ตอนที่ 320 พื้นฐานที่ยากจน
แปลโดย เนสยังหวงซวี่ชำเลืองมองธงสามสีที่โบกสะบัดอยู่หน้าขบวน เดินไปพลางก็ค่อยๆ กระแซะเข้าไปใกล้หวงเฉิง แล้วกระซิบถามว่า “ซูเย่ คุณชายเผยทำธงแบบนี้… ตกลงมันหมายความว่ายังไงกันแน่?”
หวงเฉิงตวัดสายตามองเขา แล้วถามกลับว่า “คิดไม่ออกล่ะสิ?”
หวงซวี่พยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าว
“หึหึ คิดไม่ออกน่ะถูกแล้ว! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงจะมาเดาใจคุณชายเผยได้? ตั้งใจเดินหน่อย รีบเร่งฝีเท้าเข้า ถ้าไปไม่ถึงอันอี้ก่อนพลบค่ำ ข้าวเย็นของทั้งค่าย กองของเจ้าต้องเป็นคนทำ!” ความจริงหวงเฉิงเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่พูดหยอกหวงซวี่เล่นเฉยๆ เขาหัวเราะหึๆ สองที ไม่สนใจหวงซวี่ที่ทำหน้ามุ่ย แล้วกระตุ้นม้าให้วิ่งไปข้างหน้า
เมืองอันอี้ เดิมทีเป็นเมืองหลวงเก่าของรัฐเว่ยในยุคจ้านกั๋ว (ยุครณรัฐ) ในช่วงต้นยุคจ้านกั๋ว ดินแดนส่วนใหญ่ของรัฐเว่ยอยู่ในเขตเหอตง จึงตั้งเมืองหลวงที่อันอี้ แต่เมื่อรัฐเว่ยขยายอาณาเขตไปทางตะวันออกเรื่อยๆ ดินแดนหลักก็กลายเป็นแถบเหอหนาน ประกอบกับอันอี้ตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของเหอตง ไม่เอื้อต่อการควบคุมหัวเมืองทางตะวันออกและการสร้างความเป็นใหญ่ ดังนั้นในปีที่หกแห่งรัชศกเว่ยฮุ่ยหวัง แคว้นเว่ยได้ย้ายเมืองหลวงไปที่ต้าเหลียง ศูนย์กลางของรัฐเว่ยจึงย้ายไปทางตะวันออกเฉียงใต้
แต่ในฐานะเมืองหลวงเก่า และเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการทำศึกกับรัฐฉินและรัฐจ้าว เมืองอันอี้ที่ตั้งอยู่บนที่ราบเหอตง มีความอุดมสมบูรณ์และชัยภูมิที่สำคัญมาก และด้วยความเป็นเมืองหลวงเก่า จึงทำให้เศรษฐกิจและการค้าเจริญรุ่งเรืองมาก
ใกล้จะพลบค่ำ ขบวนของเผยเฉียนก็เดินทางมาถึงชานเมืองอันอี้
เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ส่งทหารสอดแนมมาแจ้งให้ทางเมืองอันอี้ทราบล่วงหน้าแล้ว และกองทหารของเผยเฉียนก็มีไม่ถึงพันคน จึงไม่ได้ทำให้ชาวเมืองอันอี้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด
เผยเฉียนตั้งค่ายพักแรมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอันอี้ และให้คนนำป้ายชื่อไปส่งที่จวนของหวังอี้ เจ้าเมืองเหอตงในเมืองอันอี้
ที่ว่าการเมืองเหอตง ย่อมต้องตั้งอยู่ที่เมืองอันอี้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญแห่งนี้อยู่แล้ว
ในฐานะเมืองหลวงเก่าของรัฐเว่ย ไม่ว่าจะเป็นขนาดของกำแพงเมืองหรืออาณาเขตของเมือง ล้วนกว้างใหญ่ไพศาล ตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำ ผู้คนที่เข้ามาในเมืองเพื่อค้าขายกำลังเดินทางออก ผู้คนที่ออกไปซื้อของนอกเมืองกำลังเดินทางเข้า บนถนนจึงเต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดพลุกพล่าน
เผยเฉียนขมวดคิ้วคิดหนัก เดิมทีก็ไม่อยากจะเขียนหรอก แต่หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว ก็ตัดสินใจเขียนป้ายชื่ออีกแผ่น ให้หวงซวี่นำเข้าไปในเมืองเพื่อส่งให้ตระกูลเว่ยแห่งเหอตง
อย่างไรเสีย ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น มารยาทที่ควรทำก็ต้องทำ ส่วนตระกูลเว่ยจะยอมรับการติดต่อด้วยหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา
มองตามแผ่นหลังของหวงซวี่ไป เผยเฉียนก็ถามหวงเฉิงว่า “ซูเย่… หวงซวี่นี่ เขาไม่มีชื่อรองหรือ?”
หวงเฉิงพยักหน้าแล้วตอบว่า “อืม ไม่มีขอรับ ชื่อรองของข้า นายท่าน (ผู้นำตระกูลหวง) เป็นคนตั้งให้… หวงซวี่น่ะหรือ เขาเกิดมายากจน แต่ก็ต้องฝึกยุทธ์ เฮ้อ เดิมทีครอบครัวเขาก็มาสายใช้กำลังเหมือนกัน แต่เพราะหาอาหารบำรุงกำลังได้ไม่เพียงพอ ก็เลยต้องปรับเปลี่ยนวิธีฝึก หวงซวี่ฝึกหนักเกินไป ร่างกายก็เลยกลายเป็นแบบนี้…”
คนที่ฝึกยุทธ์มักจะใช้พลังงานเยอะ จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่สูงเพื่อชดเชย อาหารจำพวกธัญพืชอย่างข้าวฟ่างหรือข้าวสาลีนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องกินเนื้อสัตว์เป็นประจำ ซึ่งเรียกว่า “อาหารบำรุงกำลัง”
หวงเฉิงเป็นคนที่ดูซื่อๆ ภายนอก แต่ภายในฉลาดหลักแหลม เขาจึงรีบพูดกับเผยเฉียนว่า “หากคุณชายเผยมีเมตตาอยากจะส่งเสริมหวงซวี่ ก็รบกวนช่วยตั้งชื่อรองให้เขาด้วยเถิดขอรับ!”
เผยเฉียนพยักหน้า แต่ยังไม่ได้ตอบรับในทันที
หวงเฉิงตอนนี้ถือว่าเป็นองครักษ์คนสนิทของเขาแล้ว ด้วยความสัมพันธ์กับตระกูลหวงแห่งเกงจิ๋ว เรื่องความจงรักภักดีจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ก็ใช่ว่าจะให้หวงเฉิงทำทุกเรื่องได้
ส่วนตู้หย่วนนั้นเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ตอนนี้รับผิดชอบงานด้านพลาธิการเป็นหลัก อย่างเช่นตอนนี้ หลังจากตั้งค่ายแล้ว การลงทะเบียนเบิกจ่ายสิ่งของให้แต่ละกอง ก็เป็นหน้าที่ของตู้หย่วน
การให้ดูแลพลาธิการ ประการแรกคือเพื่อดูว่าตู้หย่วนมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนหรือไม่ ประการที่สองคือเป็นการทดสอบดูว่าตู้หย่วนจะใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่
ในยุคหลังเคยมีคำกล่าวว่า ไม่มีใครที่ไม่สามารถซื้อได้ ขึ้นอยู่กับว่าราคาที่เสนอให้นั้นมากพอหรือเหมาะสมหรือไม่ต่างหาก
ตอนนี้เผยเฉียนกำลังประเมินคุณค่าของตู้หย่วนอยู่
ต้องรู้ว่าแม้ตู้หย่วนจะเป็นบัณฑิต แต่ก็ตกต่ำลงแล้ว และแม้ว่ากองทัพของเผยเฉียนจะมีคนน้อย แต่ถ้าไม่นับทรัพย์สินส่วนตัวของเผยเฉียน ก็ยังมีเสบียงอาหารที่พกมาสำหรับสามเดือน ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินก้อนโตเลยทีเดียว…
ทรัพย์สินมากมายย่อมล่อตาล่อใจคน
ดังนั้นตู้หย่วนจึงยังต้องผ่านช่วงทดลองงานนี้ไปก่อน ถึงจะค่อยๆ เข้ามาอยู่ในวงในของเผยเฉียนได้
ส่วนชุยโฮ่วน่ะหรือ จะว่ายังไงดีล่ะ?
ชุยโฮ่วเป็นพ่อค้าโดยกำเนิด เรื่องนี้เผยเฉียนไม่สงสัยเลย แต่ถ้าให้เขาออกจากวงการค้าขายมาก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ภูมิหลังส่วนตัวของเขาก็ยังสู้ลูกพี่ลูกน้องไม่ได้
และแม้ว่าตอนนี้ชุยโฮ่วจะยังติดตามเขาอยู่ แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่เปราะบางมาก หากเขาไม่สามารถสร้างฐานที่มั่นในซ่างจวิ้นได้ ท้ายที่สุดชุยโฮ่วก็ต้องจากไปอยู่ดี
เรื่องนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเช่นกัน
ดังนั้นสำหรับเผยเฉียนแล้ว เขายังขาดแคลนคนทำงานอีกมาก เขาจึงคิดว่าจะลองดึงเอาคนจากตระกูลหวงมาใช้งานดูบ้าง
พูดให้ถึงที่สุด ก็คือรากฐานของตัวเองยังไม่มั่นคงพอนั่นเอง
ตอนที่ผู้นำตระกูลอย่างเผยหมิ่นมอบของให้เขา ก็เคยเกริ่นๆ ไว้บ้างว่า ได้พูดคุยเรื่องของเขาให้ลูกหลานสายตรงและสายรองในตระกูลฟังบ้างแล้ว จุดประสงค์ก็ชัดเจน คืออยากให้ลูกหลานพวกนั้นรู้ว่าตอนนี้ตระกูลเผยก็มีคนได้ดิบได้ดีแล้ว กำลังต้องการคนช่วยงาน ดูสิว่ามีใครอยากจะติดตามเขาไปบ้าง…
แต่น่าเสียดาย ที่ลูกหลานตระกูลเผยส่วนใหญ่ยอมตามเผยหมิ่นไปฉางอัน ดีกว่าจะยอมตามเขาไปซ่างจวิ้น
แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีตำแหน่งยาวเหยียดอย่างจงหลางฝ่ายซ้ายอะไรนั่น ซึ่งถ้าพูดกันจริงๆ ก็ตำแหน่งสูงกว่าเจี้ยนอี้ต้าฟูของเผยหมิ่นเสียอีก เจี้ยนอี้ต้าฟูรับเบี้ยหวัดหกร้อยสือ ส่วนเขาแม้จะเป็นแค่ “รักษาการ” เจ้าเมืองซ่างจวิ้น แต่ตำแหน่งเปี๋ยปู้ซือหม่าของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนูก็รับเบี้ยหวัดเทียบเท่าหนึ่งพันสือเลยทีเดียว
แต่พวกลูกหลานตระกูลเผยยอมติดตามคนที่มีเบี้ยหวัดหกร้อยสือ ดีกว่ามาหาเขา เหตุผลหลักก็คือพวกเขาไม่ได้มองว่าเผยเฉียนมีอนาคต ต่อให้ตอนนี้เผยเฉียนจะมีตำแหน่งขุนนางในเมืองซ่างจวิ้นให้ก็เถอะ?
เปรียบเทียบกับบริษัทยุคหลังที่ใกล้จะเจ๊งแหล่มิเจ๊งแหล่ ต่อให้มีตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป หรือผู้จัดการแผนกเป็นสิบๆ ตำแหน่ง จะมีใครอยากไปทำ?
ไม่ใช่ว่าลูกหลานตระกูลเผยพวกนี้สายตาสั้น แต่เป็นเพราะตัวเผยเฉียนเองยังไม่มีแรงดึงดูดพอ เหมือนใครๆ ก็รู้ว่าบริษัทของแจ็คหม่ามันเจ๋ง แต่ทำไมตอนแรกๆ ถึงไม่มีใครไปทำล่ะ? ต้องรู้ว่าแค่ไปตักน้ำกวาดพื้นตอนนั้น ป่านนี้อย่างน้อยก็เป็นผู้บริหารระดับสูงฝั่งพลาธิการไปแล้ว!
ไม่นาน หวงซวี่ก็นำจดหมายตอบกลับจากตระกูลเว่ยแห่งเหอตงกลับมา ส่วนทางฝั่งหวังอี้ เจ้าเมืองเหอตงที่ส่งคนไปก่อน กลับยังไม่มีใครกลับมาเลย
จดหมายราชการมันต้องมีขั้นตอน…
ยังไงจดหมายส่วนตัวก็ไวกว่า
แต่พอเผยเฉียนเปิดอ่านจดหมายตอบกลับจากตระกูลเว่ยแห่งเหอตง เขาก็ต้องขมวดคิ้ว…

0 Comments