้าเมืองออง” กาจูประสานมือทำความเคารพอองอิบ เจ้าเมืองฮอตั๋ง

เมื่อสองวันก่อน อองอิบเพิ่งจะเดินทางไปพบกาจูที่ค่ายใหญ่ทางใต้ของเมืองด้วยตนเอง เพื่อแจ้งความประสงค์ขอความช่วยเหลือจากเผยเฉียน ดังนั้นครั้งนี้กาจูจึงตั้งใจมาเยือนตอบตามธรรมเนียมของบัณฑิต และเพื่อแจ้งการตัดสินใจของเผยเฉียนให้อองอิบรับทราบ

“ดี! น้ำใจอันยิ่งใหญ่ของท่านเจ้าเมืองเผยในครั้งนี้ ข้าซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้!” อองอิบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด

การที่โลฉางต้องมาด่วนจากไปเพราะถูกซุ่มโจมตีนอกเมืองเซียงหลิง ถือเป็นความสูญเสียที่หนักหน่วงสำหรับอองอิบ หากมองข้ามความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับโลฉาง แล้วมองแค่เนื้องาน หากโลฉางยังอยู่ คนหนึ่งคุมทัพอยู่แนวหน้า อีกคนคอยส่งเสบียงอยู่แนวหลัง ถือเป็นการแบ่งงานที่ชัดเจนและสอดประสานกันอย่างลงตัว เพื่อร่วมกันต่อต้านการรุกรานจากศัตรู

แต่การตายของโลฉาง ก็เท่ากับอองอิบต้องสูญเสียแขนขวาไปอย่างไม่คาดคิด ดังนั้นการได้รับการสนับสนุนจากเผยเฉียน สำหรับอองอิบแล้วจึงเปรียบเสมือนการส่งถ่านให้ในยามหิมะตก

“ท่านเจ้าเมืองออง เกรงว่าตอนนี้นายท่านของข้าคงจะยกทัพออกไปแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยส่งหนังสือแจ้งไปยังอำเภอต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ด้วยขอรับ” กาจูกล่าว แม้ว่าอำเภอต่างๆ อาจจะไม่กล้าทำอะไรขัดขวางกองทัพของเผยเฉียน แต่หากอองอิบยอมออกหนังสือรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากจะใช้เบิกเสบียงได้บ้างแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยลดความยุ่งยากในการเคลื่อนทัพไปได้มาก

“แน่นอน!” อองอิบไม่เล่นแง่ใดๆ สั่งให้คนร่างหนังสือรับรองทันที พร้อมประทับตราประจำตำแหน่งของตน แล้วมอบให้กาจู

ในยุคฮั่น การแบ่งเขตแดนระหว่างเมืองต่างๆ ค่อนข้างชัดเจน หากจะยกทัพข้ามเขตแดน ต้องมีหนังสือรับรองจากราชสำนักส่วนกลาง หรือไม่ก็ต้องเป็นการเชิญชวนแบบที่อองอิบทำอยู่ตอนนี้

หากไม่มีอะไรเลยและยกทัพข้ามเขตแดนโดยพลการ นายอำเภอของแต่ละอำเภอก็มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้กองทัพนั้นเข้าเมือง และจะไม่สนับสนุนเสบียงใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อกาจูได้รับหนังสือรับรองฉบับนี้ การเคลื่อนทัพสู้รบของเผยเฉียนในเมืองฮอตั๋ง ก็ถือว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

กาจูเก็บหนังสือรับรองอย่างระมัดระวัง คุยเรื่องสัพเพเหระอีกสองสามประโยค แล้วจึงขอตัวลา “พรุ่งนี้ข้าจะถอนค่ายขึ้นเหนือ ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองอองมีสิ่งใดจะสั่งความหรือไม่”

อองอิบรู้สึกประหลาดใจ เพราะหากมองจากทำเลที่ตั้ง อันอวี้ถือเป็นเมืองแนวหลัง และสำหรับโจรโพกผ้าเหลืองแล้ว อันอวี้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองฮอตั๋งและมีการซ่อมแซมบูรณะอยู่เสมอ ถือเป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยาก ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ โจรโพกผ้าเหลืองจะไม่ยกทัพมาตีอันอวี้ ด้วยเหตุนี้ ค่ายของกาจูในอันอวี้จึงถือว่าเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย

แต่ตอนนี้กาจูกลับบอกว่าจะออกจากอันอวี้ไปที่ค่ายเป่ยชวี การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้อองอิบรู้สึกแปลกใจ “ท่านเจ้าเมืองเผยมีคำสั่งมาถึงท่านหรือ”

“มิได้ขอรับ เพียงแต่เมื่อทัพหน้ากำลังเสี่ยงชีวิต ข้าก็ไม่อยากหลบอยู่แต่แนวหลัง” พูดจบ กาจูก็ทำความเคารพอองอิบอีกครั้ง แล้วขอตัวลากลับไป

อองอิบเดินไปส่งเล็กน้อย มองดูกาจูเดินจากไป ไกลออกไป อองอิบเองก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดเช่นกัน

แม้กำแพงเมืองอันอวี้จะสูงตระหง่านและมีทหารเพียบพร้อม แต่การหลบอยู่แต่ในเมืองก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ แนวหน้ายังขาดผู้บัญชาการที่เก่งกาจอยู่

เหมือนอย่างที่กาจูเพิ่งพูดไป “ทัพหน้ากำลังเสี่ยงชีวิต” ทหารในอำเภอแนวหน้ากำลังต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่ตัวเขากลับนั่งแท่นอยู่แนวหลัง แม้จะไม่ได้มีความผิดอะไรใหญ่โต แต่ก็ไม่สมกับชื่อเจ้าเมืองผู้มีความรับผิดชอบ

ตั้งแต่เขากับโลฉางเข้ารับตำแหน่ง ก็ไม่ได้เลือกที่จะประนีประนอมกับพวกเศรษฐีท้องถิ่นในฮอตั๋ง ลึกๆ แล้วมันก็คือความหยิ่งทะนงและความยึดมั่นในอุดมการณ์ของพวกเขา มิเช่นนั้น หากยอมก้มหัวให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นตั้งแต่แรก การเป็นขุนนางก็จะง่ายดายกว่านี้มาก…

แต่ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการทำอะไรวู่วาม

หากเขาจะนำทัพไปแนวหน้า ก็ต้องเลือกสถานที่ที่เหมาะสมเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องไม่ตายด้วยการซุ่มโจมตีแบบงงๆ เหมือนโลฉาง

ทางที่ดีควรจะอยู่ใกล้กับตำแหน่งกองทัพของเผยเฉียน เพื่อจะได้สอดประสานและช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อองอิบยังคงมีความไว้วางใจเผยเฉียนมากกว่า เพราะทิศทางการเคลื่อนไหวของเผยเฉียนไม่ได้ขัดแย้งกับเขาเลย ผิดกับบางคน…

อองอิบขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าตนเองควรจะไปประจำการที่ใดถึงจะเหมาะสมที่สุด…

“ข้าว่านะ ท่านแม่ทัพเอียว วันก่อนเจ้าก็บอกว่าจะต้องยึดเซียงหลิงให้ได้ วันนี้เจ้ากลับบอกว่ายึดเซียงหลิงไม่ได้แล้ว นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า? หา? ฮ่าๆๆๆ…”

ลิเลกหัวเราะจนตัวงอ

เอียวฮองไม่สนใจลิเลก เขายกจอกสุราขึ้นดื่มเงียบๆ สุรานี้เป็นสุราชั้นดี เป็นสุราที่เอียวฮองและคนอื่นๆ บนเขาหลี่เหลียงไม่มีวันได้ดื่ม รสชาติกลมกล่อม หอมหวนยาวนาน หวานติดปลายลิ้น แต่น่าเสียดายที่สุราไหนี้เป็นไหสุดท้ายแล้ว หากอยากจะดื่มสุรารสเลิศเช่นนี้อีก คงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว

โฮจ๋ายนั่งอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคำพูดของลิเลก ก็เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปสนใจหยกพกในมือต่อ หยกพกชิ้นนี้ใสกระจ่าง ลวดลายเรียบง่ายแต่หรูหรา เป็นศิลปะยุคฮั่นอย่างแท้จริง โฮจ๋ายยิ่งดูก็ยิ่งชอบ เขาเป่าลมใส่หยกพก แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดอย่างมีความสุข

มีเพียงฮันเซียมที่นั่งหลังตรง มือหนึ่งลูบเครา ดูมีสง่าราศีไม่น้อย ฮันเซียมเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ทัพเอียว เกิดเรื่องพลิกผันอันใดขึ้นหรือ”

เอียวฮองวางจอกสุราลงแล้วกล่าวว่า “ในวันที่ตีหย่งอันแตก ข้าก็เสนอให้รีบยกทัพไปตีเซียงหลิงต่อ อาศัยจังหวะที่เซียงหลิงยังไม่ทันตั้งตัว ยึดเมืองให้ได้ในคราวเดียว ถ้าทำได้แบบนั้น แผนการทั้งหมดของเราก็จะสำเร็จ จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ได้ จะอยู่ที่ฮอตั๋งหรือย้ายไปไท่หยวน จิ้นจง ก็สะดวกสบาย…”

“เรื่องนั้นเจ้าก็เคยพูดไปแล้ว ข้าหมายถึงทำไมตอนนี้เจ้าถึงบอกว่าไปตีเซียงหลิงไม่ได้แล้ว…” ลิเลกส่ายหัว พูดจาโผงผาง มือก็เกาเป้ากางเกงไปด้วยเพราะรู้สึกคันยิบๆ

ฮันเซียมกล่าวว่า “ล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น พูดจาตามสบายเถอะ ท่านแม่ทัพเอียวอย่าได้ถือสา… ว่าแต่เหตุใดท่านแม่ทัพเอียวถึงบอกว่าตอนนี้ไม่ควรโจมตีเซียงหลิงแล้วล่ะ”

“หึหึ…” เอียวฮองรินสุราให้ตัวเองอีกจอก ยกจอกขึ้นพลางกล่าวว่า “ถ้าเป็นตอนนั้น ตอนนี้เราคงได้นั่งดื่มสุราฉลองชัยกันอยู่ในเมืองเซียงหลิงแล้ว แต่ตอนนี้เพิ่งจะมาออกทัพหรือ?”

เอียวฮองส่ายหน้า หยุดไปชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อ “อำเภอเซียงหลิงตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำเฝินสุ่ยและเทือกเขาหลี่เหลียง ทำเลตั้งรับง่ายโจมตียาก เราเสียเวลาไปเปล่าๆ สามสี่วัน ขืนไปตีตอนนี้ เกรงว่าทางฮอตั๋งคงเตรียมการรอรับมือเราไว้พร้อมแล้ว!”

ลิเลกชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเถียงคอเป็นเอ็น “คนของเราตั้งเยอะแยะ ต่อให้เซียงหลิงเตรียมตัวไว้แล้วจะทำไม? ยังไงก็ตีแตกได้สบายๆ อยู่แล้ว!”

โฮจ๋ายที่กำลังยกหยกพกขึ้นส่องกับแสงแดด เมื่อได้ยินคำพูดของลิเลก ก็หลุดหัวเราะออกมา พลางกล่าวว่า “งั้นก็เชิญท่านแม่ทัพลิเป็นทัพหน้าเลยสิ! พวกเราจะรอฟังข่าวดีจากท่านแม่ทัพลิก็แล้วกัน!”

“มารดามันเถอะ! ให้ข้าไปบุกตะลุย แล้วเจ้าคอยชุบมือเปิบรึไง? ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว!” ลิเลกไม่พอใจทันที จึงด่าสวนกลับไป

“พอได้แล้ว!” ฮันเซียมขมวดคิ้ว “เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น จะเถียงกันทำไม! ท่านแม่ทัพเอียว สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ตกลงว่าเราจะไม่ตีเซียงหลิงจริงๆ หรือ”

เอียวฮองกระดกสุรารวดเดียวหมดจอก หลับตาลิ้มรสสุราอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ถ้าใช้วิธีเดิม คงไม่ได้ผลแน่… ยังไงก็ต้องหาวิธีอื่นอยู่ดี…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note