ตอนที่ 27 อำนาจทหาร (กระบอกปืน)
แปลโดย เนสยังลิยูเฝ้ามองเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีท่าทีหลากหลายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในวินาทีนี้ เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองขยายใหญ่ขึ้นนับไม่ถ้วน ล่องลอยอยู่เหนือหมู่เมฆ ส่วนสวนเวินหมิงนี้ก็เป็นเพียงกระดานหมากรุกเล็กๆ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่แต่ละคนเปรียบเสมือนตัวหมากไม้ที่เขาควบคุมได้ตามใจนึก
ลิยูเห็นอ้วนหงุยและอ้องอุ้นสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาแอบยิ้มในใจ แต่ไม่ได้แสดงอาการใดๆ
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องดังระงมราวกับคลื่นซัดมาจากนอกสวน ทุกคนต่างหันไปมอง ก็พบว่าเป็นตั๋งโต๊ะที่นำทัพมาถึง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง “ท่านแม่ทัพจงเจริญ” เป็นระยะๆ ตั๋งโต๊ะสวมชุดเกราะเต็มยศ สวมผ้าคลุมสีแดงสด คาดกระบี่ที่เอว กระโดดลงจากหลังม้า แล้วก้าวอาดๆ เข้ามา แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงมาทำให้เขาดูสง่างามหาใครเปรียบ
ตั้งแต่ตั๋งโต๊ะลงจากม้า ก็มีขุนนางหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขุนพลทหาร และมีขุนนางฝ่ายบุ๋นส่วนน้อย ลุกขึ้นยืนทำความเคารพและทักทายตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะหัวเราะร่า เดินเข้ามาทักทายคนนั้นที ตบไหล่คนนี้ที ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศในสวนก็คึกคักขึ้นมาทันตา
ตอนที่อ้วนหงุยเพิ่งจะนั่งลง เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แผนการของเขาดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกขั้นตอนถูกต้องไปหมด แต่ทำไมถึงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดไป
เมื่อตั๋งโต๊ะก้าวเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย อ้วนหงุยเห็นภาพอันคึกคักตรงหน้า ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าแผนการของเขามีช่องโหว่ใหญ่โต ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันที
อ้วนหงุยทำหน้าบึ้งตึง หันไปมองอ้องอุ้น ก็พบว่าอ้องอุ้นกำลังมองเขาอยู่เช่นกัน ใบหน้าของทั้งสองคนที่เคยดูผ่อนคลายและควบคุมสถานการณ์ได้ บัดนี้กลับมีแต่ความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก ไอ้คนเถื่อนจากเสเหลียงคนนี้ ไปดึงดูดขุนพลทหารมาเป็นพวกมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ใจของอ้วนหงุยหล่นวูบ ไม่แปลกใจเลยที่แผนการรับมือตั๋งโต๊ะของเขากับอ้องอุ้นถึงไม่มีใครขัดขวาง ที่แท้คู่ต่อสู้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับฝั่งขุนนางฝ่ายบุ๋นเลย วันนี้ถึงได้รู้ว่าเขากับคู่ต่อสู้เดินกันคนละเส้นทาง ช่างคำนวณผิดพลาดจริงๆ!
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกนับตั้งแต่พระเจ้ากวงอู่ตี้หลิวซิ่ว จนถึงพระเจ้าฮั่นเส้าตี้เล่าเปียน ผ่านมาแล้วกว่าร้อยเจ็ดสิบปี บ้านเมืองสงบร่มเย็นมาอย่างยาวนาน ในช่วงร้อยกว่าปีนี้ แม้จะมีการทำศึกสงครามบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการศึกในพื้นที่เล็กๆ แม้แต่กบฏโพกผ้าเหลืองที่เพิ่งเกิดขึ้น กลุ่มขุนนางผู้ดีในเมืองลั่วหยางซึ่งอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิ ก็ยังมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร บัดนี้เตียวก๊กและพวกพ้องก็ถูกตัดหัวไปแล้ว ขุนนางหลายคนรวมถึงอ้วนหงุยและอ้องอุ้นต่างก็คิดว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง จึงเริ่มมองข้ามความสำคัญของขุนพลและกองทัพไป
ดังนั้น ครั้งนี้อ้วนหงุยและอ้องอุ้นจึงร่วมมือกันรับมือตั๋งโต๊ะ โดยใช้ยุทธวิธีเดิมๆ คือการใส่ร้ายป้ายสี เก็บรวบรวมข้อมูลลับ ดึงคนของอีกฝ่ายมาเป็นพวก แล้วรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อจุดชนวนให้ปะทุขึ้น และล้มคู่ต่อสู้ให้จมดินตลอดกาล
วิธีนี้ใช้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมาตลอด อ้วนหงุยเคยเห็นคนล้มเพราะวิธีนี้มานับไม่ถ้วน แม้แต่ในเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกต้องห้ามในอดีต พวกขันทีก็ใช้วิธีเดียวกันนี้รับมือกับพวกเขาซึ่งเป็นบัณฑิตสายบริสุทธิ์
แต่ครั้งนี้ อ้วนหงุยรู้สึกเหมือนชกออกไปเต็มแรงแต่กลับวืด อ้วนหงุยคิดว่าถึงตั๋งโต๊ะจะเป็นคนหยาบกระด้าง แต่ก็ต้องห่วงชื่อเสียงของตัวเองบ้าง ตอนที่พวกเขายุยงให้ทหารเสเหลียงทำตัวกร่าง หากตั๋งโต๊ะรู้เข้าก็คงต้องสั่งห้าม แต่พวกทหารระดับล่างที่เคยชินกับการทำตามอำเภอใจ จะยอมหยุดเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ทหารของตั๋งโต๊ะไม่ได้มีแค่ทหารเสเหลียง แต่ยังมีชาวเกียงและชาวฮูที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ใดๆ ทำให้ถูกยุยงได้ง่ายยิ่งขึ้น
ในความคาดหมายของอ้วนหงุย หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ด้านหนึ่งคือตั๋งโต๊ะออกคำสั่งห้าม อีกด้านหนึ่งคือทหารระดับล่างถูกยุยง สุดท้ายก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างตั๋งโต๊ะกับทหารระดับล่างของเขา และความขัดแย้งนี้ก็จะเป็นจุดจบของตั๋งโต๊ะ
แต่ใครจะไปคิดว่า ในช่วงเวลานี้ ตั๋งโต๊ะกลับทำเหมือนไม่รับรู้อะไรเลย ปล่อยให้ทหารใต้บังคับบัญชาออกปล้นสะดมไปทั่ว ทุกวันจะเห็นพวกชาวเกียงจับกลุ่มเมามาย ทำลายกฎหมาย แม้กระทั่งตอนที่เขาออกไปข้างนอก ก็เกือบจะถูกพวกรถผีผลักของชาวเกียงและชาวฮูชนเอา
ในตอนนั้นอ้วนหงุยยังหลงดีใจ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่ตกหลุมพรางไม่ใช่ตั๋งโต๊ะ แต่เป็นตัวเขาเอง… อ้วนหงุยเหล่มองสีหน้าของอ้องอุ้น ก็ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูเหมือนอ้องอุ้นก็คงตกหลุมพรางเหมือนกัน ทำให้เขาพอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
อ้วนหงุยแอบถอนหายใจ นึกไม่ถึงว่าไอ้คนเถื่อนจากเสเหลียงคนนี้จะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้!
ต่างจากยุทธวิธีแบบเดิมๆ ของอ้วนหงุยที่เน้นการโจมตีจากบนลงล่าง ลิยูเล่นยุทธวิธีแบบถอนรากถอนโคนจากล่างขึ้นบน
ลิยูคือผู้ที่สร้างกองทัพเสเหลียงขึ้นมาจากเลือดและไฟสงครามในเสเหลียง สำหรับเขาแล้ว การจะเล่นเกมการเมืองในราชสำนักก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากเทียบกันแล้ว อำนาจทหารต่างหากที่พึ่งพาได้มากกว่า เมื่ออำนาจทหารจ่ออยู่ที่คอหอย อำนาจของปลายปากกาก็แทบจะไม่มีความหมายเลย
ดังนั้น เมื่อลิยูพบว่าพวกขุนนางกวนตงอย่างอ้วนหงุยและอ้องอุ้นกำลังทำอะไรลับหลัง เขาจึงเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากพวกที่ถนัดใช้ปลายปากกาอย่างสิ้นเชิง เขาชิงลงมือยึดอำนาจทหารก่อน
ในขณะที่อ้วนหงุยและอ้องอุ้นมัวแต่สนใจความวุ่นวายบนท้องถนน ลิยูก็ฉวยโอกาสเข้ายึดกองกำลังของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นที่เพิ่งเสียชีวิตไป การสวามิภักดิ์ของอู๋ควง จางจาง และขุนพลคนอื่นๆ ทำให้กองทัพของตั๋งโต๊ะกลายเป็นกลุ่มอำนาจทหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงลั่วหยางอย่างเป็นทางการ
ในขณะที่อ้วนหงุย อ้องอุ้น และคนอื่นๆ กำลังวางแผนจะใช้ปลายปากกาโจมตีตั๋งโต๊ะ ลิยูกลับกำอำนาจทหารไว้ในมือแล้ว งานเลี้ยงในสวนเวินหมิงครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงพลังและเป็นการเอาคืนของลิยูต่อหมากที่อ้วนหงุยและอ้องอุ้นเคยเดินไว้
ไม่ใช่ว่าอ้วนหงุย อ้องอุ้น และคนอื่นๆ ไม่ฉลาด แต่พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมานานเกินไป ทำให้ความคิดถูกจำกัด พวกเขายังคิดว่าตั๋งโต๊ะจะสู้กับพวกเขาในเกมการเมืองแบบเดิมๆ นึกไม่ถึงว่าตั๋งโต๊ะจะกระโดดออกจากกรอบนั้นไปแล้ว กลับกลายเป็นพวกเขาเองที่ถูกขังอยู่ในกรอบนั้นเสียเอง
อ้วนหงุยนิ่งเงียบ คิดคำนวณในใจว่า วัวหายล้อมคอกก็ยังไม่สาย ตอนนี้คงต้องยอมทนไปก่อน ในลั่วหยางยังมีกองกำลังใดที่สามารถดึงมาเป็นพวกได้อีกบ้าง?
บางทีเต๊งหงวนเต๊งเกี้ยนหยางอาจจะพอคุยกันได้?
หรือจะให้อ้วนสุดไปตั้งกองทัพที่เมืองลำหยาง (หนานหยาง)? ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีอำนาจทหารของตัวเอง ก็จะถูกคนอื่นควบคุมอยู่ร่ำไป!
อ้วนหงุยมองไปรอบๆ ก็พบว่ามีขุนพลผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายบน ไม่ได้เข้าไปตีสนิทกับตั๋งโต๊ะ เขาก็แอบดีใจ นี่แหละคือคนที่ข้าจะดึงมาเป็นพวกได้ แต่พอเพ่งมองดีๆ ใจก็หล่นวูบ ที่แท้ก็คืออดีตแม่ทัพปราบอุดร (เป่ยจงหลางเจี้ยง) ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งราชเลขา (ซ่างซู) โลติด
รู้อย่างนี้ไม่น่าตามพวกขันทีไปด่าทอโลติดเลย! อ้วนหงุยรู้สึกเสียใจ ในตอนนั้นเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เขากลับร่วมมือกับพวกขันทีโจมตีโลติดจนต้องติดคุก ตอนนี้โลติดเพิ่งจะได้กลับมาดำรงตำแหน่งราชเลขา ตำแหน่งแม่ทัพปราบอุดรก็ไม่มีแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีทหารอยู่ในมือเลยแม้แต่นายเดียว มิน่าล่ะตั๋งโต๊ะถึงไม่สนใจจะดึงเขาไปเป็นพวก เฮ้อ นี่มันช่าง…

0 Comments