ตอนที่ 376 ปัญหาการใช้คน
แปลโดย เนสยังคนแรกที่เข้ามาคือหลงจู๊ตระกูลชุยจากตลาด ในมือถือม้วนไม้ไผ่หลายม้วน พอเดินมาถึงตรงหน้าก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน อยากจะคุกเข่าทำความเคารพอย่างเต็มยศ แต่ในมือก็มีของเกะกะ ถ้าไม่ทำความเคารพ ก็กลัวว่าเผยเฉียนจะเอาผิด ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจยิ่งนัก…
“ไม่ต้องมากพิธี มีเรื่องอะไรก็ว่ามาได้เลย” เผยเฉียนยิ้ม
“อ๊ะ… อ่า ขอรับ ท่าน… ท่านเจ้าเมืองเผย นี่… นี่คือบัญชีของเมื่อวานขอรับ…” หลงจู๊ตระกูลชุยเริ่มพูดตะกุกตะกักด้วยความประหม่า แต่พอพูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองถนัด น้ำเสียงก็เริ่มลื่นไหลขึ้น “…เมื่อวานขายชาอัดแท่งไปได้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามชั่งหกตำลึง ผ้าป่านหยาบสี่สิบเอ็ดพับ ผ้าป่านเนื้อละเอียดสิบเจ็ดพับ ผ้าไหมสี่พับ เกลือเม็ดหยาบยี่สิบแปดสือหกโต่ว…”
“…รับแกะตัวใหญ่สองร้อยยี่สิบสองตัว แกะตัวเล็กหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าตัว หนังแกะชั้นดีสี่ร้อยเจ็ดสิบสามผืน หนังแกะธรรมดาสามร้อยแปดสิบผืน ม้าตัวเมียสองตัว ม้าตัวผู้เจ็ดตัว…”
หลงจู๊ตระกูลชุยรายงานไปพลาง ยื่นบันทึกให้เผยเฉียนดูไปพลาง
นี่คือบัญชีรับจ่าย
ม้วนไม้ไผ่หนึ่งม้วนบันทึกรายรับ อีกม้วนบันทึกรายจ่าย นี่คือบัญชีการซื้อขาย
จากนั้นก็เป็นบัญชีสต็อกสินค้าแต่ละชนิด ยอดรวมรายรับและรายจ่าย เช่น แกะ รับเข้ามาตอนไหนจำนวนเท่าไหร่ แล้วถูกส่งออกไปตอนไหนจำนวนเท่าไหร่ ถูกกินไปเท่าไหร่…
เรียบง่าย แต่ก็ล้าหลัง
เผยเฉียนดึงกระดาษมาแผ่นหนึ่ง ขีดเส้นแบ่งเป็นสี่ส่วน เขียนคำว่า “ยอดยกมา” “รายรับใหม่” “รายจ่าย” และ “ยอดคงเหลือ” ลงในแต่ละส่วน จากนั้นก็อธิบายความหมายของแต่ละส่วนให้หลงจู๊ตระกูลชุยฟังคร่าวๆ แล้วบอกให้เขานำรายการเข้าออกในบัญชีรับจ่ายแต่ละรายการมาลงบัญชีตามสี่ส่วนนี้ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบบัญชีการซื้อขายแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นวิธีลงบัญชีแบบ “สี่เสาหลัก (ซื่อจู้)”
ก่อนหน้านี้ เผยเฉียนเคยนำวิธีลงบัญชี “สี่เสาหลัก” นี้มาช่วยแก้ปัญหาความสับสนในการจัดการบัญชีเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้เตียวเลี้ยวมาแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มมีการค้าขายเป็นของตัวเอง จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่นำมาใช้ ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีลงบัญชีแบบเดิมคือ มันสามารถแสดงตัวเลขให้ผู้ตรวจสอบบัญชีเห็นได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งคำนวณหักลบกลบหนี้จากบัญชีหลายๆ เล่มอีก
หลงจู๊ตระกูลชุยรับกระดาษวิธีลงบัญชีแบบ “สี่เสาหลัก” ไปพิจารณาดู ทั้งตกใจและดีใจจนมือสั่นเทา…
“เจ้าชื่ออะไร” เผยเฉียนถาม
“ผู้น้อยชื่อ… โหย่วไฉ (มีทรัพย์) ได้รับความเมตตาจากนายผู้เฒ่าตระกูลชุยให้ใช้แซ่ชุยขอรับ”
“อืม ชุยโหย่วไฉ ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน เจ้าสามารถจัดการลงบัญชีตามวิธีนี้ให้เสร็จเรียบร้อยได้หรือไม่?” ตอนนี้การค้าขายของเผยเฉียนที่เป่ยชวียังเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน บัญชีที่สะสมไว้ยังมีไม่มากนัก ดังนั้นการเปลี่ยนรูปแบบการลงบัญชีในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ได้ขอรับ! ผู้น้อยทำได้แน่นอน… ท่านเจ้าเมืองเผย วิธีลงบัญชีนี้…” ชุยโหย่วไฉรู้สึกคอแห้งผาก เขาเป็นหลงจู๊ทำงานให้ตระกูลชุยมาสิบกว่าปีแล้ว พอได้เห็นวิธีลงบัญชีนี้ เขาก็รู้ทันทีว่ามันสำคัญมากแค่ไหน…
“ข้ามอบวิธีนี้ให้เจ้า แล้วเจ้าคัดลอกอีกชุดส่งไปให้นายท่านตระกูลชุยด้วย” เผยเฉียนเข้าใจว่าชุยโหย่วไฉกำลังคิดอะไรอยู่ จึงพูดต่อ “…ตั้งใจทำงานให้ดีนะ จงรู้ไว้ว่าตลาดแดนเหนือแห่งนี้จะต้องขยายใหญ่ขึ้นอีกมาก…”
ชุยโหย่วไฉพยายามสะกดกลั้นความดีใจอย่างสุดซึ้ง คุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพเผยเฉียนอย่างเต็มยศ ก่อนจะอุ้มม้วนไม้ไผ่เดินออกจากกระโจมไป ทั่วทั้งร่างราวกับเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงาน
…
งานของค่ายหลังส่วนใหญ่คือการเบิกจ่ายเสบียงอาหาร ต้องมีเอกสาร และต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากตู้หยวน…
การจัดเตรียมขบวนรถม้าส่งของไปอันอวี้ ต้องมีเอกสาร และต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากตู้หยวน…
วัตถุดิบและผลผลิตจากโรงหลอมเหล็กต้องลงบัญชี ต้องมีเอกสาร และต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากตู้หยวน…
และเรื่องอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
อันที่จริงงานพวกนี้ไม่ได้ยากอะไรเลย แต่เพราะตู้หยวนรวบอำนาจการตัดสินใจทุกอย่างไว้ที่ตัวเองคนเดียว ถึงได้ยุ่งจนหัวปั่นขนาดนี้ ในสายตาของเผยเฉียน เรื่องหลายๆ เรื่องไม่มีความจำเป็นต้องลงไปจัดการรายละเอียดลึกขนาดนั้นเลย
ปัญหาของตู้หยวนในสายตาเผยเฉียนก็คือ เขาไม่รู้จักการกระจายอำนาจ หรืออาจจะยังไม่มีแนวคิดนี้ ถึงได้ทำให้ตัวเองต้องเหนื่อยล้าขนาดนี้
แน่นอนว่าอาจจะเป็นเพราะเผยเฉียนไม่ได้มอบอำนาจในการแต่งตั้งคนให้ตู้หยวนด้วย
งานค่ายหลังก็มอบหมายให้ผู้กองคนนั้นจัดการ เบิกจ่ายเสบียงและสิ่งของตามความจำเป็น บันทึกรายรับรายจ่ายให้เรียบร้อย แล้วส่งรายงานทุกๆ สามวัน ส่วนเรื่องขบวนรถม้าส่งของก็มอบหมายให้ชุยโหย่วไฉหลงจู๊ดูแล จัดการเรื่องการขนส่งตามความขาดแคลนของสินค้าที่มีอยู่ แล้วค่อยมาคำนวณหลังจากการขนส่งแต่ละเที่ยว ส่วนเรื่องโรงหลอมเหล็กยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แค่สั่งให้ฮองเต้าเป็นคนจดบันทึก แล้วมาตรวจสอบบัญชีกันทุกๆ ห้าวัน…
อันที่จริงการบริหารจัดการในยุคหลังนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัว เพราะอาศัยการบริหารจัดการผ่านคน เมื่อจัดการคนได้ดี เรื่องงานก็จัดการได้ดีเอง ไม่ใช่แบบที่ตู้หยวนทำ คือจ้องแต่จะจัดการงานโดยไม่สนใจเรื่องคน เหมือนกับการอบรมพนักงานใหม่ ที่เนื้อหาส่วนใหญ่มักจะเป็นการปลูกฝังแนวคิด ส่วนเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติงานจริงๆ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะหลายๆ อย่างพนักงานต้องค่อยๆ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง
นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เผยเฉียนพบเมื่อมาดูงานแทนตู้หยวน
นั่นคือการขาดแคลนลูกหลานจากตระกูลขุนนาง
ลูกหลานตระกูลขุนนางเป็นแวดวงหนึ่ง และคนที่พึ่งพิงตระกูลขุนนางอย่างชุยโหย่วไฉก็เป็นอีกแวดวงหนึ่ง ถัดจากนั้นจึงจะเป็นพวกทหารและชาวบ้านทั่วไป
เพราะมีลูกหลานตระกูลขุนนางไม่เพียงพอ งานด้านเอกสารหลายๆ อย่างจึงต้องตกเป็นภาระของตู้หยวน นี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ในระยะนี้ แต่เผยเฉียนก็สามารถขยายแวดวงของคนกลุ่มที่สองอย่างชุยโหย่วไฉให้ใหญ่ขึ้นได้…
เขียนหนังสือไม่เป็นก็ไม่เป็นไร จำสัญลักษณ์เอาไม่ได้หรือไง?
นับเลขไม่เป็นก็ไม่เป็นไร แสตมป์ลายนิ้วมือเป็นไหมล่ะ?
หลายๆ ครั้ง ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้โง่ เรียนรู้หนังสือและการคำนวณไม่ได้ แต่เป็นเพราะเมื่อก่อนพวกเขาไม่มีโอกาสได้เรียน และไม่มีใครยอมสอนให้ต่างหาก
แต่ตอนนี้เผยเฉียนไม่ได้ต้องการให้คนพวกนี้เขียนบทความสละสลวย หรือเอาแต่ท่องจำตำราคณิตศาสตร์เก้าบท ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
สำหรับเผยเฉียนแล้ว การขาดแคลนลูกหลานตระกูลขุนนาง กลับกลายเป็นโอกาสที่เขาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
การผูกขาดความรู้ของตระกูลขุนนางนั้นรุนแรงเกินไป อย่างน้อยก็ขัดกับหลักการ “การศึกษาสำหรับทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น” ของขงจื๊อในสมัยชุนชิวจ้านกั๋วอย่างสิ้นเชิง วงการทั้งหมดกลายเป็นระบบปิด และในที่สุดเมื่อถึงยุคตงจิ้น ความเป็นระบบปิดก็พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด และนำไปสู่ความเสื่อมถอยในที่สุด
ดังนั้น เผยเฉียนจึงอาศัยโอกาสที่เกิดปัญหาการบริหารคนของตู้หยวนในครั้งนี้ แต่งตั้งคนในระดับล่างให้ขึ้นมารับตำแหน่งต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนคนในระดับกลางขึ้นมาโดยปริยาย
ถึงอย่างไรตอนนี้ทุกคนก็รู้สถานการณ์ดีว่าไม่มีลูกหลานตระกูลขุนนางให้ใช้งาน จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่สุดที่จะได้ลงมือทำเรื่องนี้…

0 Comments