ตอนที่ 250 ชัยชนะที่ห่างเพียงเส้นด้าย
แปลโดย เนสยังนายกองที่อยู่โยงเฝ้าค่ายของกองทัพต่งจั๋วเห็นท่าไม่ดี จึงรีบสั่งให้ชักสะพานแขวนข้ามคูน้ำขึ้น และปิดประตูค่ายทันที!
หัวหน้าหมวดคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง ชี้ไปที่ทหารบางส่วนที่กำลังต่อสู้พลางถอยร่นมา พลางกล่าวว่า “แต่… คนของเราข้างนอกยังถอยกลับมาไม่หมดเลยนะ!”
“รอจนพวกมันเข้ามา ศัตรูก็เข้ามาด้วยสิ! มัวยืนบื้ออะไรอยู่ รีบไปสิ!” นายกองถีบหัวหน้าหมวดกระเด็นไปทันที จากนั้นก็หันไปสั่งการต่อ “พลธนูล่ะ? รีบขึ้นหอคอยสังเกตการณ์! แล้วก็ เอาธงเหลืองนี้ขึ้นไปแขวนซะ! ไอ้พวกระยำ รีบๆ หน่อย! แล้วก็ดูไหคบเพลิงให้ดีๆ ด้วย! อย่าให้ลูกธนูไฟของศัตรูมาโดนเข้าล่ะ!”
×××××××××××
ทางด้านหลังเนินเขาเล็กๆ หลายแห่ง ซึ่งห่างจากค่ายทหารต่งจั๋วออกไปประมาณสามลี้ เป็นจุดที่กองทัพพันธมิตรมองไม่เห็น กองทหารม้าซีเหลียงกลุ่มใหญ่กำลังยืนอยู่ข้างม้าศึกของตน พวกเขาคอยลูบคลำม้าที่กำลังกระสับกระส่ายไปพลาง เพื่อรอคอยคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ
หน่วยสอดแนมนายหนึ่งควบม้าขึ้นไปบนยอดเนินเขา รายงานต่อแม่ทัพที่อยู่ตรงกลางว่า “เรียนท่านแม่ทัพ บัดนี้ที่ค่ายใหญ่ได้แขวนธงเหลืองแล้วขอรับ!”
“รู้แล้ว” สวีหรงรับคำสั้นๆ แล้วให้หน่วยสอดแนมถอยไป
แม้ว่าในค่ายของต่งจั๋วจะปักธงแม่ทัพของสวีหรงไว้ แต่สวีหรงก็ทิ้งไว้เพียงแค่นายกองนายเดียวเพื่อเฝ้าค่าย ส่วนตัวเองนำกองทหารม้าซีเหลียงมาซุ่มซ่อนอยู่ที่นี่
ระยะทางสามลี้ หากให้คนวิ่งเต็มฝีเท้า คนที่อ่อนแออาจจะหอบแฮกๆ คนที่แข็งแรงก็อาจจะต้องปรับลมหายใจสักพัก แต่สำหรับม้าศึกแล้ว ระยะทางนี้เป็นแค่เรื่องกล้วยๆ และด้วยระยะทางเท่านี้แหละ ที่จะสามารถเร่งความเร็วของม้าศึกให้ถึงขีดสุดได้…
เข้ามาเลย เป้าซิ่นแห่งจี้เป่ย
สวีหรงค่อยๆ ชักดาบยาวออกมา นำผ้าป่านมาเช็ดทำความสะอาด อยากจะรู้จริงๆ ว่าดาบของเจ้ากับดาบของข้า ดาบของใครจะคมกว่ากัน?
××××××××××××
ทางด้านปีกขวา เฉาเชาเห็นกองทัพต่งจั๋วแนวหน้าถูกทำลายไปเกือบหมด ธงรบของตระกูลเป้าก็เข้าไปประชิดค่ายทหารต่งจั๋วแล้ว แต่ในใจของเขาไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกดีใจ กลับยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้น
“รีบตั้งสิ่งกีดขวางม้าเร็วเข้า! หืม? ทำไมถึงเพิ่งตั้งได้แค่นี้เอง?” เฉาเชาหันกลับไปมอง ก็พบว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ แต่กลับตั้งสิ่งกีดขวางม้าได้เพียงไม่กี่อันเท่านั้น จึงรีบวิ่งเข้าไปหาหัวหน้าหมวดที่รับผิดชอบเรื่องการตั้งสิ่งกีดขวางม้า แล้วตะโกนด่าอย่างเกรี้ยวกราด
“เรียนท่านแม่ทัพ ไม่มีไม้เลยขอรับ!” หัวหน้าหมวดร้องครวญด้วยความอยุติธรรม ที่นี่อยู่ใกล้แม่น้ำเปี้ยนสุ่ย หากจะหาต้นอ้อก็พอมีอยู่มากมาย แต่ถ้าจะหาท่อนไม้ เนินเขาเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น แล้วจะให้ไปตัดไม้มาจากไหน!
เฉาเชามองไปรอบๆ สิ่งที่อยู่ในสายตาส่วนใหญ่หากไม่ใช่หญ้าคา ก็เป็นพุ่มไม้เตี้ยๆ ไม่มีต้นไม้เลยจริงๆ…
“เจ้ารีบนำทหารหมู่หนึ่ง ไปที่ทัพหลัง เอารถเข็นเสบียงพร้อมทั้งม้าทั้งหมดมาที่นี่เดี๋ยวนี้!” เฉาเชาล้วงป้ายตราทัพออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ทหารองครักษ์ข้างกาย ก่อนจะกำชับเป็นพิเศษว่า “ต้องเร็ว! ต้องเร็วที่สุด!”
ทหารต่งจั๋วทางปีกขวาดูเหมือนจะถอยร่นเช่นกัน เฉาเชาเห็นหัวหน้าหมวดแนวหน้าหลายคนพุ่งตัวออกไปไกลเกินไป จึงรีบสั่งให้คนไปเรียกทหารเหล่านั้นกลับมาจัดแถว เพื่อรักษาระเบียบของแนวรบ
เฉาเชารู้ดีว่า การรบครั้งนี้จะชนะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย หนึ่งคือทัพกลางของเป้าซิ่นต้องตีฝ่าไปให้เร็วที่สุด สองคือเขาต้องยันไว้ให้นานที่สุด…
ขอเวลาให้ข้าอีกนิดเถอะ!
ความรู้สึกกระวนกระวายในใจเฉาเชายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องดีใจก็ดังมาจากทัพกลาง ปรากฏว่าเมื่อเป้าซิ่นเห็นทัพหน้าบุกค่ายทหารต่งจั๋วไม่สำเร็จสักที จึงได้เคลื่อนทัพเข้าใกล้แนวหน้า และบัญชาการรบด้วยตนเอง เมื่อมีกำลังเสริมมาสมทบ บวกกับมีแม่ทัพใหญ่มาบัญชาการรบที่แนวหน้า จึงทำให้ขวัญกำลังใจของทหารจี้เป่ยฮึกเหิมขึ้นมาทันที ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างก็ฮึกเหิมราวกับพยัคฆ์ร้าย ไม่กลัวตาย…
เดิมทีทหารต่งจั๋วที่ประจำการอยู่ในค่ายใหญ่ก็มีจำนวนไม่มากอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารจี้เป่ยที่บ้าคลั่ง ยิ่งไม่สามารถต้านทานได้ ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลัง จนเปิดโอกาสให้กองทัพจี้เป่ยพังทลายกำแพงไม้ของค่ายทหารเข้าไปได้สำเร็จ!
ค่ายแตกแล้ว! กองทัพจี้เป่ยหลั่งไหลเข้าสู่ค่ายทหารต่งจั๋วราวกับกระแสน้ำ
เมื่อธงแม่ทัพสวีหรงที่ปักอยู่บนค่ายทหารต่งจั๋วถูกโค่นลง กองทัพพันธมิตรก็โห่ร้องด้วยความดีใจ ราวกับว่าเห็นชัยชนะกำลังกวักมือเรียกพวกเขา…
แต่หัวใจของเฉาเชากลับดิ่งวูบลง ค่ายแตกง่ายเกินไปแล้ว!
ราวกับเปลือกไข่ ที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง แต่พอเคาะเพียงครั้งเดียวก็แตกละเอียด…
สวีหรงไม่ได้อยู่ในค่ายอย่างแน่นอน!
ค่ายนี้เป็นกับดัก!
เฉาเชาตระหนักได้ในทันที รีบสั่งทหารองครักษ์ให้ไปเตือนเป้าซิ่น เพื่อหยุดไม่ให้ทหารจี้เป่ยเข้าไปในค่าย…
แต่น่าเสียดายที่มันสายไปเสียแล้ว
ทหารองครักษ์ของเฉาเชาเพิ่งจะวิ่งไปได้ไม่ไกล ก็เห็นลูกธนูไฟจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ชั่วพริบตาเดียว ค่ายทหารใหญ่ก็ระเบิดเสียงดังตูม กลายเป็นกองเพลิงขนาดยักษ์ ทหารจำนวนมากที่แห่กันเข้าไปในค่าย ถูกล้อมด้วยกองเพลิง ถูกเผาทั้งเป็น ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา…
ทั่วทั้งสนามรบราวกับจะเงียบงันไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงไฟที่ลุกโชนแตกปะทุ และเสียงกรีดร้องของทหารที่ถูกเผาทั้งเป็น!
ราวกับมาจากขุมนรก เสียงแตรเขาสัตว์ทุ้มต่ำดังขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ…
ในตอนแรก พื้นดินเป็นเพียงการสั่นสะเทือนเบาๆ ซึ่งการสั่นสะเทือนนี้ไม่ได้ทำให้ใครสนใจมากนัก แต่เมื่อเสียงราวกับฟ้าร้องดังขึ้นเรื่อยๆ การสั่นสะเทือนก็ยิ่งชัดเจนขึ้น และเสียงฟ้าร้องก็ยิ่งดังขึ้น ราวกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องมาจากสุดขอบฟ้า…
รถเข็นเสบียงมาถึงพอดี เฉาเชาก็ไม่มีเวลาจะจัดแจงอะไรมาก รีบสั่งให้ทหารดันมันออกไปวางไว้ด้านหน้าสุด…
ค่อยๆ คนทุกคนก็ราวกับสั่นสะเทือนไปพร้อมกับผืนดิน แม้แต่อาวุธในมือที่กำแน่นก็ยังสั่นไม่หยุด ความรู้สึกอึดอัดอย่างที่สุดแผ่ซ่านจากฝ่าเท้า ค่อยๆ ลามไปทั่วร่างกาย แล้วแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ กลายเป็นความหนาวเหน็บที่ทำให้ทหารของกองทัพพันธมิตรต้องหน้าถอดสี…
เฉาเชาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของขวัญกำลังใจอย่างรวดเร็ว เขาตะโกนเสียงดังก้องว่า “ลั่นกลองรบ!”
เสียงกลองรบดังกึกก้อง กลบเสียงฝีเท้าม้าที่ดังก้องกังวาน ขจัดความหวาดกลัวของทหารในกองทัพพันธมิตรไปได้ชั่วขณะ
“ตั้งแถว! ชูหอก! พลธนูเตรียมพร้อม!” เฉาเชาตะโกนสั่งการอย่างบ้าคลั่ง
ในระยะประชิดเช่นนี้ อย่างมากก็ยิงธนูได้แค่สองรอบ เฉาเชาแทบอยากจะให้พลธนูใต้บังคับบัญชาทุกคนเป็นนักธนูมือฉมัง ที่ยิงธนูดอกเดียวก็ฆ่าศัตรูได้หนึ่งคน…
ใกล้เข้ามาแล้ว
ใกล้เข้ามาแล้ว!
ถึงเวลาแล้ว!
เฉาเชาตะโกนเสียงดังว่า “ยิง!”
เสียง “วิ้ง” ดังขึ้น ลูกธนูพุ่งทะยานแหวกอากาศ ราวกับฝูงผึ้งแตกรังพุ่งลงมาจากท้องฟ้า พุ่งเข้าใส่กองทหารม้าซีเหลียงที่อยู่ด้านหน้าสุด…
น่าเสียดายที่เมื่อคนเราตกอยู่ในความหวาดกลัว การกระทำมักจะถูกควบคุมด้วยสัญชาตญาณ พลธนูที่เฉาเชาเกณฑ์มาซึ่งไม่ได้ผ่านการฝึกฝนมากนัก ส่วนใหญ่จึงเล็งไปที่ทหารม้าที่อยู่ด้านหน้าสุดเพียงไม่กี่คน ทันใดนั้นทหารม้าไม่กี่คนนั้นก็ถูกยิงพรุนราวกับเม่นทั้งคนทั้งม้า พุ่งตัวไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มคว่ำลงกับพื้น และยังทำให้ม้าศึกที่ตามมาอีกหลายตัวสะดุดล้มจนคนและม้ากลิ้งระเนระนาด…
รอยยิ้มของเฉาเชาเพิ่งจะปรากฏขึ้น ก็ต้องแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
ทหารม้าซีเหลียงที่ทำศึกกับชนเผ่าเชียงหูมาอย่างยาวนาน คุ้นเคยกับการป้องกันห่าธนูเป็นอย่างดี เวลาบุกทะลวงก็จะต่างจากทหารม้าในภาคกลาง คือจะกระจายกำลังกันออกไปเหมือนกับพวกเชียงหู แม้ว่าห่าธนูเมื่อครู่จะดูสวยงาม แต่แท้จริงแล้วกลับสร้างความเสียหายได้เพียงเล็กน้อย…
เมื่อผ่านจุดที่ระยะลูกธนูยิงถึงได้ครึ่งทาง คนถือธงของทหารม้าซีเหลียงที่ซ่อนตัวอยู่ตรงกลาง ก็ชูธงที่เคยม้วนเก็บไว้ขึ้นสูงแล้วสะบัด ทันใดนั้นธงผืนใหญ่ก็คลี่ออกตามแรงลม คนถือธงก็ชะลอความเร็วของม้าลงเนื่องจากแรงลมที่พัดกระหน่ำ ในขณะเดียวกัน เสียงแตรเขาสัตว์ทุ้มต่ำก็ดังขึ้น ทหารม้าซีเหลียงที่กระจายกำลังกันอยู่ก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเดียวก็ก่อตัวเป็นหัวลูกศรแหลมคมสามหัวพุ่งเข้าใส่ค่ายทหารของเฉาเชา!
ม้าศึกควบทะยาน ทหารม้าซีเหลียงที่อยู่ด้านหน้าสุดกัดฟันดึงผ้าปิดตาม้าลง เพื่อไม่ให้ม้าศึกตกใจกลัวคมหอกคมดาบที่ส่องประกายวาววับเบื้องหน้า และวิ่งตรงไปจนสุดเส้นทางแห่งชีวิตของมัน!
นี่ก็คือการเดินทางครั้งสุดท้ายของมันด้วยเช่นกัน!
ทหารม้าซีเหลียงที่อยู่ด้านหน้าสุดไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ว่า โอกาสที่เขาจะรอดชีวิตจากตำแหน่งนี้มีน้อยนิดเพียงใด แต่หน้าที่ของเขาคือการใช้ชีวิตของม้าศึก ใช้ชีวิตของตนเอง เพื่อพุ่งชนสิ่งกีดขวางม้า ชนกำแพงรถม้า ชนจนเกิดช่องโหว่ เพื่อให้เพื่อนร่วมรบที่ตามมาสามารถพุ่งทะลวงและขยายช่องโหว่นั้นให้กว้างขึ้น จนสามารถทำลายทุกสิ่งเบื้องหน้าให้ราบคาบ!
นี่ไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม เพราะก่อนหน้านี้เพื่อนร่วมรบก็เคยสละเลือดเนื้อเพื่อเปิดทางให้เขามาแล้ว…
และในวันนี้!
ในตอนนี้!
ถึงตาเขาที่จะต้องเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบ!
ทหารม้าซีเหลียงร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ใช้มีดกรีดก้นม้าศึกตัวโปรด ม้าศึกร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และเร่งความเร็วขึ้นอีก…
เมื่อมาถึงหน้าสิ่งกีดขวางม้า ทหารม้าซีเหลียงก็ดึงสายบังเหียนอย่างแรง ม้าศึกกระโจนขึ้นกลางอากาศ พุ่งเข้าใส่คมหอกที่ตั้งตระหง่านราวกับป่าไผ่!
จุดอ่อนของกองทัพเฉาเชาที่เตรียมตัวมาไม่ดี ก็ปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทหารม้าซีเหลียงกลุ่มแรกจะตายไปในการปะทะอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยแรงปะทะอันมหาศาลจากม้าศึกที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ทำให้แนวป้องกันที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรีบเร่งถูกฉีกขาดออกเป็นหลายแห่ง ทหารม้าซีเหลียงก็พุ่งทะลวงเข้าสู่ค่ายทหารอย่างต่อเนื่อง…
เฉาเชากวัดแกว่งกระบี่ยาว สั่งการอย่างต่อเนื่อง พยายามทำให้ทหารใต้บังคับบัญชาที่กำลังสับสนวุ่นวายกลับมามีสติอีกครั้ง แต่ทหารที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน ในที่สุดก็ถูกสัญชาตญาณเข้าครอบงำ แม้จะมีบางคนที่คลุ้มคลั่งเพราะกลิ่นคาวเลือด หันไปแทงฟันทหารม้าอย่างบ้าคลั่ง แต่ส่วนใหญ่กลับสูญเสียความสามารถในการต่อต้านเพราะความหวาดกลัว และวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปคนละทิศละทาง
ทหารองครักษ์ของตระกูลเฉาเข้ามาล้อมรอบตัวเขา “ถอยเถอะท่านแม่ทัพ! ข้างหน้าจะต้านไว้ไม่อยู่แล้ว!”
“ไม่!” เฉาเชาหน้าแดงก่ำ ตะโกนจนคอหอยปูด “ขอเพียงยันไว้ได้ เราก็ยังมีหวัง!”
แม้ความหวังจะดูสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทหารม้าซีเหลียงไม่ได้อยากจะเสียเวลากับปีกขวาของเฉาเชามากนัก หลังจากทะลวงปีกขวาได้แล้ว พวกเขาก็รีบจัดกระบวนทัพใหม่ และพุ่งเข้าโจมตีที่ปีกข้างของทัพกลางเป้าซิ่นราวกับดาบเหล็กกล้า!
ธงแม่ทัพของเป้าซิ่นที่ตั้งตระหง่านอยู่กับที่ และทหารใต้บังคับบัญชาที่กำลังต่อสู้อย่างสุดกำลัง จู่ๆ ธงแม่ทัพของเป้าซิ่นก็เอนเอียงและเคลื่อนไปทางด้านหลัง…
เมื่อธงแม่ทัพของเป้าซิ่นขยับ ทหารซีเหลียงก็โห่ร้องด้วยความดีใจ กองทัพพันธมิตรกวนตงที่ขวัญเสียอยู่แล้วต่างก็หันไปมองธงแม่ทัพ ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างก็ตกตะลึง และในไม่ช้า แนวรบของกองทัพพันธมิตรก็แตกพ่ายไปทั่วทั้งแนวรบ…
เฉาเชาก็ตกตะลึงเช่นกัน ผ่านไปพักใหญ่เขาก็ถูกทหารองครักษ์ทั้งผลักทั้งดึงให้หนีตายอย่างคนเสียสติ
เฉาเชาที่ไม่ได้หนีไปตั้งแต่แรก กลายเป็นเป้าหมายหลักที่ทหารซีเหลียงไล่ล่าสังหาร ทหารองครักษ์ข้างกายก็ล้มตายไปทีละคนเพื่อปกป้องเฉาเชาจากการไล่ล่าของทหารซีเหลียง ยังไม่ทันที่เฉาเชาจะหนีไปถึงริมแม่น้ำเปี้ยนสุ่ย ไม่เพียงแต่ทหารองครักษ์จะตายหมด แม้แต่ม้าของเขาก็ยังถูกลูกหลงจนตกจากม้า…
ทหารม้าซีเหลียงหลายคนกำลังยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม และตีวงล้อมเข้ามาหาเฉาเชาที่ตกจากม้า…

0 Comments