ตอนที่ 303 ท้องพระโรง
แปลโดย เนสยังภายในโถงเต๋อหยางเงียบสงัดอย่างประหลาด
พระเจ้าหลิวเสียเป็นเพียงหุ่นเชิดในนาม ปกติเวลาออกว่าราชการก็มีเพียงสองประโยค ประโยคแรกคือ “ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นได้” อีกประโยคคือ “ความเห็นของท่านอัครมหาเสนาบดีดีมาก…” แม้แต่ตอนเลิกประชุมก็เป็นขันทีตะโกนบอก ไม่เกี่ยวกับพระองค์ การที่เมื่อครู่นี้ทรงกล้าตรัสประโยคนอกเหนือจากนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และด้วยเหตุนี้จึงดึงดูดความสนใจของตั๋งโต๊ะ
โชคดีที่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ ในสายตาของตั๋งโต๊ะก็แค่เด็กคนหนึ่งมองไม่เห็นคนที่อยู่หน้าตำหนักจึงพูดออกมา ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
แต่ถ้าจะให้ตรัสอะไรมากกว่านี้คงไม่เหมาะ พระเจ้าหลิวเสียจึงเพียงแค่เม้มพระโอษฐ์แน่น ทอดพระเนตรมองอย่างเงียบๆ จากหลังม่านมุกบนมงกุฎ
ตั๋งโต๊ะก็ไม่พูดอะไร
เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของพวกบัณฑิตกลุ่มซานตงที่หาเรื่องมาสร้างความรำคาญใจ แม้ตอนนี้จะถูกคนสองคนที่อยู่เบื้องล่างบันไดแก้สถานการณ์ไปได้ด้วยความบังเอิญ แต่สำหรับตั๋งโต๊ะ การที่สามารถอดกลั้นความโกรธไม่ให้ระเบิดออกมาได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากจะพูดอะไรเลย
ราชครูอ้วนหงุยก็ไม่พูดเช่นกัน
แค่คนสองคนตรงหน้าที่ทำลายแผนการทั้งหมดก็ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงมากพอแล้ว ยิ่งตอนนี้กลับต้องมามอบรางวัลให้อีก เรื่องแบบนี้จะทำให้อ้วนหงุยรู้สึกดีได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น มองอีกมุมหนึ่ง ตอนนี้ต้องพยายามสลัดความเกี่ยวข้องให้พ้นตัวให้มากที่สุด แล้วจะกล้าพูดอะไรส่งเดชได้อย่างไร?
ลิยูก็ไม่พูดเช่นกัน
แม้ว่าเขาจะตกลงกับตั๋งโต๊ะและเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมปล่อยตระกูลอ้วนของอ้วนหงุยและตระกูลเอียวของเอียวเปียวไปง่ายๆ การที่ยังไม่จัดการพวกนั้นในตอนนี้เป็นเพราะเวลายังไม่เหมาะสม จึงต้องปล่อยไปก่อน แต่การปล่อยไปก็ไม่ได้แปลว่าจะให้พวกอ้วนและเอียวผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่ายๆ การดัดหลังเอาไว้บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
ส่วนคนอื่นๆ ในเวลาที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันแบบนี้ ยิ่งแทบอยากจะล่องหนหายตัวไปซะให้พ้น หรือไม่ก็หาซอกหลืบมุดหนีไป แล้วใครจะกล้าเสนอหน้าออกมารับแรงกระแทกล่ะ?
ดังนั้นบรรยากาศในท้องพระโรงจึงตกอยู่ในความเงียบงันอย่างผิดปกติ ความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่ว…
เผยเฉียนคุกเข่านั่งอย่างเรียบร้อยอยู่บนเสื่อ ในใจก็บ่นอุบ คิดว่าตอนที่ตัวเองเข้ามาน่าจะคุยกันเสร็จหมดแล้ว ใครควรยอมประนีประนอมก็ยอม ใครควรเสียเปรียบก็เสีย แต่ดูจากทรงแล้ว นี่มันไม่ได้เหมือนคุยกันมาเลย ชัดเจนว่าสงครามใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้น…
น่าเสียดายที่ตำแหน่งต่ำต้อย ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร ทำได้แค่คุกเข่านั่งต่อไป ทำตัวเป็นเด็กดี
ส่วนเตียวเลี้ยวที่อยู่ข้างๆ หากอยู่ในสนามรบ ฝีมือของเขาทิ้งห่างเผยเฉียนไปเป็นสิบหลี่ แต่ตอนนี้กลับดูทุลักทุเลมาก หยาดเหงื่อไหลหยดลงมาตามขมับ ทั้งคันทั้งทรมาน แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด
เพราะในกฎมารยาทการเข้าเฝ้าของราชวงศ์ฮั่น การคุกเข่านั่งมีข้อกำหนดเพียงข้อเดียวคือ “นั่งนิ่งดั่งศพ”…
เป็นศพไปแล้ว จะขยับตัวได้ยังไง?
เช็ดเหงื่อเหรอ?
อย่าแม้แต่จะคิด!
ดังนั้นเตียวเลี้ยวจึงทำได้เพียงกัดฟันทนต่อไป
โชคดีที่ในที่สุดอองอุ้นก็เป็นคนทำลายความเงียบ เอ่ยเรียกชื่อคนทั้งสองที่อยู่เบื้องล่างบันได: “นายกองทหารม้าเตียวบุนอ้วน, ซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผยจื่อเยวียน…”
ช่วยไม่ได้ แม้อองอุ้นจะเป็นแค่ไท่ผู่ แต่ตำแหน่งสำคัญคือเขาควบตำแหน่งราชเลขาธิการด้วย ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การตกรางวัลหรือการลงโทษคนทั้งสองนี้ ล้วนต้องผ่านสำนักราชเลขาธิการ และการที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งไท่ผู่ได้ ก็เป็นเพราะเขาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างตั๋งโต๊ะและอ้วนหงุย ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะในหน้าที่หรือส่วนตัว การให้เขาเป็นคนเอ่ยปากจึงเหมาะสมที่สุด
เห็นได้ชัดว่าเตียวเลี้ยวถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทั้งสองลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ประสานมือตอบรับ
“พวกเจ้าจงเล่าเรื่องที่ด่านหานกู่กวนมาให้ละเอียด ห้ามปิดบังซ่อนเร้น เข้าใจหรือไม่?” อองอุ้นกล่าวเสียงดัง
ความจริงแล้วเรื่องที่ด่านหานกู่กวนมีรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาแล้ว สิ่งที่น่าขันก็คือ รายงานฉบับนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ยกเว้นพระเจ้าหลิวเสีย ล้วนได้อ่านกันหมดแล้ว ความจริงเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่ต่างก็มีคำตอบอยู่ในใจ
หากเป็นการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองทั่วๆ ไป ก็ไม่ถึงขั้นต้องเรียกมาเข้าเฝ้าถึงในท้องพระโรงเพื่อรายงานด้วยตนเอง ไม่ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ระดับสังหารเตียวก๊กหัวหน้าใหญ่โจรโพกผ้าเหลืองเหมือนในอดีตเสียหน่อย ต่อให้ยึดตามคำกล่าวอ้างในรายงาน ก็เป็นเพียงการสังหารโจรโพกผ้าเหลืองไปสามพันกว่าคนเท่านั้น ถึงขั้นต้องเรียกมาพูดในโถงเต๋อหยางเลยหรือ?
ตอนที่ฮองฮูสงเอาชนะโจรโพกผ้าเหลืองครั้งใหญ่ ก็ไม่ได้ให้แม่ทัพทั้งหมดเข้าเมืองหลวงมาเข้าเฝ้า นอกจากฮองฮูสงที่เป็นแม่ทัพใหญ่ซึ่งได้รับการเข้าเฝ้าจากฮ่องเต้อย่างแน่นอนแล้ว แม่ทัพนายกองระดับกลางและระดับล่างส่วนใหญ่ล้วนรั้งอยู่ที่ก่วงจง รอรับการแต่งตั้งตำแหน่งจากราชสำนัก ดังนั้นการต่อสู้ขนาดเล็กที่มีการสังหารโจรโพกผ้าเหลืองแค่สามพันคน หากไม่ได้เกิดขึ้นที่ด่านหานกู่กวน และไม่ไปเกี่ยวพันกับความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจในเมืองลกเอี๋ยงตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาเหยียบในท้องพระโรงด้วยซ้ำ คงแค่เอาผลงานไปแลกเงินรางวัล แล้วเพิ่มตำแหน่งลอยๆ ให้สักตำแหน่งก็จบเรื่องแล้ว
รับรองว่าไม่เล่นใหญ่จัดเต็มแบบนี้แน่…
เรื่องนี้ต้องดูเจตนาของทางฝั่งตั๋งโต๊ะว่าต้องการจะสืบสาวราวเรื่องต่อไปหรือไม่ หากไม่สืบสาวก็เป็นแค่คดีโจรโพกผ้าเหลืองธรรมดา แต่หากขุดคุ้ยลงไปลึกๆ เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่
การที่อองอุ้นให้เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนเล่าเหตุการณ์อีกครั้ง ก็แค่หวังจะใช้โอกาสนี้ปิดคดีเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน…
ยิ่งไปกว่านั้น อองอุ้นก็ไม่ได้เตี๊ยมอะไรกับลิยูมาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วฝ่ายตั๋งโต๊ะมีเจตนาอย่างไร เขาจึงเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือให้เตียวเลี้ยวและเผยเฉียนเล่าเอง แถมยังย้ำด้วยว่า “ห้ามปิดบังซ่อนเร้น” ดังนั้นไม่ว่าเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนจะพูดความจริงหรือไม่ ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง
ตำแหน่งของเตียวเลี้ยวสูงกว่าเผยเฉียน อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพหลักที่นำทัพ ดังนั้นเมื่อพูดถึงคดีโจรโพกผ้าเหลืองที่ด่านหานกู่กวนครั้งนี้ เตียวเลี้ยวจึงเป็นผู้นำเสนออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้เมื่อครู่เตียวเลี้ยวจะดูประหม่าไปบ้าง แต่พอได้เอ่ยปากจริงๆ น้ำเสียงกลับหนักแน่นราบเรียบ ลำดับความชัดเจน และมีท่าทีสุขุมเยือกเย็น
เตียวเลี้ยวเล่าไปตามความจริง ไม่ได้คาดเดาหรือด่วนสรุปใดๆ เล่าเพียงเหตุการณ์ที่พบเจอในเมืองกู่เฉิง จากนั้นเพื่อสืบหาต้นตอ จึงสะกดรอยตามมาจนถึงด่านหานกู่กวน ได้พบกับเผยเฉียนที่หนีออกมา แล้วทราบว่าเติ้งจิวนายด่านหานกู่กวนมีความเกี่ยวข้องกับโจรโพกผ้าเหลือง จึงรีบเคลื่อนทัพเข้ายึดด่านหานกู่กวนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จากนั้นก็ต้านทานการบุกโจมตีด่านของเติ้งจิว จนสุดท้ายก็วางแผนสังหารเติ้งจิวและแม่ทัพคนอื่นๆ และคลี่คลายการปิดล้อมด่านหานกู่กวนได้ในที่สุด…
จากนั้นเผยเฉียนก็เสริมว่าตนเองเพียงแค่ติดตามขบวนขนตำราของตระกูลชัวไปยังด่านหานกู่กวน แล้วก็พบกับการล้อมสังหารของเติ้งจิว แถมยังจุดไฟเผาที่พักคนเดินทาง ในขณะที่หนีเอาชีวิตรอดได้จุดไฟเผากำแพงเมืองด้านตะวันออกของด่านหานกู่กวน แล้วก็มาเจอเตียวเลี้ยว…
เมื่อเตียวเลี้ยวและเผยเฉียนเล่าจบ หลายคนก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ไม่ได้พาดพิงถึงเรื่องของบัณฑิตกลุ่มซานตงแต่อย่างใด อย่างมากก็บอกแค่ว่าไม่รู้ทำไมตระกูลเติ้งแห่งเอ๊งหยงถึงไปสมคบคิดกับโจรโพกผ้าเหลืองได้ แน่นอนว่าที่เอ๊งหยง กองทัพของตั๋งโต๊ะและกองทัพพันธมิตรกวนตงเคยทำสงครามกันครั้งใหญ่มาก่อน บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้จึงทำให้เกิดกบฏขึ้นที่ด่านหานกู่กวนก็เป็นได้ เรื่องนี้พูดยาก
ยังไงซะ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ได้พูดอะไร…
เดิมทีเรื่องนี้ก็น่าจะจบลงแค่นี้
แต่ใครจะคิดว่าลิยูจะเอ่ยขึ้นว่า “ซื่อหลางฝ่ายซ้ายเผยจื่อเยวียน เจ้าไปถึงด่านหานกู่กวนก่อนนายกองทหารม้าเตียวบุนอ้วน เจ้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ หรือไม่?”
หัวใจของเผยเฉียนแทบจะกระดอนหลุดออกมา ลิยู ไอ้บ้า ทำไมไม่เล่นตามบทล่ะ?
ทั้งที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว หรือว่าตอนนี้เจ้าคิดจะกลับคำ?
คุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง เล่นแบบนี้มันไม่แฟร์เลยนะเว้ย…

0 Comments