You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เมื่อเผยเฉียนตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สถานการณ์ทุกอย่างก็สงบลงแล้ว

เพียงแต่ยังมีผลพวงหลงเหลืออยู่บ้าง

มีทหารของตั๋งโต๊ะกว่าสิบคนยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลชัว อ้างว่าท่านเซี่ยงกั๋วเป็นห่วงความปลอดภัยของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อคืน จึงส่งคนมาคุ้มครองเป็นพิเศษ…

พอเผยเฉียนได้ยินเหตุผลนี้ก็ถึงกับหลุดขำ การคุ้มครองคงไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญคืออย่าให้คนพวกนี้หนีไปได้ต่างหาก!

พอเดินไปดูที่หน้าประตูจวนตระกูลชัว ก็พบว่าคนที่นำทหารมาคือจางเจา ดูท่าทางหมอนี่คงจะได้เลื่อนขั้นอีกแล้ว ตอนนี้คงเป็นนายกองร้อย (ถุนจ่าง) แล้วกระมัง…

จางเจาที่มารออยู่ด้านข้างแต่เช้าตรู่ พอเห็นเผยเฉียนเดินออกมาจากจวนตระกูลชัว ก็รีบเข้าไปทำความเคารพ แล้วกล่าวด้วยความเกรงใจว่า “คุณชายเผย ท่านเซี่ยงกั๋วมีคำสั่งมา เรื่องนี้… ข้าน้อย… เฮ้อ…”

ในใจของจางเจา เขานับถือเผยเฉียนเป็นพวกเดียวกัน เขาสนิทสนมกับนายกองเตียวเลี้ยว แถมยังเคยไปเกงจิ๋วด้วยกัน และเคยร่วมรบกันที่ด่านหานกู่กวน แต่ตอนนี้เขากลับต้องนำทหารมาล้อมบ้านอาจารย์ของเผยเฉียน…

แม้จะเป็นคำสั่งของท่านเซี่ยงกั๋ว แต่เขาก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงมารอที่หน้าประตูจวนตระกูลชัวแต่เช้าตรู่ เดิมทีตั้งใจจะอธิบายให้คนในจวนตระกูลชัวฟังเสียหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอเผยเฉียนเดินออกมาจากในจวน จึงรีบเข้าไปอธิบายให้เผยเฉียนฟัง

เผยเฉียนถึงได้รู้ว่า ความวุ่นวายบนถนนยงเหมินเมื่อคืน ท้ายที่สุดก็เป็นเตียวเลี้ยวที่นำทัพเข้ามาจากทางตะวันตกของเมืองเพื่อปราบปราม เขาสังหารพวกอันธพาลและทหารที่ฉวยโอกาสปล้นสะดมไปไม่น้อย และกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวน…

หลังจากนั้น ไม่รู้ว่าสืบได้ความอะไรหรือไม่ ตั๋งโต๊ะถึงได้ออกคำสั่งให้ทัพของเตียวเลี้ยวกระจายกำลังกันออกไป กักบริเวณ… อ้อ คุ้มครอง… จวนของขุนนางในราชสำนักระดับสองพันสือขึ้นไป…

เผยเฉียนพยักหน้า แสดงความเข้าใจ จากนั้นก็หยิบเศษเงินก้อนเล็กๆ สองสามก้อนจากถุงเงินในอกเสื้อ ยัดใส่มือจางเจา ให้เขาไปหาซื้อเหล้า เนื้อ หรือเสบียงแห้งมาแบ่งให้ทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ที่จวนตระกูลชัว

จางเจาปฏิเสธไม่ยอมรับ แต่เผยเฉียนก็ยัดเยียดให้จนได้ แล้วบอกว่า “รีบสั่งให้คนไปซื้อแต่เนิ่นๆ หากช้ากว่านี้ ต่อให้มีเงินก็อาจจะซื้อไม่ได้!”

เผยเฉียนไม่ต้องไปดูราคาในตลาดตอนนี้เลย ก็รู้ว่ามันคงจะพุ่งสูงปรี๊ดจนน่าใจหายไปแล้ว หากเป็นช่วงเวลาปกติ เงินก้อนเล็กๆ ก้อนเดียวก็สามารถเลี้ยงเหล้าโต๊ะใหญ่ในหอสุราได้แล้ว แต่ตอนนี้คาดว่าคงซื้อได้แค่เหล้าคุณภาพต่ำกับธัญพืชหยาบๆ เท่านั้น…

ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่พยายามกักตุนอาหาร แต่พวกเศรษฐียิ่งร้ายกว่า ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น คาดว่าร้านขายข้าวทุกร้านคงปิดประตูบานเฟี้ยมกันหมดแล้ว วันหนึ่งอาจจะเปิดขายแค่หนึ่งถึงสองชั่วยามเท่านั้น แถมราคาบนป้ายก็ยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคบ้านเมืองวุ่นวาย เงินทองก็เป็นแค่ของนอกกาย มีเพียงเสบียงอาหารเท่านั้นที่เป็นของจริง

แต่เสบียงอาหารก็ต้องอาศัยคนปลูกไม่ใช่หรือ คนพวกนี้ไม่เคยคิดบ้างหรือไง? หรือเพื่อที่จะบั่นทอนกำลังของศัตรู ถึงกับยอมทำทุกวิถีทางแล้ว?

เผยเฉียนส่ายหน้า บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจโครงสร้างสมองของคนพวกนี้จริงๆ จึงเลิกคิดไป ตัดสินใจจะพากลุ่มของหวงเฉิงกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลชุย สองวันนี้มัวแต่วุ่นวายอยู่ในเมืองลั่วหยาง ยังไม่ได้บอกชุยโฮ่วเรื่องที่จะเปลี่ยนแผนไปปิงโจวเลย แถมยังไม่ได้แบ่งม้วนตำราด้วย จะได้เดินทางไปด้วยกันเลย

ตอนนั้นเอง ทหารนายหนึ่งก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา สวนทางกับกลุ่มของเผยเฉียน

ทหารนายนั้นทำความเคารพจางเจา แล้วถามอย่างมีความหวังว่า “ท่านนายกองจาง ไม่ทราบว่าจงหลางเผยเฉียนอยู่ที่จวนตระกูลชัวหรือไม่?”

“อืม เฮ่ออวี้นี่เอง… อยู่สิ อ้อ ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว…” จางเจาตอบไปตามความเคยชินโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ทำเอาทหารนายนั้นงงเป็นไก่ตาแตก “…ตอนที่เจ้าเดินมาเมื่อครู่ ไม่เจอกันหรือ? จงหลางเผยเพิ่งจะเดินออกไปทางนี้นี่เอง…”

“หา?!”

องครักษ์แซ่เฮ่อรีบบอกลาจางเจา แล้ววิ่งกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว เพิ่งจะไปที่จวนตระกูลเผยมา ก็บอกว่าไม่อยู่ ตอนนี้ถ้าคลาดกันที่จวนตระกูลชัวอีก ก็ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนแล้ว…

โชคดีที่เผยเฉียนยังเดินไปได้ไม่ไกล องครักษ์แซ่เฮ่อจึงรีบวิ่งตามจนทัน เขายืนหอบหายใจ ทำความเคารพแล้วถามว่า “ใช่ท่านจงหลางเผยหรือไม่?”

เผยเฉียนพยักหน้า แล้วถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”

“ข้าน้อย… เป็นองครักษ์ของท่านเวินโหว แซ่เฮ่อ ชื่ออวี้ ได้รับคำสั่งจากท่านเวินโหว ให้มา… ให้มาเชิญท่านจงหลางเผยไปที่จวน… เพื่อพูดคุยกัน” เฮ่ออวี้หอบหายใจไปพลาง ยิ้มแย้มตอบไปพลาง

ลิโป้ตามหาข้าหรือ?

เผยเฉียนกะพริบตา แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นลิโป้ ไปพบสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียลิโป้ก็อยู่ที่ปิงโจวมาหลายปี การไปฟังคำแนะนำจากเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

ดังนั้นเขาจึงพาหวงเฉิงและคนอื่นๆ ตามเฮ่ออวี้ไปยังจวนของลิโป้

ระหว่างทาง เผยเฉียนถามขึ้นมาลอยๆ ว่า “ฟังจากสำเนียงเจ้าเหมือนคนเหอลั่ว แล้วไปเป็นองครักษ์ของท่านเวินโหวได้อย่างไร?”

เฮ่ออวี้หุบยิ้ม เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง “ข้าน้อยเป็นคนลั่วหยางแต่กำเนิด เดิมทีเป็น…” เฮ่ออวี้ทำหน้าเจื่อนๆ เล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อ “…เดิมทีเป็นคนว่างงาน ชอบมีเรื่องชกต่อย ครั้งหนึ่งถูกคู่อริสกัดจับกลางทาง เกือบจะโดนซ้อมจนตาย โชคดีที่ท่านเวินโหวลงมือช่วยเหลือ ข้าน้อยจึงขอติดตามรับใช้ท่านเวินโหว…”

อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง…

เผยเฉียนรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจดี ลิโป้ยังรู้จักยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนด้วย หรือว่ากลุ่มคนที่กำลังรุมกระทืบหมอนี่ดันไปขวางทางเดินของลิโป้เข้าพอดี?

เมื่อไปถึงที่พักของลิโป้ ก็พบว่าเตียวเลี้ยวก็อยู่ที่นั่นพอดี พอทั้งสองเห็นเผยเฉียน ก็รีบดึงให้เขานั่งร่วมโต๊ะ

ดื่มเหล้าอีกแล้ว?

นี่เพิ่งจะเช้าตรู่ก็ดื่มเหล้าแล้วหรือ?

ต่อให้เป็นการเลี้ยงส่งก็ไม่น่าจะเช้าขนาดนี้นะ? แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ดื่มก็ดื่มเถอะ

หลังจากดื่มไปได้หลายชาม ลิโป้ก็ถามเผยเฉียนว่า “น้องชาย เหตุใดเจ้าจึงอยากไปปิงโจว? ที่นั่นเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บและยากลำบาก ผู้คนก็ยากจน ดินแดนก็แห้งแล้ง ไม่มีอะไรเลย”

เตียวเลี้ยวก็เสริมว่า “ใช่แล้ว จื่อเยวียน ต่อให้เจ้าไม่อยากอยู่ในราชสำนัก ก็ไปเกงจิ๋วได้นี่นา อย่างไรก็ย่อมดีกว่าปิงโจวแน่นอน”

เผยเฉียนมองลิโป้และเตียวเลี้ยว ขนาดสองคนที่อยู่ปิงโจวมานานยังบอกว่าปิงโจวอันตราย แสดงว่าปิงโจวไม่ใช่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เกงจิ๋วหรือที่อื่นๆ จะดีกว่าปิงโจวเสมอไปหรือ?

เผยเฉียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่กลับถามว่า “ท่านเวินโหว พี่บุนอ้วน ข้าขอถามพวกท่านหน่อย ตอนที่พวกท่านจากปิงโจวมา เคยคิดหรือไม่ว่าปรารถนาอยากจะได้ตำแหน่งอะไร หรืออยากจะได้สิ่งใด?”

คำถามของเผยเฉียน ทำให้ทั้งลิโป้และเตียวเลี้ยวถึงกับชะงักไป

จะบอกว่าไม่เคยคิดเลยหรือ? ก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าเคยคิดอย่างจริงจัง ก็คงไม่ใช่เหมือนกัน ลิโป้และเตียวเลี้ยวต่างก็ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อจู่ๆ เผยเฉียนถามขึ้นมา พวกเขาจึงยังตั้งตัวไม่ติด

เตียวเลี้ยวส่ายหน้า พอเห็นว่าลิโป้ยังไม่ยอมพูดอะไร จึงกล่าวว่า “เดิมทีข้าคิดว่าแค่มาลั่วหยางเฉยๆ แล้วก็กลับ เรื่องเลื่อนขั้นอะไรพวกนั้น… ก็พอคิดอยู่บ้าง แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก หึหึ พูดไปก็กลัวจื่อเยวียนจะหัวเราะเยาะ ตอนนั้นสิ่งที่ข้าคิดมากที่สุดคือเมื่อไหร่จะมีเสบียงอาหารเพียงพอ ให้กินได้อิ่มท้อง… เพราะที่ปิงโจว เรื่องเสบียงอาหารคือเรื่องใหญ่ที่สุด…”

คำพูดของเตียวเลี้ยวทำให้ลิโป้รู้สึกเห็นด้วย ลิโป้จึงกล่าวเสริมว่า “ปิงโจวต้องพึ่งพาเงินและเสบียงอาหารที่ส่งมาจากเมืองซือลี่มาโดยตลอด ยิ่งขึ้นเหนือไปก็ยิ่งลำบาก จากซือลี่ส่งมาหนึ่งสือ ไปถึงเยี่ยนเหมินเหลือแค่หนึ่งโต่วก็ถือว่าดีแล้ว… บางครั้งพอพวกเซียนเปยพากันบุกเข้ามาพร้อมกับพวกซยงหนู ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะยกทัพไปปราบปราม แต่เพราะไม่มีเงินและเสบียงคอยสนับสนุนจริงๆ ดังนั้นส่วนใหญ่ก็แค่ไล่ให้หนีไปก็จบเรื่อง…”

“…ตอนนั้นผู้ตรวจการเต๊ง… เต๊ง สั่งให้พวกเรามาลั่วหยาง” เมื่อพูดถึงเต๊งหงวน ลิโป้ก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเล่าต่อ “ตอนนั้นข้าไม่ได้คิดเรื่องเลื่อนขั้นอะไรเลยจริงๆ คิดแค่ว่ามาลั่วหยางอย่างน้อยก็จะได้กินข้าวอิ่มไปหลายวัน…”

“…แต่ว่า… แต่ว่า…” ลิโป้หยิบเหยือกเหล้าขึ้นมา ทำท่าจะริน แต่แล้วก็โยนชามเหล้าทิ้งไป แล้วยกเหยือกเหล้าขึ้นดื่มอึกๆ จนหมดไปกว่าครึ่งเหยือก ถึงได้วางลง “…แต่ว่า… ข้าวก็ได้กินอิ่มแล้ว แต่หัวใจดวงนี้น่ะสิ…”

ลิโป้ใช้กำปั้นทุบอกตัวเองดังปึกๆ แล้วกล่าวว่า “…ข้างในนี้ มันว่างเปล่าไปหมดแล้ว…” พูดจบก็ยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวอีก

เผยเฉียนกับเตียวเลี้ยวสบตากัน ท่านเวินโหวผู้นี้ต้องมีเรื่องอะไรในใจแน่ๆ…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note