You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“ใต้เท้าเผย หอกอยู่ที่นั่น ไม่จำเป็นต้องเอาแต่จ้องมอง หากท่านยิ่งมองปลายหอก ท่านก็จะยิ่งฝึกได้ไม่ดี” แม้ว่าตามปกติม้าเอี๋ยนจะค่อนข้างให้ความเคารพเผยเฉียน แต่ในเวลาที่ต้องจริงจัง เขากลับไม่เคยออมชอมเลยแม้แต่น้อย

ฮองเฉิงนั้นใช้ดาบเป็นอาวุธ แม้จะพอมีความรู้เรื่องเพลงหอกอยู่บ้าง แต่หากนำไปเทียบกับปรมาจารย์ผู้ใช้หอกอย่างม้าเอี๋ยนแล้ว ก็ยังมีช่องว่างความห่างชั้นอยู่มากจริงๆ

คนโบราณกล่าวไว้ว่า ดาบหนึ่งเดือน พลองหนึ่งปี หอกตลอดชีวิต การจะฝึกหอกให้เชี่ยวชาญนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพลงหอกสำหรับการต่อสู้แบบตัวต่อตัวในสนามรบ กับเพลงหอกเวลาตั้งประจันหน้ากับทหารเลวนั้น เป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นสองระบบที่แยกขาดจากกัน

ทหารหอกยาวมักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนส่วนใหญ่เสมอ เช่นเดียวกับเผยเฉียนที่ตอนเกณฑ์ทหารก็มีจำนวนทหารหอกยาวมากที่สุด ไม่มีเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะทหารหอกยาวมีข้อกำหนดในการสวมใส่อุปกรณ์ที่ต่ำที่สุด

ปลายเหล็กหนึ่งอัน ตะปูเหล็กหนึ่งตัว ด้ามไม้หนึ่งท่อน เพียงเท่านี้ก็เป็นทหารหอกยาวได้แล้ว เผยเฉียนยังถือว่าใจดีที่แจกจ่ายเกราะเกล็ดให้กับทหารทุกคน ในขณะที่คนส่วนใหญ่เวลาเกณฑ์ทหารหอกยาว แทบจะไม่มีการแจกชุดเกราะให้เลยเพื่อเป็นการประหยัดเงิน

หากกล่าวว่ามีร่างกายที่แข็งแรงพอจะถือโล่ได้ และมีความกล้าหาญมากพอ ก็สามารถรับหน้าที่เป็นทหารดาบโล่ สวมชุดเกราะ ถือดาบและโล่ เป็นนักรบผู้กล้าหาญในแนวหน้าของการต่อสู้ระยะประชิด

ส่วนคนเหล่านั้นที่ไม่มีอาการตาบอดกลางคืน สายตาไม่สั้น และมีกำลังแขนในระดับที่ใช้ได้ ถึงจะถูกคัดเลือกให้เป็นทหารธนูหรือทหารหน้าไม้เพื่อทำการฝึกฝน

และผู้ที่มีรูปร่างสมส่วน ไม่สูงไม่เตี้ย ไม่ป้อมไม่ผอม มีความคล่องแคล่วว่องไว ถึงจะถูกคัดเลือกให้เป็นกองหนุนของทหารม้า เพื่อเข้ารับการฝึกในรายการที่เกี่ยวข้องกับทหารม้าต่อไป

ดังนั้นในแง่หนึ่ง ทหารหอกยาวจึงเป็นระดับที่ต่ำที่สุดและมีราคาถูกที่สุด

การฝึกทหารหอกยาวสักคนนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การจะฝึกเพลงหอกให้ดีกลับไม่ใช่เรื่องง่าย

เผยเฉียนฝึกหอกท่าจงผิงมาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว แต่ในสายตาของม้าเอี๋ยน สิ่งนั้นแทบจะไม่นับเป็นอะไรเลย

เพราะมันหยาบกระด้างเกินไป หากอ้างอิงจากคำพูดเดิมของม้าเอี๋ยนก็คือ ต่อให้เรียนจนชำนาญแค่ไหน ก็เป็นได้แค่ทหารหอกยาวที่เชี่ยวชาญคนหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ใช้หอก และยิ่งไม่อาจใช้คำว่า “เป็น” ได้เลย

แม้ว่าม้าเอี๋ยนจะเดินตามเส้นทางที่ดุดันแข็งกร้าว แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการให้คำแนะนำแก่เผยเฉียน เพลงหอกตระกูลม้าแม้นจะแข็งกร้าวก็จริง แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่พลิกแพลงอยู่บ้าง

“บุ้นอ้วนก็เหมือนกัน สอนท่าจงผิงนี้ให้ก็ไม่ผิดหรอก แต่กลับไม่ยอมอธิบายการเปลี่ยนแปลงในนั้นให้ท่านฟังเลย ไม่ค่อยใส่ใจเลยจริงๆ…” ม้าเอี๋ยนกล่าว

“พี่เซิ่งหยวนรู้จักบุ้นอ้วนด้วยหรือ” เผยเฉียนถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี

ม้าเอี๋ยนพยักหน้าพลางกล่าวว่า “สมัยก่อนตอนที่บุ้นอ้วนเดินทางท่องเที่ยวไปทางดินแดนเหนือ เคยพบหน้ากันอยู่บ้าง…”

แค่ “เคยพบหน้า” งั้นหรือ

ไม่เคยประลองฝีมือแลกเปลี่ยนวิชากันเลยหรือ

เผยเฉียนค่อนข้างจะไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไร ทว่าเรื่องนี้ก็พอจะเดาออกได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครแพ้ใครชนะ หรือว่าเสมอกัน

“จริงสิ พี่เซิ่งหยวนพอจะรู้หรือไม่ว่าในดินแดนเหนือ แถวๆ ฉางซาน มีปรมาจารย์เพลงหอกแซ่ถงอยู่บ้างหรือไม่”

“แซ่ถงหรือ ฉางซานหรือ” ม้าเอี๋ยนมีสีหน้างุนงง “ใต้เท้าไปได้ยินมาจากที่ใดกัน ข้าอยู่ดินแดนเหนือมาหลายปี ไม่เคยได้ยินว่ามีปรมาจารย์เพลงหอกแซ่ถงเลย… ที่ฉางซานมีอยู่ตระกูลหนึ่งที่ใช้หอกได้ดีทีเดียว แต่แซ่เตียว ไม่ได้แซ่ถง… จริงสิ เพลงหอกของตระกูลเตียวนั้นค่อนข้างจะเหมาะให้ใต้เท้าฝึกอยู่นะ…”

ไม่มีปรมาจารย์เพลงหอกแซ่ถงงั้นหรือ

ม้าเอี๋ยนไม่มีความจำเป็นต้องโกหก นั่นก็หมายความว่าในดินแดนเหนือไม่มีบุคคลที่ชื่อถงยวนอยู่จริงๆ แล้วถงยวนจะไปอยู่ที่ไหนกัน

หรือหากอนุมานให้ลึกลงไปอีก เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะไม่มีตัวละครที่ชื่อถงยวนอยู่เลย

แต่ถ้าไม่มีถงยวน แล้วเพลงหอกของเตียวหยุนมาจากไหนกัน

เพลงหอกร้อยปักษาค้อมหงสาล่ะ

เพลงหอกเจ็ดงูเลื้อยล่ะ

คำถามต่อไปก็คือ เตียวหยุนกับเตียวสิ้วตกลงมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่

นี่มันช่างเป็นเรื่องที่สับสนวุ่นวาย ทำให้เผยเฉียนมึนงงไปชั่วขณะ…

“ใต้เท้าเผย ท่านจงคิดเสียว่าตัวเองกำลังใช้พู่กันเขียนหนังสือ ปลายหอกก็คือปลายพู่กัน ต้องฝึกให้พลิ้วไหวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของแขนขา สั่งการได้ดั่งใจนึก เมื่อคุ้นเคยกับธรรมชาติของหอกแล้ว ถึงจะสามารถไปฝึกอย่างอื่นได้ เอาล่ะ พักสักหน่อยเถอะ…”

เผยเฉียนหอบหายใจเฮือกใหญ่ การต้องใช้ปลายหอกเขียนหนังสือบนพื้นทรายนี่มันช่างเหน็ดเหนื่อยกว่าการฝึกแทงหอกเสียอีก การประคองหอก ข้อมือต้องคอยควบคุมอย่างละเอียดอ่อนตลอดเวลา หากลงน้ำหนักคลาดเคลื่อนไปเพียงนิด ตัวอักษรก็จะบิดเบี้ยว จากนั้นก็ต้องใช้ปลายหอกกวาดทรายให้เรียบแล้วเขียนใหม่…

เผยเฉียนเพิ่งจะคิดวางหอกยาวลงเพื่อขยับข้อมือพักผ่อน แต่กลับถูกม้าเอี๋ยนห้ามไว้ โดยบอกว่ายิ่งเวลาที่เหนื่อยล้ามากเท่าไร ก็จะยิ่งจดจำน้ำหนักและความยาวของหอกได้ดีขึ้นเท่านั้น ดังนั้นหากมือทั้งสองข้างต้องการจะพัก ก็ทำได้เพียงสลับกันพักทีละข้าง หอกยาวจะต้องถูกกำไว้ในมือตลอดเวลา

ก็ได้…

เพื่อให้เผยเฉียนเคยชินกับรูปแบบการฝึกนี้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ม้าเอี๋ยนจึงหาคำถามมาดึงดูดความสนใจของเผยเฉียน “เหตุใดใต้เท้าจึงอยากฝึกหอก อาวุธอย่างหอกยาวนั้น แม้ช่วงแรกจะง่าย แต่ช่วงหลังกลับยากยิ่ง สู้ดาบหรือพลองที่เรียบง่ายกว่าไม่ได้เลย”

“ฮะฮะ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก…” เผยเฉียนเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ตอนที่นั่งดื่มสุราที่บ้านของอุนโหลิโป้ให้ฟัง จากนั้นจึงถามว่า “ถ้าเช่นนั้นพี่เซิ่งหยวนก็ย่อมต้องรู้จักอุนโหด้วยสินะ”

“ไม่เคยพบหน้า แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียง…” ม้าเอี๋ยนเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เหลือบมองเผยเฉียน คล้ายกับจงใจจะชี้แนะอะไรบางอย่าง “ชื่อเสียงของอุนโหนั้นยิ่งใหญ่มากในหมู่ชาวหูทางดินแดนเหนือ…”

ชื่อเสียงยิ่งใหญ่งั้นหรือ

หมายความว่าอย่างไรกัน

ชื่อเสียงของอุนโหลิโป้ในหมู่ชาวหู แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ตัวแทนของความสนิทสนมและเป็นมิตร ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมที่แลกมาด้วยเลือดและคาวน้ำตาเสียมากกว่า…

แล้วที่ม้าเอี๋ยนพูดเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

เผยเฉียนนึกเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมบางอย่างของม้าเอี๋ยนในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จู่ๆ ในใจก็สะกิดคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “หรือพี่เซิ่งหยวนรู้สึกว่าวิธีที่ข้าปฏิบัติต่อชาวหูนั้นไม่ค่อยเหมาะสม ดูจะ… เอ้อ… ใจดีเกินไปหน่อยใช่หรือไม่”

ท้ายที่สุดแล้ว สาเหตุหลักที่ม้าเอี๋ยนปลีกวิเวกจากเขตซ่างจวิ้นมาอยู่ที่อันอวี้ ก็เพราะชาวหูรุกรานลงใต้ เรียกได้ว่าตัวม้าเอี๋ยนเองไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อชาวหูเลยแม้แต่น้อย หากใช้คำพูดของคนยุคหลังก็คือ ในสายตาของม้าเอี๋ยน ชาวหูที่ตายแล้วเท่านั้นถึงจะเป็นชาวหูที่ดี…

ม้าเอี๋ยนไม่คาดคิดว่าเผยเฉียนจะจับความหมายที่เขาต้องการสื่อได้อย่างเฉียบแหลมขนาดนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ

เผยเฉียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ให้ม้าเอี๋ยนเข้าใจอย่างเรียบง่ายได้อย่างไร หากจะยกเหตุผลตามตำรามาอ้าง ม้าเอี๋ยนก็คงไม่สนใจ สู้พูดอะไรที่ตรงไปตรงมาจะดีกว่า “พี่เซิ่งหยวน ท่านคิดว่าศัตรูของศัตรูคือคนดีหรือคนเลว ชาวหูคือคนคนเดียวหรือคือคนกลุ่มหนึ่ง ระหว่างชาวหูด้วยกันจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นหรือไม่”

“เรื่องนี้…” ม้าเอี๋ยนขมวดคิ้ว เขาไม่เคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อนเลยจริงๆ

“ยังมีอีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก…” เผยเฉียนยิ้มแล้วกล่าวต่อ “…ตอนนี้พวกเรายากจนนะ หากไม่ฉวยโอกาสนี้หาเงินให้มากๆ รอจนกระทั่งเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ ก็จะหาเงินไม่ได้แล้ว… อีกอย่าง ข้าก็มักจะขบคิดอยู่เรื่องหนึ่งเสมอ นั่นคือเหตุใดเวลาพวกเราทำสงครามกับชาวหู ต่อให้รบชนะก็ยังขาดทุนอยู่ดี…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note