ตอนที่ 305 ทางเลือกปิงโจว
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนก้มหน้า หลังจากกล่าวขอบพระทัยแล้วก็ไม่ได้จากไปในทันที แต่กลับก้มศีรษะกราบทูลว่า “ข้าน้อย… ขออาสาไปประจำการที่ปิงโจว เพื่อปกป้องดินแดน พิทักษ์บ้านเมือง ขยายอาณาเขตให้ต้าฮั่น จะไม่ยอมให้ม้าของพวกหูข้ามเขาอินซานมาได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ตั๋งโต๊ะจ้องมองเผยเฉียน ดวงตาสีแดงก่ำราวกับกำลังแยกแยะว่าเผยเฉียนพูดจริงหรือแกล้งทำ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ปิงโจวเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บและยากลำบาก มีสงครามเกิดขึ้นตลอดเวลา เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”
ตั๋งโต๊ะเองก็ต่อสู้กับพวกหูเกี๋ยงมานานปี ย่อมรู้ดีถึงความยากลำบากของการอยู่ในดินแดนชายแดน ไม่เพียงแต่พื้นที่แห้งแล้งผู้คนยากจน แต่ยังต้องเผชิญกับภาวะสงครามอยู่ตลอดเวลา รบใหญ่ทุกสามวันห้าวัน รบย่อยมีทุกวัน เรียกได้ว่าตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา
ในอดีตตอนที่เปียนจางและหันซุยก่อกบฏ กองกำลังต่างๆ ในเหลียงโจวอย่างซ่งหยาง, เป่ยกงอวี้, ลี่เหวินโหว ล้วนพัวพันกันยุ่งเหยิง แม้แต่ขุนนางใหญ่หลายคนในเวลานั้นอย่างฮองฮูสง, ซุนเกี๋ยน และแม่ทัพคนอื่นๆ รวมถึงตัวตั๋งโต๊ะเองก็เคยพ่ายแพ้มาแล้ว ต่อมาผู้บัญชาการทหารสูงสุดเตียวอุ๋นก็เอาชนะได้เพียงชั่วคราว ไม่นานก็ถูกเปียนจางและหันซุยตลบหลัง ฆ่าขุนนางใหญ่ไปหลายคน ทั้งเจ้าเมืองกิมเสียและเสี้ยวเว่ยผู้คุ้มครองเผ่าเกี๋ยงก็ล้วนตายในศึกครั้งนี้ ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะหันซุยและเปียนจางแตกคอกันเอง ทำให้กองทัพกบฏปั่นป่วน จนต้องยุติศึกไปอย่างลวกๆ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์การรบและการเข่นฆ่าโหดร้ายเพียงใด
ดังนั้นเมื่อเผยเฉียนอาสาไปป้องกันชายแดนที่ปิงโจว ตั๋งโต๊ะจึงค่อนข้างชื่นชมการกระทำนี้ อย่างน้อยก็มีความกล้าหาญและมีความรับผิดชอบมากกว่าขุนนางในราชสำนักเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดคือไม่ได้มาคอยขัดขวางตั๋งโต๊ะ แต่ไปทำงานให้ราชวงศ์ฮั่นจริงๆ เรื่องนี้สำคัญมาก
คนอื่นๆ ก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ
เพราะบัณฑิตกลุ่มซานตงที่นำโดยอ้วนหงุยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ แม้จะไม่เคยลงสนามรบด้วยตัวเอง แต่ก็รู้ดีว่าปิงโจวไม่ใช่สถานที่ที่สงบสุข
แม้ตอนนี้ซยงหนูจะไม่เป็นภัยคุกคามหลักต่อราชวงศ์ฮั่นแล้ว แต่เซียนเปยและพวกหูเกี๋ยงที่อยู่ติดกันกลับกลายเป็นปัญหาใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้แม้แต่ซยงหนูใต้ก็ก่อกบฏ ผลกระทบที่ตามมายังไม่แน่ชัด ในเวลาเช่นนี้ การที่เผยเฉียนอาสาไปรับศึก ถือว่าน่ายกย่อง
เผยเฉียนนิ่งเงียบไปนาน แล้วจึงก้มศีรษะกราบตอบรับอีกครั้ง
ตั๋งโต๊ะปรบมือหัวเราะร่วน เอ่ยคำว่า “ดี” ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
เรื่องนี้อ้วนหงุยและคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อคัดค้านอะไร เพราะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มบัณฑิตซานตง ยิ่งไปกว่านั้น การป้องกันชายแดนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตั๋งโต๊ะหรือฝ่ายบัณฑิตซานตง ล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ ต่อให้ในอนาคตอ้วนหงุยและคนอื่นๆ จะโค่นล้มตั๋งโต๊ะได้ ก็ยังต้องใช้คนไปป้องกันชายแดนอยู่ดี
ดังนั้นกลุ่มของอ้วนหงุยจึงไม่ได้คิดจะขัดขวางเผยเฉียน
ที่สำคัญคือกองทัพปิงโจวอยู่ใต้บังคับบัญชาของตั๋งโต๊ะแล้ว หากตั๋งโต๊ะยอมแบ่งทหารให้เผยเฉียนส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการบั่นทอนกำลังของตั๋งโต๊ะเอง หากไม่ยอมแบ่งทหารให้ ดินแดนยุ่งเหยิงอย่างปิงโจวก็ไม่มีใครอยากได้อยู่แล้ว ในเมื่อเผยเฉียนเต็มใจรับไปดูแล ก็ปล่อยไปเถอะ…
ในเมื่อไม่มีใครในราชสำนักคัดค้าน เรื่องนี้ก็ถือว่าตกลงตามนี้ ส่วนตำแหน่งที่เผยเฉียนจะไปรับที่ปิงโจวนั้น ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบ รอให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กำหนดขั้นสุดท้ายก็พอ เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินใจได้ทันทีในตอนนี้ ดังนั้นเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนจึงทำความเคารพแล้วถอยออกมา
เมื่อออกจากวังเป่ยกง เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนเดินเคียงคู่กันไปตามถนนสายใหญ่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก
การเรียกตัวเข้าเฝ้าครั้งนี้เป็นเพียงการประชุมขุนนางย่อย ไม่ใช่การประชุมใหญ่อย่างเป็นทางการ จึงเริ่มขึ้นในช่วงเที่ยง และเมื่อเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนออกมา พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว แสงแดดที่เจือสีแดงสาดส่องลงมา ย้อมทุกสิ่งในเมืองลกเอี๋ยงให้กลายเป็นสีเหลืองอมแดง
เตียวเลี้ยวมองเผยเฉียนที่เดินเงียบๆ อยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็อดถามไม่ได้ว่า “จื่อเยวียน นี่เจ้า… ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ?” ปิงโจวไม่ใช่สถานที่ดีๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่เผยเฉียนอยู่เกงจิ๋วก็ดีอยู่แล้ว ต่อให้อยู่ลกเอี๋ยงไม่ได้ ก็กลับไปเกงจิ๋วได้ ทำไมถึงเลือกไปปิงโจว?
เตียวเลี้ยวที่อยู่ปิงโจวมาหลายปี ย่อมรู้สถานการณ์ของปิงโจวดี ปิงโจวนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นแคว้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งกองกำลังและจำนวนประชากรยังสู้เมืองใหญ่ๆ ในภาคกลางเมืองเดียวไม่ได้เลย…
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในนามแล้วซยงหนูใต้จะยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น แต่ความเป็นจริงแล้วสันดานดิบยังไม่เปลี่ยน เดี๋ยวกบฏเดี๋ยวจำนน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ให้ชาวฮั่นคิดว่าราชวงศ์ฮั่นเป็นราชสำนักที่มั่นคงและปลอดภัย เรื่องราวต่างๆ จึงมักถูกบันทึกไว้เพียงเล็กน้อย และพรรณนาแค่คร่าวๆ ไม่ได้เผยแพร่ให้คนทั่วไปรับรู้มากนัก
และสถานการณ์เหล่านี้ ในฐานะชาวปิงโจว เตียวเลี้ยวย่อมรู้ดีเป็นที่สุด
เตียวเลี้ยวเดินไปพร้อมกับเผยเฉียนพลางเล่าเรื่องราวอย่างช้าๆ ว่าหลายปีมานี้ที่ปิงโจว แทบจะไม่เคยว่างเว้นจากการศึกสงครามเลย…
เหตุการณ์ที่เป็นแบบอย่างก็คือเมื่อชาวเซียนเปยได้ยินว่าเตียวฮ่วนซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงอย่างมากในดินแดนเป่ยตี้ได้เดินทางกลับเข้าไปรับตำแหน่งเสนาบดีการคลังในราชสำนัก ชาวเซียนเปยคิดว่านี่เป็นโอกาสดี จึงสมคบคิดกับซยงหนูใต้ และรวบรวมชาวอูหวนยกทัพบุกเข้ามาในด่านหลายสาย ปล้นสะดมเมืองชายแดนทั้งเก้าแห่ง สังหารราษฎรไปนับไม่ถ้วน
ต่อมาราชสำนักก็ต้องแต่งตั้งเตียวฮ่วนเป็นขุนพลพิทักษ์ซยงหนูอีกครั้ง มอบตำแหน่งเทียบเท่าเก้าขุนนาง ควบคุมดูแลสามแคว้นคืออิวโจว ปิงโจว และเหลียงโจว รวมถึงค่ายทหารตู้เหลียวและอูหวน มีอำนาจปลดและแต่งตั้งผู้ตรวจการ เจ้าเมือง และขุนนางระดับล่างลงมาได้ทั้งหมด อำนาจบารมีมากล้นในตอนนั้น เตียวฮ่วนส่งกองทัพออกไปปราบปรามหลายสาย ซยงหนูใต้และอูหวนหวาดกลัวในบารมีของเขา จึงยอมจำนน และส่งมอบประชากรที่ปล้นชิงไปกว่าสองแสนคนคืนมา…
นี่คือการบุกรุกปล้นสะดมขนานใหญ่ ส่วนพวกรายย่อยนั้นมีมากจนนับไม่ถ้วน แม้กระทั่งในรัชศกจงผิงปีที่สี่และห้า ซยงหนูใต้ก็ยังคงบุกรุกชายแดนอยู่
เดือนสิบสอง ปีจงผิงที่สี่ พวกหูเผ่าซิวถูเก้อก่อกบฏ…
เดือนอ้าย ฤดูใบไม้ผลิ ปีจงผิงที่ห้า พวกหูเผ่าซิวถูเก้อบุกปล้นซีเหอ สังหารเฮงกี๋เจ้าเมืองซีเหอ…
เดือนสาม พวกหูเผ่าซิวถูเก้อบุกโจมตีและสังหารเตียวอี้ผู้ตรวจการปิงโจว…
เตียวเลี้ยวไม่ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดรวดร้าว แต่ยิ่งน้ำเสียงราบเรียบเท่าไหร่ อารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างก็ยิ่งลึกซึ้งเท่านั้น
หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่พวกหูบุกชายแดน ในฐานะหนึ่งในทหารที่คอยปกป้องดินแดน สิ่งที่เขาได้ยินและได้เห็น โศกนาฏกรรมของมนุษย์เหล่านั้น ช่างมีมากจนเกินไป และเจ็บปวดจนลึกซึ้งเกินไปจริงๆ
ทุกครั้งที่พวกหูบุกชายแดน ผู้ที่รับเคราะห์เป็นกลุ่มแรกไม่ใช่ขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเมืองลกเอี๋ยงเหล่านี้ แต่เป็นเหล่าทหารที่ปกป้องชายแดน และรองลงมาคือชาวฮั่นในเขตชายแดน
ซยงหนูใต้อ้างตัวว่าเป็นพวกหูที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงเป็นพวกหูที่เชื่อในกฎที่ว่า ใครกำปั้นใหญ่กว่า คนนั้นก็คือผู้ปกครองทุกสิ่ง
และปีจงผิงที่ห้า ก็คือปีคริสตศักราช 188 หรือก็คือเมื่อสองปีก่อนนี่เอง
เมื่อเดินมาถึงสี่แยก เผยเฉียนค่อยๆ หยุดฝีเท้า หันกลับมาประสานมือขอบคุณความหวังดีของเตียวเลี้ยว
“พี่บุนอ้วน เรื่องบางเรื่องก็ต้องมีคนทำ… ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในเมืองลกเอี๋ยงตอนนี้…” เผยเฉียนหันกลับไปมองวังเป่ยกง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “…ข้ายอมไปเผชิญหน้ากับดาบและหอกของพวกหู ดีกว่าต้องมาเจอธนูอาบยาพิษจากคนกันเองอีก…”
เตียวเลี้ยวชะงักไป อึ้งจนพูดไม่ออก
เผยเฉียนประสานมืออีกครั้ง กล่าวลาเตียวเลี้ยว แล้วเดินหันหลังให้แสงอาทิตย์อัสดงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เงาร่างของเขาทอดยาวเหยียดภายใต้แสงสนธยา…

0 Comments