ตอนที่ 29 ชื่อเสียงบารมี
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนเพิ่งจะได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนเวินหมิงในวันรุ่งขึ้น
แต่เขาก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ตามหลักแล้วเรื่องพรรค์นี้น่าจะไม่ได้แพร่กระจายไปเร็วขนาดนั้น แต่ทำไมถึงดูราวกับว่ามันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองลั่วหยางเพียงชั่วข้ามคืน? หรือว่าจะมีคนจงใจปล่อยข่าวออกมา? มิน่าล่ะถึงมีข่าวลือหลายกระแส บ้างก็ว่าตั๋งโต๊ะทำตัวกำเริบเสิบสาน บ้างก็ว่าอ้องอุ้นและอ้วนหงุยนิ่งเงียบเป็นการยอมรับ บ้างก็ว่าเต๊งหงวนนำทหารมาปะทะกับตั๋งโต๊ะ…
ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจ การที่ขุนนางมหาดเล็กอย่างเขาไม่ได้รับเชิญก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเพียงว่าที่ขุนนาง การไม่ได้รับความสำคัญก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทำไมชัวหยงถึงดูเหมือนจะไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงด้วย? เมื่อวานตอนที่เขาออกจากจวนตระกูลชัว ชัวหยงก็ยังอยู่ หรือว่าจะไปหลังจากที่เขาออกมาแล้ว?
แต่จะว่าไปแล้ว การไม่ได้ไปก็ถือเป็นเรื่องดี งานเลี้ยงของตั๋งโต๊ะไม่มีงานไหนที่เป็นงานดีเลย เอะอะก็ชักดาบขึ้นมาคุยกัน ได้ยินว่าเมื่อวานก็เพิ่งจะปะทะกับเต๊งหงวนไป ถ้าอย่างนั้นเทพสงครามลิโป้ก็ใกล้จะปรากฏตัวแล้วสินะ?
ตัวเขาเองก็ต้องเร่งมือขึ้นแล้วล่ะ…
ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสะสมชื่อเสียงบารมีสักหน่อย
ชื่อเสียงบารมีในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและยุคสามก๊กนั้นก็เปรียบเสมือนเครื่องรางของขลัง บางครั้งก็สามารถต่อชีวิตให้ได้จริงๆ
ในความทรงจำของเผยเฉียน จำได้ว่ามีบัณฑิตผู้คลุ้มคลั่งคนหนึ่งชื่อเนี่ยเหง เคยถอดเสื้อผ้าด้วยความโศกเศร้าที่เมืองฮูโต๋ แสดงให้เห็นถึงศิลปะการแสดงที่ก้าวล้ำยุคสามก๊กไปสู่ยุคปัจจุบัน พร้อมทั้งอวดผิวพรรณอันขาวสะอาดและกระดูกที่ผอมเกร็ง เป็นการแสดงฉาก “เปลือยกายตีกลองด่าโจโฉ” อย่างแท้จริง
ได้ยินมาว่าทำเอาโจโฉโกรธจัดจนโรคปวดหัวกำเริบขึ้นมากลางสภาเลยทีเดียว…
แต่โจโฉผู้ชาญฉลาดไม่ยอมรับหน้าเสื่อเป็นผู้สังหาร “ปัญญาชน” จึงฝืนกลืนความโกรธนี้ลงไป แล้วโยนชายผู้มีศิลปะการแสดงคนนี้ไปให้เล่าเปียวซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการเกงจิ๋วในขณะนั้น
จากนั้นเล่าเปียวซึ่งเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ก็โยนภาระที่ชื่อเนี่ยเหงนี้ต่อไปให้หองจอ เจ้าเมืองกังแฮ
ผลก็คือหองจอมองซ้ายมองขวา ไม่มีใครยอมรับช่วงต่อให้เขาโยนภาระอันยุ่งยากนี้ไปได้ อีกทั้งยังถูกเนี่ยเหงยั่วยุจนทนไม่ไหว ด้วยความวู่วามชั่วขณะ จึงสั่งประหารเนี่ยเหงไป
เนี่ยเหงอาศัยการที่มีชื่อเสียง ยั่วยุโจโฉก็ไม่ตาย ท้าทายเล่าเปียวก็ไม่ตาย แต่พอมาถึงหองจอ ค่าชื่อเสียงถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ก็เลยถูกคนฟันคอขาด…
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า หากมีค่าชื่อเสียงสูง ก็อาจจะสามารถแลกได้ถึงสองชีวิตเลยทีเดียว… ต่อให้ไม่สามารถนำมาใช้ในยามคับขันได้อย่างเนี่ยเหง แต่การมีชื่อเสียงสูงในยามปกติก็มีข้อดีมากมาย บัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คนคอยต้อนรับขับสู้ด้วยอาหารการกินชั้นเลิศ นี่มันคือการใช้หน้าตาเบิกทางในยุคสามก๊กอย่างแท้จริง!
แต่ปัญหาในตอนนี้คือ จะไปหาชื่อเสียงมาจากที่ไหนล่ะ?
ในเมืองลั่วหยางอันกว้างใหญ่ไพศาล ชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งที่จะมีกันได้ง่ายๆ ต้องมีคนคอยยกยอสรรเสริญ คนที่ไม่เข้าขั้นอย่างเขา หรือว่าจะต้องไปเดินเปลื้องผ้าแสดงศิลปะบนท้องถนนสักรอบดี?
เผยเฉียนรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา ช่างเถอะ ไปหาทางอื่นดีกว่า
อ้วนเสี้ยวในตอนนี้ได้ย้ายออกจากจวนตระกูลอ้วนมาพักอาศัยอยู่ข้างนอกชั่วคราวแล้ว แม้จะยังไม่ได้พูดคุยกับอ้วนหงุยผู้เป็นอาอย่างเป็นทางการ แต่อ้วนหงุยก็ไม่ได้ตั้งคำถามใดๆ หลังจากที่เขาย้ายออกมา เพียงแต่จัดส่งบ่าวไพร่และสาวใช้มาให้จำนวนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นการอนุญาตกลายๆ ต่อการกระทำของอ้วนเสี้ยว
อ้วนเสี้ยวแค่นหัวเราะ เขาได้ทำในสิ่งที่อ้วนหงุยปรารถนาให้ทำไปแล้ว นี่ถือเป็นการชดเชยอย่างนั้นหรือ?
ผู้นำตระกูลอ้วนคนปัจจุบันอย่างอ้วนหงุยโปรดปรานอ้วนสุดมากกว่า เรื่องนี้ทำให้อ้วนเสี้ยวรู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
อ้วนสุดเป็นบุตรภรรยาเอก ส่วนอ้วนเสี้ยวเป็นเพียงบุตรที่เกิดจากหญิงนางรำ แม้จะเป็นบุตรชายคนโต แต่ในยุคสมัยนี้กลับให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดมากกว่า ดังนั้นเมื่ออ้วนเซ้งผู้เป็นลุงของอ้วนเสี้ยวไม่มีบุตร บิดาของอ้วนเสี้ยวจึงยกอ้วนเสี้ยวให้เป็นบุตรบุญธรรมของอ้วนเซ้งอย่างไม่ลังเล
เดิมทีการยกให้เป็นบุตรบุญธรรมเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะอ้วนเซ้งไม่มีบุตร ในอนาคตผู้ที่จะสืบทอดมรดกของอ้วนเซ้งก็คืออ้วนเสี้ยว แต่น่าเสียดายที่อ้วนเซ้งยังไม่ทันได้จัดพิธีรับบุตรบุญธรรม ก็โชคร้ายล้มป่วยหนักและด่วนจากไปเสียก่อน ดังนั้นหากพูดให้ถูก อ้วนเสี้ยวก็ตกอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครึ่งหนึ่งเป็นของอ้วนเซ้ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของอ้วนฮอง ทั้งไม่สามารถสืบทอดทรัพย์สินของอ้วนเซ้งได้ และทางฝั่งอ้วนฮองก็มีบุตรภรรยาเอกอย่างอ้วนสุดอยู่แล้ว…
และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อ้วนสุดก็เริ่มตีตัวออกห่างและทำตัวห่างเหินกับเขาอย่างเห็นได้ชัด
อ้วนเสี้ยวนึกถึงเรื่องเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมา มีเพียงพวกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบเท่านั้นที่เอาแต่จ้องจะฮุบมรดกของบิดา ลูกผู้ชายชาตรีควรจะก้าวข้ามผู้เป็นบรรพบุรุษไปให้ได้ สิ่งที่อ้วนสุดเจ้าให้ความสำคัญ ข้าอ้วนเสี้ยวยังไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ!
น่าเสียดายที่แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นตายเสียแล้ว สาเหตุที่แท้จริง อ้วนเสี้ยวก็ได้มาคิดทบทวนจนกระจ่างในภายหลัง ว่ามันหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับตระกูลอ้วนและอ้วนหงุย นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เขาย้ายออกจากจวนตระกูลอ้วน
ในตอนแรกที่อ้วนเสี้ยวเข้าไปผูกสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นนั้น เขาไม่ได้พึ่งพาตระกูลอ้วนเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะอาศัยเส้นสายของเตียวจิ๋นซึ่งเป็นผู้ติดตามของโฮจิ๋น
หากมองในแง่นี้ แม้จะกล่าวไม่ได้ว่าตำแหน่งขุนนางของอ้วนเสี้ยวในปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลอ้วนเลย แต่ส่วนใหญ่นั้นมาจากความมุมานะบากบั่นของอ้วนเสี้ยวเองทั้งสิ้น
หลังจากที่อ้วนหงุยทราบว่าอ้วนเสี้ยวเข้ารับราชการอยู่กับแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น เขาก็ฉวยโอกาสมอบหมายงานที่อาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของกลุ่มบัณฑิตสายบริสุทธิ์ไปให้อ้วนเสี้ยวทำ ซึ่งเรื่องนี้อ้วนเสี้ยวก็ยอมรับได้ การให้เขาเป็นกระบอกเสียงของตระกูลอ้วนเขาก็ยอมรับได้เช่นกัน แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ สุดท้ายแล้วเพื่อความสำเร็จของแผนการของตนเอง อ้วนหงุยไม่เพียงแต่หลอกใช้แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น แต่ยังหลอกใช้อ้วนเสี้ยวเข้าไปด้วย
แม้ในท้ายที่สุดอ้วนเสี้ยวจะชิงลงมือในยามคับขัน กลายเป็นแนวหน้าในการกวาดล้างพวกขันที ซึ่งไม่เพียงแต่ลบล้างมลทินเรื่องการคุ้มครองแม่ทัพใหญ่บกพร่อง แต่ยังทำให้เขาและโจโฉได้รับการสรรเสริญจากเหล่าบัณฑิตอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้น มันก็ชดเชยความสูญเสียของอ้วนเสี้ยวไม่ได้
เท่ากับว่าอ้วนหงุยได้ลงมือตัดหนทางของอ้วนเสี้ยวด้วยตนเอง
แต่อ้วนหงุยถึงอย่างไรก็เป็นถึงผู้นำตระกูลอ้วน และยังเป็นอาของตนเอง เขาจะไปสืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุดได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่ต้องการแซ่ “อ้วน” นี้อีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วจะทำอย่างไรได้?
อ้วนเสี้ยวรับรู้ได้ถึงท่าทีของโจโฉที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้ แต่ด้วยนิสัยที่หยิ่งทะนง ทำให้เขาไม่อยากอธิบายอะไรให้โจโฉฟัง คนที่เข้าใจข้า ย่อมต้องเข้าใจข้า
ในครั้งนี้ โจโฉก็ย่อมเป็นฝ่ายที่ได้รับความสูญเสียเช่นกัน แม้ความผิดจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา แต่อ้วนเสี้ยวผู้หยิ่งยโสก็ยังรู้สึกว่า ต่อให้โจโฉจะไม่เข้าใจเขา แต่ในวันหน้าหากมีโอกาส เขาก็จะต้องชดเชยให้โจโฉบ้าง
ถึงอย่างไรก็เป็นสหายกันมา
ตระกูลอ้วนเขาคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นวันใดวันหนึ่งเขาคงต้องหมดความอดทนเป็นแน่ อ้วนเสี้ยวนึกถึงเรื่องราวในยุคชุนชิวที่จิ้นเหวินกงต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนจนได้ดี จึงตัดสินใจย้ายออกจากจวนตระกูลอ้วน
นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ก้าวต่อไปอ้วนเสี้ยวจะต้องออกจากเมืองลั่วหยาง!
มีเพียงการหลุดพ้นจากเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของตระกูลอ้วนเท่านั้น จึงจะมีหนทางหลุดพ้นจากการควบคุมของอ้วนหงุยได้อย่างสมบูรณ์ มิฉะนั้นต่อให้อ้วนเสี้ยวจะเจริญก้าวหน้าในเมืองลั่วหยางได้ดีเพียงใด ตราบใดที่ท่าทีการสนับสนุนอ้วนสุดของอ้วนหงุยยังไม่เปลี่ยนไป ในท้ายที่สุดอ้วนเสี้ยวก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องกลายเป็นแท่นเหยียบย่ำให้อ้วนสุดอยู่ดี
แต่ก่อนที่จะออกจากเมืองลั่วหยาง อ้วนเสี้ยวรู้สึกว่าเขายังต้องทำอะไรบางอย่าง เขาต้องการชื่อเสียง!
ในฐานะผู้ที่เกิดมาในตระกูลบัณฑิต เขาย่อมรู้ซึ้งถึงข้อดีของสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงนี้ดีที่สุด ดังนั้นตอนที่เขาออกจากเมืองลั่วหยาง เขาจะต้องทำเรื่องที่ทำให้ทุกคนต่างพากันกล่าวขวัญและสรรเสริญให้จงได้!
เขาต้องการให้คนทั้งแผ่นดินได้รับรู้ว่า เขา อ้วนเสี้ยว อ้วนปุนโช ไม่ได้เป็นเพียงแค่บุตรหลานตระกูลอ้วนเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างแห่งแผ่นดินผู้กล้าทำกล้ารับ และมีความห้าวหาญไร้ผู้ใดเปรียบ!

0 Comments