ตอนที่ 268 จิตสังหาร
แปลโดย เนสยังเตียวเลี้ยวนำทัพมุ่งหน้าไปทางตะวันตกจนถึงเมืองกู่เฉิง กลับไม่พบร่องรอยของพวกโจรโพกผ้าเหลืองที่ลอบโจมตีขบวนรถเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก
นี่เป็นการนำทัพตามลำพังครั้งแรกหลังจากที่มาสวามิภักดิ์ต่อตั๋งโต๊ะ แม้จะนำทหารมาไม่มาก มีเพียงทหารม้าปิ้งโจวสองร้อยนาย ทหารราบจากกองทัพเหนือแห่งลั่วหยางแปดร้อยนาย และทหารหน่วยสนับสนุนอีกห้าร้อยนาย แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่ง
ขุนพลที่ไม่มีสิทธิ์คุมกำลังทหารก็เป็นได้เพียงเศษสวะ…
แต่ขุนพลที่มีอำนาจคุมกำลังทหาร ไก่อ่อนก็กลายเป็นหงส์ได้…
ก่อนหน้านี้ตอนที่ลิโป้เพิ่งมาสวามิภักดิ์ต่อตั๋งโต๊ะ กองทัพปิ้งโจวถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งของลิโป้ ส่วนหนึ่งของเตียวเลี้ยว และอีกส่วนหนึ่งของโกซุ่น ต่อมาโกซุ่นเป็นคนแรกที่ถูกย้ายไปฝึกทหารราบ ทหารส่วนใหญ่ของเขาจึงถูกแบ่งออกไป หลังจากนั้นเตียวเลี้ยวก็ถูกเรียกตัวไปฝึกทหารม้า ทำให้ต้องแบ่งกำลังทหารส่วนหนึ่งไปให้งิวฮู…
เมื่อสองวันก่อน ลิโป้ก็ถูกเรียกตัวกลับไปรักษาการณ์ที่จวนกลาง ทหารปิ้งโจวนอกเหนือจากกองกำลังหลักของเขาก็ถูกโยกย้ายไปให้ชีเอ๋ง…
เดิมทีทหารปิ้งโจวที่มาสวามิภักดิ์ต่อตั๋งโต๊ะก็มีไม่มากอยู่แล้ว ผลสุดท้ายตอนนี้กลับถูกแบ่งแยกกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
หากเป็นขุนพลที่สังกัดกองทัพเสเหลียง แม้เตียวเลี้ยวจะหาร่องรอยของโจรโพกผ้าเหลืองไม่พบ คาดว่าคงยกทัพกลับไป รายงานขึ้นไปว่าหาไม่พบก็เป็นอันจบเรื่อง ท้ายที่สุดแล้วขุนพลในสังกัดเสเหลียงอย่างไรก็มีสิทธิ์คุมกำลังทหาร แม้แต่นายกองเล็กๆ บางคนก็ยังมีอำนาจคุมทหารที่แท้จริง…
แต่เตียวเลี้ยวไม่เหมือนกัน หากครั้งนี้ไม่พบสิ่งใดแล้วกลับไปเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะไม่มีความดีความชอบเลย สิทธิ์ในการคุมกำลังทหารนี้ก็คงต้องส่งคืน แล้วตนเองก็จะกลับไปเป็นนายทหารม้าที่มีแต่ตำแหน่งลอยๆ อย่างมากก็แค่ช่วยฝึกทหารอะไรทำนองนั้น สำหรับเตียวเลี้ยวแล้ว นี่ถือเป็นความทรมานอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นเตียวเลี้ยวจึงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่จะต้องสืบเรื่องโจรโพกผ้าเหลืองให้กระจ่าง! ด้วยเหตุนี้เตียวเลี้ยวจึงไล่ตามเส้นทางที่ข่าวของโจรโพกผ้าเหลืองถูกส่งมา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกตลอดทาง จนกระทั่งตามไปถึงต้นตอ นั่นคือเมืองกู่เฉิง
แต่เมื่อมาถึงเมืองกู่เฉิง ตลอดเส้นทางนี้ รวมถึงการตั้งค่ายพักแรมในกู่เฉิง ทุกอย่างกลับดูเงียบสงบอย่างยิ่ง ไม่มีวี่แววการเคลื่อนไหวของสิ่งที่เรียกว่าโจรโพกผ้าเหลืองเลยแม้แต่น้อย แม้แต่เงาก็ยังไม่เห็น…
หรือว่าจะเป็นการแจ้งข่าวเท็จ?
แล้วทำไมถึงต้องแจ้งข่าวเท็จด้วยล่ะ?
การแจ้งข่าวเท็จจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อะไร หรือว่าต้องการจะปกปิดเรื่องอะไรกันแน่?
“ท่านนายกองหยาง ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องแล้ว…” นายอำเภอกู่เฉิงกล่าวด้วยความลุกลี้ลุกลาน “เตียวเลี้ยวผู้เป็นนายทหารม้าถึงกับมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง หากเกิดอะไรขึ้น… โธ่เอ๊ย แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีเล่า!”
นายกองหยางยิ้มบางๆ รู้สึกดูแคลนนายอำเภอผู้ซึ่งวันๆ เอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในที่ว่าการอำเภอไม่ยอมสนใจราชการงานเมืองผู้นี้เป็นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะตนเองอ่านตำรับตำรามาน้อยล่ะก็ มีหรือที่เจ้าคนตาขาวขี้ขลาดเช่นนี้จะได้เป็นนายอำเภอ?
ตอนนี้ยังคงต้องหยิบยืมชื่อเสียงของนายอำเภอมาใช้เสียก่อน ดังนั้นนายกองหยางจึงอดทนกล่าวไปว่า “ท่านนายอำเภอ เอกสารและขั้นตอนต่างๆ ของพวกเราล้วนทำไว้เรียบร้อยหมดจด เขาเป็นเพียงขุนพลบู๊คนหนึ่งจะมองออกถึงปัญหาอะไรได้? ท่านวางใจเถอะ อีกอย่างเมื่อวานข้ายังไปเยือนค่ายของเตียวเลี้ยวมาด้วยตัวเอง ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้พูดว่ามีอะไรผิดปกติ”
“อ้อ… เช่นนั้นก็ดี ดีแล้ว” นายอำเภอกู่เฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก จึงกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “แล้ว… แล้ว… ไม่ทราบว่าเตียวเลี้ยวผู้นี้จะจากไปเมื่อใด?”
นายกองหยางอยากจะกระโดดขึ้นมาตอบจริงๆ ว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? แม้เขาจะเอ่ยปลอบใจนายอำเภอกู่เฉิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภายในใจของเขาจะมั่นคงหนักแน่นนัก ในใจลึกๆ ก็มีความกระวนกระวายอยู่บ้าง เพียงแต่เขารู้ดีว่าหากตนเองแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลานออกมาแม้แต่นิดเดียว เมื่อไปถึงฝั่งของนายอำเภอกู่เฉิง ความตื่นตระหนกนั้นคงถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่า!
ดังนั้นนายกองหยางจึงยังคงแสร้งทำท่าทีราวกับมั่นใจเต็มประดา แล้วกล่าวว่า “หากเขาสืบไม่พบอะไรเดี๋ยวก็คงกลับไปเอง… หากไม่ไหวจริงๆ ก็แค่มอบวัว แกะ สุรา และเนื้อสัตว์ให้ไปอีกสักหน่อย แล้วค่อยส่งเขากลับไป…”
ทว่ายังไม่ทันที่นายกองหยางจะกล่าวจบ เจ้าหน้าที่ระดับล่างคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา พร้อมกับน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความอยากจะร้องไห้ เขารีบรายงานต่อนายกองหยางทันที “ท่านนายกอง แย่แล้วขอรับ นายทหารม้าที่อยู่นอกเมืองผู้นั้น ถึงกับส่งคนมาตามหาหยางเอ้อร์เฮย์และจางเฉวียนไถ… พวกข้าขวางไว้ไม่อยู่… พวกเขาถูก… ถูกพาตัวไปแล้วขอรับ…”
“อะไรนะ!” นายกองหยางตกใจมาก หยางเอ้อร์เฮย์และจางเฉวียนไถก็คือหัวหน้ายามสองคนที่ติดตามนายกองหยางไปดูสถานที่ที่เฝยเฉียนถูกลอบโจมตีในวันนั้น หากพวกเขาดันหลุดปากพูดเรื่องที่ไม่สมควรพูดออกไปล่ะก็…
หยางเอ้อร์เฮย์ยังพอทำเนา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนของตระกูลหยาง นับๆ ดูแล้วก็เป็นหลานชายของนายกองหยาง แต่จางเฉวียนไถนั้นเป็นชาวเมืองกู่เฉิง แม้จะค่อนข้างเชื่อฟังคำสั่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนตระกูลหยาง!
ฝั่งนายอำเภอกู่เฉิงทำอะไรไม่ถูกไปเสียแล้ว ในสายตาของเขา การที่เตียวเลี้ยวซึ่งอยู่นอกเมืองสั่งให้คนมาพาตัวสองคนนี้ไป ย่อมเป็นเพราะสืบพบเบาะแสบางอย่างเข้าแล้วเป็นแน่ และคนต่อไปที่จะต้องประสบเคราะห์กรรมก็คือตัวเขาเอง…
นายอำเภอกู่เฉิงทิ้งตัวอ่อนปวกเปียก จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขากระเด้งตัวลุกขึ้นมา ชี้หน้านายกองหยางแล้วตวาดลั่น “ข้าต้องมาตกที่นั่งลำบากก็เพราะเจ้านี่แหละ! บัดนี้ดาบหอกจ่อทะลวงมาถึงคอหอยแล้ว แล้วตระกูลหยาง… ตระกูลหยางของเจ้าอยู่ที่ไหนกัน! อยู่ที่ไหนกันเล่า!”
“หุบปาก!” นายกองหยางเห็นว่านายอำเภอกู่เฉิงเสียกิริยาไปแล้ว จึงไม่สนใจลำดับชั้นยศศักดิ์อีกต่อไป ตวาดสวนกลับไปเสียงดังลั่น
นายอำเภอกู่เฉิงดูเหมือนจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในร่างเพื่อตะโกนใส่นายกองหยางไปเมื่อครู่นี้ พอถูกนายกองหยางตวาดกลับก็ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะสูญเสียความกล้าหาญไปจนหมดสิ้น ร่างกายอ่อนระทวยทรุดตัวลงบนที่นั่ง แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย…
นายกองหยางเอามือไพล่หลัง เดินวนไปมาอยู่ในโถงสองรอบ ก่อนจะหยุดลงและกัดฟันกรอด กล่าวว่า “ตอนนี้มีเพียงต้องชิงลงมือก่อนที่ได้เปรียบ! หากรอจนกว่านายทหารม้าผู้นี้สืบสาวมาถึงตัวพวกเรา แล้วส่งทหารบุกเข้าเมืองมา ทั้งเจ้าและข้าก็มีแต่ตายกับตาย!”
นายกองหยางยืนทำหน้าเหี้ยมเกรียม ทว่าผ่านไปตั้งนานก็ไม่ได้ยินปฏิกิริยาใดๆ จากนายอำเภอที่อยู่ด้านหลังเลย พอหันกลับไปมองก็เห็นนายอำเภอนั่งพับพาบอยู่บนที่นั่งเสียแล้ว ทำให้เขาบังเกิดความโมโหขึ้นมาทันที จึงก้าวพรวดๆ ไปเบื้องหน้านายอำเภอ คว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นแล้วตวาดกร้าว “ตอนนี้ต้องรีบลงมือให้เร็วที่สุด! มิฉะนั้นทั้งเจ้าและข้าก็ไม่มีใครรอดไปได้! ได้ยินหรือไม่?!”
“…ลงมือ? ลงมืออะไรกัน?” นายอำเภอกู่เฉิงพอได้ยินว่ายังมีทางรอด แววตาที่เหม่อลอยก็เริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของนายกองอยู่ดี
“เจ้าจงเขียนจดหมายไปถึงนายทหารม้าผู้นี้ เชิญเขามางานเลี้ยงในบ่ายวันนี้ จากนั้น…” นายกองหยางกัดฟันแน่น พร้อมกับทำท่าทางเชือดคออย่างเหี้ยมเกรียม
“…หา? จะ… จะ… ฆ่า… ฆ่างั้นหรือ…” นายอำเภอกู่เฉิงลอบกลืนน้ำลาย กล่าวตะกุกตะกักจนแทบไม่เป็นประโยค
“ก็ใช่น่ะสิ! ขอเพียงแค่สังหารเขา ยึดตราประทับประจำตำแหน่งที่ติดตัวเขามา จากนั้นก็ใช้นามของเขาออกคำสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาอยู่ในค่ายห้ามเคลื่อนไหว พวกเราก็คอยส่งเสบียงอาหารไปเพิ่มเพื่อประวิงเวลาให้ทหารสงบใจลง จากนั้นก็รีบส่งม้าเร็วไปรายงานท่านผู้นำตระกูล ให้เขาส่งคนหรือนำทหารมารับช่วงต่อ… เช่นนี้เจ้าและข้าถึงจะมีชีวิตรอดไปได้!”
“อ้อ ได้ ได้สิ! แต่จะใช้ข้ออ้างอะไรในการเชิญเขามาล่ะ?” ตอนนี้สมองของนายอำเภอกู่เฉิงทื่อไปหมดแล้ว พอเห็นฟางเส้นสุดท้ายที่พอจะช่วยชีวิตได้ก็รีบคว้าเอาไว้แน่น
“…ก็ใช้ชื่อของตระกูลหยางแห่งหงหนงในการเชิญ! เจ้าและข้าตำแหน่งไม่สูงนัก เชิญไปเขาอาจจะไม่มา แต่หากใช้ชื่อของตระกูลหยางแห่งหงหนง ไม่ต้องกลัวหรอกว่าเขาจะไม่มา พวกเราจะจัดพลหน้าไม้ดักซุ่มไว้ทั้งสองฝั่งของประตูเมืองให้มากหน่อย ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าเมืองมา พวกเราก็ปิดประตูเมือง แล้วระดมยิงธนูใส่พร้อมกัน หึหึหึ…”
“ดี ข้าจะเขียนเดี๋ยวนี้…”

0 Comments