ตอนที่ 340 วิถีแห่งพ่อค้า
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนมองชุยโฮ่ว ความจริงแล้วปัญหานี้ เขาเคยพิจารณามาก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับชุยโฮ่ว หากเป็นเพียงเพื่อความสะดวกในการปกครอง เผยเฉียนสามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้เลย เพราะการที่ชุยโฮ่วจะแสวงหาสถานะที่สูงขึ้น หรืออำนาจที่มากขึ้น ก็ต้องเลือกว่าจะพึ่งพาเผยเฉียนหรือจะหันไปพึ่งพาคนอื่น
เผยเฉียนเพียงแค่ต้องจับตาดู เมื่อใดที่ชุยโฮ่วเตรียมจะเปลี่ยนข้าง ก็แค่ลงมือขัดขวางก็พอ
การทำแบบนี้มีข้อดีหลายอย่าง ข้อเสียก็มี แต่ที่สำคัญคือมันง่ายและไม่ยุ่งยาก แต่ก็ดูเหมือนจะโหดร้ายและเห็นแก่ตัวไปสักหน่อย
ก็เหมือนกับรู้ทั้งรู้ว่าวัยรุ่นเลือดร้อนกำลังหลงระเริงในกามคุณ แต่กลับใช้สาวงามไปยั่วยวน แล้วพอเขาพลาดพลั้ง ก็ค่อยมาบอกว่า ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าเจ้าเป็นคนไม่ดี…
ความผิดของใครล่ะ?
แล้วใครเป็นคนโยนความผิดให้ใคร?
วิธีแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดของลัทธิขงจื๊อ ลัทธิขงจื๊อเน้นการฝึกฝนจิตใจและขัดเกลาอุปนิสัย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเอง นอกจากคนในครอบครัวและครูบาอาจารย์แล้ว ก็แทบจะไม่มีใครไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
การนำอาหารเลิศรสไปวางต่อหน้าคนตะกละ นำสาวงามไปยั่วยวนคนมักมาก นำเงินทองไปล่อตาล่อใจคนโลภ เพื่อทดสอบจิตใจและคัดเลือกคนเก่งงั้นหรือ?
นี่คือแนวคิดและวิธีการของยุคราชวงศ์ฮั่น แต่มันไม่สอดคล้องกับแนวคิดของเผยเฉียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่สอดคล้องกับวิธีการของเขาที่มาจากยุคหลัง
และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของเผยเฉียนในตอนนี้
ไม่มีใครอยากจะทิ้งไพ่ดีๆ ในมือไปหรอก ยิ่งในเวลาที่ไม่มีไพ่ในมือมากนัก เผยเฉียนก็ไม่ได้มีไพ่ให้เลือกเล่นเยอะนัก ดังนั้นเขาจึงต้องเล่นอย่างระมัดระวัง
ตอนนี้เรียกได้ว่าชุยโฮ่วเป็นคนกุมทรัพย์สินทั้งหมดของเผยเฉียนไว้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้แม่ทัพและทหารแตกคอกันเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเผยเฉียนแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนกวนอู แต่ก็ทำให้เสียเวลาไปอย่างมหาศาลแน่นอน
และสำหรับเผยเฉียนในตอนนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือเวลา
วิธีทดสอบความภักดีของลูกน้องแบบนี้ สำหรับในขั้นตอนนี้ถือว่าต้นทุนสูงเกินไป เผยเฉียนจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ ขจัดความเสี่ยงที่ชุยโฮ่วจะทรยศในอนาคต ลดความอันตรายลงให้เหลือน้อยที่สุด
เผยเฉียนละสายตากลับมา แล้วหันไปถามชุยโฮ่วว่า “เอ๋งหงวน เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่า พ่อค้า (ซางเหริน) มีที่มาจากไหน?”
ชุยโฮ่วอึ้งไป นึกคิดอยู่นานก็ยังส่ายหน้า
เรื่องนี้ชุยโฮ่วไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ และไม่เคยค้นคว้าด้วย ก็ใครๆ ที่ทำการค้าก็เรียกกันแบบนี้หมด ใครจะไปสนใจล่ะว่าทำไมถึงเรียกแบบนี้?
เผยเฉียนกล่าวว่า “หวังไฮ่ บรรพบุรุษรุ่นที่เจ็ดของซางทัง ในสมัยชางชิว เขาเป็นคนฝึกวัว ต่อมาก็ใช้เกวียนวัวบรรทุกของ เดินทางไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเผ่าอื่นๆ เขาคือปฐมปรมาจารย์แห่งพ่อค้า และเนื่องจากหวังไฮ่เป็นคนของเผ่าซาง พ่อค้าจึงถูกเรียกว่า ซางเหริน (คนของเผ่าซาง) มาตั้งแต่ตอนนั้น”
ทุกคนต่างก็เพิ่งถึงบางอ้อ และพยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วทำไมพ่อค้า หรือหวังไฮ่ บรรพบุรุษรุ่นที่เจ็ดของซางทัง ถึงมีของไปแลกเปลี่ยนล่ะ?” เผยเฉียนมองชุยโฮ่ว
มาถึงตอนนี้ ทุกคนก็พอจะเดาออกแล้วว่า สิ่งที่เผยเฉียนพูดส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ชุยโฮ่ว แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจเจตนาของเผยเฉียนนัก แต่ก็ไม่ได้มีใครพูดแทรก ต่างก็นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ
“…เพราะผลผลิตจากชาวนาใช่หรือไม่?” ชุยโฮ่วมองหม้อแกงที่อยู่ข้างๆ แล้วตอบ
เผยเฉียนพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า กล่าวว่า “สิ่งที่เอ๋งหงวนพูดนั้นทั้งถูกและผิด หากจะพูดให้ชัดเจน ก็คือผลผลิตจากแรงงานของทุกคน และคำว่าแรงงานนี่แหละ…”
“ชาวนาทำนา เรียกว่าแรงงาน สตรีทอผ้า เรียกว่าแรงงาน คนขับรถม้า เรียกว่าแรงงาน บัณฑิตคัดลอกตำรา ก็เรียกว่าแรงงาน หรือแม้แต่พวกเราที่ไปรบกอบกู้แผ่นดินเกิด ก็ถือเป็นแรงงานเช่นกัน…”
“และเอ๋งหงวน การที่ท่านเดินทางไปมาค้าขาย แท้จริงแล้วก็คือแรงงานเช่นกัน” เผยเฉียนมองชุยโฮ่วแล้วกล่าว
เผยเฉียนพยายามอธิบายความหมายของคำว่า “แรงงาน” ให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว แต่ก็ยังฟังดูซับซ้อนอยู่บ้าง ทว่าโชคดีที่ชุยโฮ่วเป็นคนในวงการค้าขาย จึงจับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปล่งประกายขึ้นมาทันที เขากล่าวว่า “ท่านข้าหลวงหมายความว่า… หมายความว่า สิ่งที่ข้าทำ ก็เหมือนกับชาวนา เป็นแรงงานประเภทหนึ่งงั้นหรือ?”
แม้ว่าในยุคนี้ ลัทธิขงจื๊อจะยังไม่ได้ดูถูกพ่อค้ามากเท่าในยุคหลัง แต่ภายใต้วาทกรรมที่ว่า “วิญญูชนเห็นแก่คุณธรรม คนพาลเห็นแก่ผลประโยชน์” พ่อค้าก็ค่อยๆ กลายเป็นตัวแทนของผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ กลายเป็น “คนพาล” ไป ลูกหลานตระกูลบัณฑิตที่เอาแต่อ่านตำราอย่างเดียว ก็เริ่มจะดูถูกคนที่ประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งย่อมส่งผลให้คนอื่นๆ มีอคติกับพ่อค้าไปด้วย
ตอนนี้เมื่อได้ยินเผยเฉียนตีความการค้าขายว่าเทียบเท่ากับการทำเกษตรกรรม แม้ชุยโฮ่วจะไม่ถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น แต่เขาก็รู้สึกว่าสามารถยืดหยัดได้อย่างเต็มภาคภูมิมากขึ้น
อย่างน้อยชุยโฮ่วก็มั่นใจได้ว่า เผยเฉียนไม่ได้เป็นเหมือนลูกหลานตระกูลบัณฑิตบางคนที่พอพูดถึงเรื่องเงินทอง ก็ทำเหมือนอยากจะปิดตาอุดหู ราวกับว่าการมองเห็นหรือการได้ยินเรื่องเงินๆ ทองๆ จะทำให้สายตา หู ปาก และจิตใจของพวกเขาต้องแปดเปื้อน แต่เผยเฉียนกลับมองว่าชุยโฮ่วเป็นบุคลากรที่มีความเท่าเทียมกับชาวนาและอาชีพอื่นๆ
“ชาวนาที่เก่งกาจในการเพาะปลูก หากไม่ยอมทำนาในประเทศของตน แต่กลับไปทำนาให้ประเทศศัตรู ชาวนาแบบนี้ต่อให้มีเยอะแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ บัณฑิตที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ หากเอาแต่คิดแผนการให้ประเทศศัตรู บัณฑิตแบบนี้ต่อให้เก่งแค่ไหนก็สมควรตาย พ่อค้าในสมัยโบราณก็มีผู้ที่เป็นปราชญ์มากมาย อย่างจื่อกงที่ทำให้ลัทธิขงจื๊อเจริญรุ่งเรือง หรือเถาจูกงที่ร่ำรวยแต่ก็ใจบุญ การแสวงหาผลกำไรไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยู่ที่ว่าผลกำไรเหล่านั้นถูกนำไปใช้ทำอะไรต่างหาก”
ความจริงแล้วในสมัยโบราณ หากพูดถึงการศึกษาเรื่องความมั่งคั่ง ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่ามาก ในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว บุคคลอย่างจื่อกงและฟ่านหลี่ต่างก็มีความรู้เรื่องการค้าอย่างลึกซึ้ง แต่หลังจากที่ลัทธิขงจื๊อรุ่งเรืองขึ้น ประการแรกคือการตีความคำสอนของขงจื๊อแบบผิวเผิน ประการที่สองคือชนชั้นปกครองที่รวมศูนย์อำนาจต้องการให้การจัดการประชาชนเป็นไปอย่างง่ายดาย จึงหวังจะผูกมัดประชาชนไว้กับพื้นที่เล็กๆ ไปชั่วลูกชั่วหลาน ให้ทำงานหนักและไม่ก่อความวุ่นวาย แต่พ่อค้าที่มีการเคลื่อนย้ายสูงและได้เห็นโลกกว้าง กลับเป็นพวกที่จัดการยาก ดังนั้นในหลายๆ ยุคสมัย จึงมีแต่ความพยายามในการกดขี่พ่อค้า ทำให้ความพยายามในการสร้างระบบทุนนิยมในจีนต้องถูกลัทธิศักดินาทำลายลงไปหลายครั้ง
เผยเฉียนมองชุยโฮ่ว แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ตอนนี้ฐานกำลังของพวกเรายังอ่อนแอมาก เพื่อให้สามารถบุกซ่างจวิ้นได้เร็วที่สุด เราจึงต้องเตรียมการเช่นนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนักหรอก ต่อเมื่อพวกเราได้ไปผงาดอยู่บนทุ่งหญ้าสเตปป์ กอบโกยผลประโยชน์เพื่อชาติ เมื่อนั้นแหละถึงจะเป็นสิ่งที่พวกเราสมควรจะภาคภูมิใจอย่างแท้จริง และตระกูลชุยก็จะมีทั้งชื่อเสียงและเงินทองอย่างแน่นอน”
ชุยโฮ่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขากำลังทบทวนสิ่งที่เผยเฉียนพูด ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ลุกขึ้นยืน โค้งคำนับเผยเฉียนอย่างจริงจัง แล้วกล่าวว่า “สิ่งที่ท่านข้าหลวงสั่งสอนในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้ในใจ ไม่มีวันลืม”
เผยเฉียนลุกขึ้นยืนเพื่อจะพยุงชุยโฮ่ว แต่กลับเผลอดึงแผลที่ต้นขา ทำให้เจ็บจนต้องหน้าเบี้ยว ร้องโอดโอยออกมา ทำเอาบรรยากาศที่กำลังจริงจังเมื่อครู่พังทลายลงในพริบตา…

0 Comments