ตอนที่ 342 หลุมพราง
แปลโดย เนสยังเตียวเลี้ยวนำทัพจากไปแล้ว เผยเฉียนเองก็เตรียมตัวออกเดินทางเช่นกัน เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง เผยเฉียนก็เตรียมจะกลับไปยังเมืองอันอี้ จากนั้นก็จะเปลี่ยนเส้นทางไปเป่ยชวี เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป
ผู้ที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ นอกจากชุยโฮ่วแล้ว ตระกูลหวงก็ทิ้งคนไว้หนึ่งคน คือ หวงเสียนเหลียง คนที่ขอยืมหนังสือไปคัดลอกคราวก่อน ส่วนตระกูลม้าก็ทิ้งไว้หนึ่งคน นับตามศักดิ์แล้วเป็นลูกพี่ลูกน้องของม้าเอี๋ยน ทั้งสองคนนี้นำทหารส่วนหนึ่งคอยดูแลความปลอดภัยบนเส้นทางไปกลับระหว่างเมืองอันอี้และท่าข้ามส่านจิน
เผยเฉียนนั่งอยู่บนหลังม้า ล้วงเหรียญอู่จูออกมาเหรียญหนึ่ง พิจารณาลวดลายบนนั้น เหรียญอู่จูเหรียญนี้ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ขอบและตัวอักษรบางส่วนเริ่มเลือนราง มองเห็นไม่ค่อยชัดแล้ว
ก็เหมือนกับเส้นทางในปิงโจวของเผยเฉียนในตอนนี้ ที่ยังคงเลือนราง มองไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน
เผยเฉียนนึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับเตียวเลี้ยวนอกค่ายหลังจากทานอาหารเย็นเมื่อวานนี้
เตียวเลี้ยวชื่นชมในความกล้าหาญและการตัดสินใจของเผยเฉียน แต่กลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีนัก ท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะคนที่เกิดและเติบโตที่นี่ เตียวเลี้ยวย่อมคุ้นเคยกับภูมิภาคปิงโจวเป็นอย่างดี
ตามคำกล่าวของเตียวเลี้ยว ชาวเกี๋ยงและชาวหูสามารถใช้งานได้ แต่ต้องไม่ใช้มากเกินไป คบหาได้แต่ต้องไม่ลึกซึ้ง มีทั้งคนใจกว้างและพวกสับปลับ นโยบายที่ราชวงศ์ฮั่นใช้ในปิงโจวมาตลอดคือการกดขี่และการใช้ชาวหูควบคุมชาวหู แต่ผลลัพธ์กลับไม่เคยดีนัก
เตียวเลี้ยวคิดว่า การที่เผยเฉียนตั้งใจจะนำการให้การศึกษาและอบรมไปใช้ในปิงโจว ถือเป็นความคิดริเริ่มที่แปลกใหม่ แต่ก็เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครลองทำมาก่อน เตียวเลี้ยวจึงไม่รู้ว่าวิธีนี้ของเผยเฉียนจะได้ผลหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็ยากกว่าการใช้กำลังทหารยึดครองปิงโจวแบบตรงๆ เสียอีก
เพราะในความเป็นจริง ชาวหูนั้นฉลาดมาก หากพวกเขาพบว่าราชวงศ์ฮั่นตั้งใจจะยึดปิงโจวคืนมาจริงๆ และเริ่มเอาจริงเถอะ ชาวหูพวกนี้รับรองว่าต้องวิ่งหนีเร็วกว่าวัวกว่าแกะเสียอีก…
แต่ถ้าเป็นเพียงทหารกลุ่มเล็กๆ อย่างจำนวนทหารที่เผยเฉียนมีอยู่ในมือตอนนี้ ชาวหูในปิงโจวคงไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่…
เผยเฉียนย่อมรู้ดีถึงเจตนาดีของเตียวเลี้ยว แต่เขาก็ไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดให้เตียวเลี้ยวรู้ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แต่เพราะมันพูดอธิบายได้ยาก และไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ
แผนงานในภาพรวมของปิงโจวนี้ เกี่ยวข้องกับทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์ อีกทั้งยังมีหลายจุดที่เผยเฉียนต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง ดังนั้นจึงอธิบายได้ยากมาก
ยกตัวอย่างเช่นคนในเมืองเหอตงตอนนี้ พวกเขาไม่รู้หรือว่าเสบียงอาหารเป็นสิ่งสำคัญ?
ย่อมรู้อยู่แล้ว
ไม่รู้หรือว่าในยามบ้านเมืองวุ่นวาย เสบียงอาหารมีค่ากว่าทองคำ?
ก็ย่อมรู้อยู่แล้วเช่นกัน
แต่เมื่อชุยโฮ่วส่งคนไปติดต่อ เมื่อเห็นทองคำสีเหลืองอร่ามกองอยู่ตรงหน้า ในเสี้ยววินาทีนั้น ย่อมต้องแอบคิดในใจว่า โอกาสที่จะได้เจอคนโง่ที่มีเงินเยอะขนาดนี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้ายอมขายเสบียงออกไปบ้างตอนนี้ ถึงเวลาค่อยเอาเงินไปซื้อเสบียงกลับมาก็ยังคุ้ม…
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเมืองเหอตงในตอนนี้ เสบียงก็ยังเป็นแค่เสบียง และทุกคนก็รู้ว่าแต่ละบ้านต่างก็มีเสบียงตุนไว้ ข้าไม่ขาย คนอื่นก็ขายอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
เหรียญอู่จูทรงกลมมีรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง แต่ไม่ว่าเผยเฉียนจะมองอย่างไร เขาก็รู้สึกว่ารูสี่เหลี่ยมนั้นมันเหมือนกับหลุมพรางชัดๆ
ความจริงแล้วของชิ้นนี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย ต่อให้นำเหรียญอู่จูเหรียญนี้ไปถึงยุคหลัง มันก็มีมูลค่าแค่ไม่กี่สิบหยวน หากสภาพสมบูรณ์แบบไร้ที่ติอย่างมากก็แค่พันกว่าหยวน นับประสาอะไรกับในสมัยราชวงศ์ฮั่น
แต่ในเวลานี้ ก็ยังมีคนจำนวนมากยินดีที่จะกระโดดลงไปในหลุมสี่เหลี่ยมของเหรียญอู่จูเหรียญนี้อย่างเต็มใจ…
เพราะนับตั้งแต่วันที่เงินตราถือกำเนิดขึ้นมา มันก็คือหลุมพราง หลุมพรางที่ใหญ่มากๆ เสียด้วย
________________________________________
ณ คฤหาสน์ตระกูลจาง ทางฝั่งตะวันออกของเมืองอันอี้
จางฮั่น นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลจาง ตบเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
“โง่เง่า! โง่เง่าสิ้นดี! เอกสารแบบนี้ไปเซ็นชื่อได้ยังไง!?”
ข่าวที่เผยเฉียนนำเสบียงไปขายต่อที่เมืองซือลี่ย่อมปิดไว้ไม่มิด ท้ายที่สุดแล้วเกวียนม้าก็เช่ามาจากแต่ละบ้าน เมื่อทองคำก้อนแรกจากท่าข้ามส่านจินส่งมาถึง หลายคนที่ถือทองคำสีเหลืองอร่ามไว้ในมือ ภายในใจกลับไม่ได้สว่างไสวตามสีของทองคำเลย กลับกลายเป็นมืดมนลงเสียด้วยซ้ำ
พวกเศรษฐีในชนบทและตระกูลผู้มีอิทธิพล ราวกับเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณอันเย็นชา ที่ฝังอยู่ในสายเลือดคือการกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเมื่อพวกเขารู้ว่าเผยเฉียนเอาเสบียงไปแลกทองคำกลับมาได้มากมายขนาดนี้ มือแห่งความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ ก็คอยดึงรั้งความโลภออกมาตลอดเวลา
“ท่านพ่อ คือว่า… คือว่า…” จางลู่ บุตรชายของจางฮั่น ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง ฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าท่านพ่อเห็นชอบแล้วหรือขอรับ?”
จางฮั่นส่งเสียง “เอ่อ” ออกมา แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าทันที “อะไรคือข้าเห็นชอบ?! หา? ข้าเห็นชอบให้ขายเสบียงออกไปบ้าง แต่ไม่ได้เห็นชอบให้เจ้าไปเซ็นเอกสารฉบับนี้นะ!”
“…”
คำพูดของจางฮั่นมีเหตุผลเสียจนจางลู่เถียงไม่ออก
แต่ในเมื่อตอนนี้ลงนามในเอกสารไปแล้ว มีลายลักษณ์อักษรชัดเจน จะให้ปฏิเสธหน้าด้านๆ ได้อย่างไร ขืนทำแบบนั้น วันหลังใครจะกล้ามาทำธุรกิจกับตระกูลจางอีกล่ะ?
พวกคหบดีเองก็ต้องรักษาความน่าเชื่อถือและรักษาหน้าตาเช่นกัน
ถ้าไม่ได้เซ็นเอกสารฉบับนี้ ตระกูลจางก็สามารถกลับคำได้อย่างง่ายดาย เพราะอย่างไรเสียก็เป็นแค่ข้อตกลงปากเปล่า ฟ้าดินรับรู้แต่ไม่มีหลักฐาน ใครจะไปพูดให้ชัดเจนได้ล่ะ?
จางฮั่นหยิบเอกสารขึ้นมาดูอีกครั้ง พลิกดูบนล่างซ้ายขวาอย่างละเอียดถี่ถ้วนหลายรอบ แล้วก็กระแทกเอกสารลงบนโต๊ะด้วยความโกรธแค้น “นี่มันไอ้สารเลวตัวไหนเป็นคนเขียน! ถึงกับหาช่องโหว่ไม่เจอเลย! มีใครเขาเขียนเอกสารกันแบบนี้บ้าง! ถึงกับเขียนข้อตกลงกรณีผิดสัญญาไว้อย่างละเอียดถี่ยิบ! ราวกับเดาได้ว่าพวกเราจะต้องผิดสัญญาอย่างแน่นอน! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”
“…ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ส่งมอบเสบียงตามเอกสารเถอะขอรับ…” จางลู่หยั่งเชิงถาม
จางฮั่นถลึงตาใส่ แล้วด่าว่า “โง่เง่า! แบบนั้นก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้คนอื่นได้กินเนื้อ ส่วนพวกเราได้แค่ซดน้ำแกงงั้นหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น… ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนที่เอาไปใช้ทำกำไรนี่มันก็ของพวกเราทั้งนั้น!”
นี่คือสิ่งที่ตระกูลจางทนไม่ได้ที่สุด
ถ้าเผยเฉียนมีเงินและเสบียงของตัวเอง แล้วนำไปขาย ตระกูลจางก็คงแค่อิจฉา แต่ไม่คิดจะทำอะไร แต่ทว่าตอนนี้ เสบียงก็เป็นของตระกูลจาง เกวียนม้าก็ยืมมาจากตระกูลจาง เผยเฉียนและพรรคพวกแค่รับของไปขายต่อ ก็กอบโกยกำไรก้อนโตไปได้หน้าตาเฉย แบบนี้จะให้ตระกูลจางทำใจรับได้อย่างไร?
จางฮั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ดูท่าคงต้องไปขอปรึกษากับตระกูลเว่ยเสียหน่อยแล้ว…”
“ตระกูลเว่ย?” จางลู่ไม่ค่อยเข้าใจ
“โง่เง่า!” จางฮั่นแทบอยากจะเอาไม้เท้าเคาะหัวลูกชาย เผื่อจะทำให้ฉลาดขึ้นมาบ้าง “เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวลือว่าตระกูลเว่ยไม่ลงรอยกับเจ้าเมืองซ่างจวิ้นที่ชื่อเผยเฉียนคนนี้ไม่ใช่หรือ? ถ้าตระกูลเว่ยตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆ ตระกูลจางของเราก็ย่อมต้องเดินตามหลังตระกูลเว่ยอย่างแน่นอน!”
จางลู่ถึงบางอ้อ เอกสารอะไรนั่นมันเปลี่ยนไม่ได้ก็จริง แต่อำนาจบารมีมันมีพลังเหนือกว่าเอกสารพวกนั้นเยอะ…
เมืองเหอตง ท้ายที่สุดก็เป็นเมืองของคนเหอตง บางครั้งกฎระเบียบก็ต้องใช้กำลังและความเด็ดขาดในการรักษาเอาไว้ ต้องมีกำปั้นที่ใหญ่พอก่อน ถึงจะมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่พอ ถ้ามีแต่เหตุผลแต่ไม่มีกำปั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มีเหตุผลหรอก
“อ้อ จริงสิ” ก่อนที่จางฮั่นจะเดินจากไป ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับมากำชับจางลู่เป็นพิเศษ “คัดลอกเอกสารฉบับนี้ไว้อย่างระมัดระวังหนึ่งฉบับด้วยนะ ต่อไปถ้าตระกูลจางเราจะซื้อของหรือทำธุรกิจอะไร ก็ให้เขียนเอกสารตามรูปแบบนี้เลย…”
“หา?” จางลู่อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็รับคำ “รับทราบขอรับ ท่านพ่อ”

0 Comments