You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เสียง “ฉ่า” ดังขึ้น รอยร้าวตรงกลางหม้อทองแดงที่เพิ่งจะซ่อมเสร็จอย่างลวกๆ ไม่อาจทนทานต่อความร้อนจากเปลวไฟได้อีกต่อไป น้ำในหม้อหกทะลักลงมารวดเดียว ดับกองไฟเล็กๆ จนมอดสนิท

อาต๋าโกรธจัด กระชากหม้อทองแดงที่แตกร้าวลงมาจากเตา เงื้อมือขึ้นเตรียมจะฟาดหม้อลงกับพื้น แต่แล้วก็ต้องชะงักมือไว้ พลางจ้องมองหม้อทองแดง ใบหน้า หนวดเครา และคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนยับย่น

หม้อทองแดงใบนี้เก่ามากแล้ว เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเกรอะกรัง ดูเหมือนจะไม่เคยถูกขัดล้างทำความสะอาดเลย เขม่าควันผสมกับคราบน้ำมันเกาะเป็นชั้นหนาตรงขอบหม้อ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขอบหม้อ ก้นหม้อต่างหากที่รั่ว

คาดว่าหม้อทองแดงใบนี้คงมีรอยตามดตั้งแต่ตอนหล่อขึ้นรูปมาแล้ว พอใช้ไปนานๆ ต่อให้ระมัดระวังแค่ไหน รอยตามดก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนสุดท้ายก็ปริแตกเป็นรอยร้าว…

เมื่อวานอาต๋าใช้เวลาทั้งวัน พยายามประกอบรอยร้าวให้เข้าที่อย่างระมัดระวัง แล้วเอาเชือกป่านมาพันรอบขอบหม้อหลายๆ ทบ หวังจะใช้แรงกดทับให้หม้อทองแดงสมานกันเหมือนเดิม แต่การทดลองในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ความพยายามอันสมบูรณ์แบบนั้น สูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง

รอยร้าวบนหม้อทองแดง ราวกับเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย

พวกชาวหูมักจะรับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก แต่การรับประทานเนื้อสัตว์ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา คือมักจะเกิดอาการท้องผูก…

โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายมนุษย์มีเอนไซม์ย่อยโปรตีนสำหรับย่อยสลายเส้นใยจากสัตว์ ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงสามารถย่อยเนื้อสัตว์ได้ทั้งหมด แต่ลำไส้ของมนุษย์ต้องการเส้นใยจากพืชเพื่อช่วยในการบีบตัว การรับประทานแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นหลักจึงทำให้ขาดวิตามิน

ดังนั้นบนทุ่งหญ้า หากใครเจ็บป่วย ส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคท้องผูก คือท้องอืดท้องเฟ้อ หรือไม่ก็เป็นโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากการขาดวิตามิน…

เดิมทีอาต๋ามีลูกสี่คน แต่ตายไปเสียสองคน ตอนนี้ลูกคนโตที่รอดชีวิตมาได้ก็ดันมาล้มป่วย ท้องป่องเป็นลูกแตงโม แม้แต่เนื้อแกะย่างหอมฉุยก็ยังกินไม่ลง ไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในเผ่าดูอาการ ต่างก็บอกว่าเป็นโรคท้องอืด ต้องต้มน้ำชาให้กินถึงจะหาย

แต่ในดินแดนแถบนี้ จะไปหาชามาจากไหนล่ะ?

แม้แต่เศษใบชายังไม่มีให้เห็นเลย!

อาต๋ากับภรรยาจึงจำใจต้องไปเก็บต้นกระเทียมป่าและหญ้าเฉียนเฉ่าตามทุ่งหญ้า มาลองต้มน้ำให้ลูกกินประทังไปก่อน เผื่อจะช่วยได้บ้าง…

อาต๋าเป็นเพียงชาวหูธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีแกะสิบกว่าตัว ม้าสามสี่ตัว กระโจมหนึ่งหลัง ภรรยามือหยาบกร้านหนึ่งคน และลูกครึ่งโตอีกสองคน มีสมบัติแค่นี้แหละ เอาไปเทียบกับพวกหัวหน้าเผ่าที่มีวัวควายแกะแพะเป็นสิบเป็นร้อยหรือเป็นพันตัวไม่ได้เลย หม้อทองแดงเป็นเพียงภาชนะประกอบอาหารชิ้นเดียวในบ้าน แต่น่าเสียดายที่มันพังเสียแล้ว

หม้อทองแดงใบนี้รั่วมานานแล้ว แต่อาต๋าก็ตัดใจทิ้งไม่ลง เก็บมันไว้มาตลอด ครั้งนี้เพราะลูกชายป่วย จึงจำต้องเอามันออกมาใช้ พยายามซ่อมแซมอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็สูญเปล่า…

น้ำซุปดับกองไฟหน้ากระโจม ควันลอยคละคลุ้งเข้าไปในกระโจม หญิงชาวหูสำลักควันจนไอคอกแคก เดินออกมาเห็นสภาพเละเทะหน้ากระโจม ก็ถึงกับยืนอึ้งไป

“หรือว่า… ไปลองขอยืมหม้อที่บ้านปาต๋าดูไหม?”

อาต๋าตอบเสียงอ่อย “เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจะไปยืมมา ลืมไปแล้วหรือไง?”

ชาวหูย้ายถิ่นฐานตามแหล่งน้ำและทุ่งหญ้า ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ชิดกันเหมือนชาวฮั่น แม้แต่คนที่อยู่ใกล้กัน บางครั้งขี่ม้าไปหากันยังต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งหรือสองชั่วยาม ถ้าอยู่ไกลหน่อยก็อาจจะใช้เวลาครึ่งวันหรือเต็มวันเลยทีเดียว

“แล้ว… แล้วจ๋ากู่ล่ะ? บ้านเขาน่าจะอยู่ไกลกว่านี้นิดหน่อย…”

“ย้ายไปแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ยินว่าย้ายลงใต้ไปแล้ว…”

“…ถ้าอย่างนั้น… จะทำยังไงดีล่ะ?” หญิงชาวหูพึมพำ

“จะทำยังไง! จะทำยังไง! ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าต้องทำยังไง!” อาต๋าตะคอกใส่กะทันหัน แล้วก็โยนหม้อทองแดงใส่หน้าอกภรรยา เตะซากกองไฟที่ดับสนิทแล้วจนกระจุยกระจาย

หญิงชาวหูถูกหม้อทองแดงกระแทกจนเซถลา นางกอดหม้อที่แตกร้าวไว้แล้วก็ตะคอกกลับไปว่า “เจ้าเป็นผู้ชาย! เจ้าก็ต้องรู้สิว่าต้องทำยังไง!”

อาต๋าที่กำลังหงุดหงิดอยู่แล้ว พอโดนภรรยาสวนกลับแบบไม่ไว้หน้า ก็ยิ่งโมโหเลือดขึ้นหน้า คว้าท่อนฟืนขึ้นมาเตรียมจะฟาด

หญิงชาวหูกอดหม้อทองแดงหลบซ้ายหลบขวา วิ่งหนีพลางร้องโวยวาย “อ๊าก… คราวก่อนใครเป็นคนทำหม้อแตกห๊ะ! คราวนี้ยังจะมาตีอีก! เจ้าตีข้ากับลูกให้ตายไปเลยสิ!”

อาต๋ายิ่งโมโหจนหนวดเครากระดิก แกว่งท่อนฟืนไล่กวดภรรยา แต่ก็เงื้อขึ้นสูงๆ ไม่ได้ฟาดลงมาจริงๆ จังๆ สักกี่ครั้ง ต่อให้ฟาดลงไป ก็เล็งแต่ตรงที่เนื้อหนาๆ ทั้งนั้น

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่นั้น ก็มีม้าตัวหนึ่งควบตะบึงมาแต่ไกล คนขี่ม้ายังมาไม่ถึง ตัวก็ส่งเสียงมาก่อน “อาต๋า… รอดแล้ว… รอดแล้ว…”

“ปาต๋ามาแล้ว!” อาต๋าทิ้งท่อนฟืน แล้วก้าวสาวยาวออกไปต้อนรับ

ปาต๋าชะลอความเร็วม้าลงเล็กน้อย แล้วโดยไม่รอให้ม้าหยุดสนิท เขาก็กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งเหยาะๆ มาสองสามก้าวเพื่อลดแรงเฉื่อย แล้วก็เข้าไปสวมกอดกับอาต๋า พร้อมกับตบหลังกันดังป้าบๆ เขาพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “รอดแล้ว! รอดแล้ว! ม้าน้อยพันธุ์ดีของเจ้ารอดแล้ว!”

ปาต๋าหอบหายใจสองสามเฮือก ก่อนจะพูดต่อว่า “พวกชาวฮั่น… พวกชาวฮั่นมาเปิดตลาดแห่งใหม่ทางทิศใต้! เป็นตลาดทางการของพวกชาวฮั่น! ฮ่าๆๆ ต้องมีหม้อทองแดงแน่นอน! เผลอๆ อาจจะมีชาอัดแท่งด้วย! คราวนี้ล่ะ… ลูกม้าน้อยของเจ้าก็รอดแล้ว!”

“จริงหรือ?!” อาต๋าได้ยินดังนั้นก็ดีใจขึ้นมาทันที แต่แล้วก็หงอยลงอย่างรวดเร็ว “พวกชาวฮั่นชอบหลอกลวง หนังแกะดีๆ ก็ชอบหาว่าเป็นหนังขาด…”

ปาต๋านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “นั่นก็ช่วยไม่ได้… ยังไงก็ต้องลองไปดูสักหน่อย…”

ตั้งแต่หกปีที่แล้ว ซ่างจวิ้น ไม่สิ ทั่วทั้งปิงโจวได้ปิดตลาดทางการที่ค้าขายกับชาวหู ตั้งแต่นั้นมา พวกชาวหูในปิงโจวก็แทบจะหมดหนทางในการหาสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หนังสัตว์ที่สะสมไว้ในบ้าน หนังที่เก่าหน่อยถ้าดูแลไม่ดีก็โดนแมลงกัดกินจนใช้การไม่ได้ ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย…

อาต๋าไปค้นเอาหนังแกะสองสามผืนออกมาจากในบ้าน โยนขึ้นหลังม้า นึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็วิ่งไปที่คอกแกะ จับแกะมาตัวหนึ่ง มัดติดไว้บนหลังม้าด้วย แล้วก็หันไปตะคอกใส่ภรรยา “เฝ้าบ้านให้ดี! ข้ากลับมาแล้วจะจัดการกับเจ้าทีหลัง!”

หญิงชาวหูบ่นอุบอิบสองสามคำ จู่ๆ ก็วิ่งเข้าไปในกระโจม หยิบถุงน้ำออกมา แล้ววิ่งตามไปโยนให้อาต๋า

อาต๋ากับปาต๋าขี่ม้ามุ่งหน้าลงใต้ ข้ามหุบเขา วิ่งผ่านทุ่งหญ้า ข้ามแม่น้ำ จู่ๆ ก็เหมือนโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ริมฝั่งแม่น้ำซินสุ่ยก็ปรากฏค่ายทหารขนาดใหญ่ขึ้นมา และไม่ไกลจากค่ายนัก ก็มีเพิงหญ้าสร้างขึ้นมาสามแถว ใต้เพิงมีสิ่งของวางเรียงรายอยู่มากมาย ทำเอาอาต๋าถึงกับตาพร่ามัวไปหมด…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note