ตอนที่ 219 ชำระล้างและหลอมรวม
แปลโดย เนสยังณ ห้องโถงด้านหลังของจวนตระกูลไช่ เฟยเฉียนหลับตาลงและรับฟังอย่างเงียบๆ
ดนตรีคือพลังที่ไร้รูป เฟยเฉียนได้สัมผัสกับสิ่งนี้อย่างแท้จริง
ดูเหมือนจะเป็นความบังเอิญเช่นกัน วันนั้นที่เฟยเฉียนกล่าวลาไช่เจาจี ไช่เจาจีก็ใช้เสียงพิณเป็นการส่งลา และครั้งนี้เมื่อกลับมาเยือนจวนตระกูลไช่ ก็ได้พบกับไช่เจาจีกำลังดีดพิณ ราวกับเป็นการต้อนรับด้วยเสียงดนตรี
ตัวโน้ตที่เริงระบำหมุนวนอยู่ท่ามกลางศาลาและระเบียง ราวกับภูติน้อยจอมซนที่หยอกล้อเล่นกัน ทิ้งไว้ซึ่งเสียงหัวเราะแห่งความสุข…
ความเหนื่อยล้าทั้งหมดจากการเดินทางของเฟยเฉียน ราวกับถูกชำระล้างจนหมดจดด้วยเสียงพิณอันบางเบานี้ ตลอดการเดินทาง เขาได้พบเจอการคิดคำนวณแผนการมากมาย แม้จะไม่มีอันตรายจากคมหอกคมดาบ แต่การปะทะคารมและการปะทะทางความคิด ก็ได้สูบพลังงานของเฟยเฉียนไปอย่างมหาศาลจริงๆ
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ง่ายต่อการพองตัว
ความพองตัวในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความอ้วนทางร่างกาย แต่เป็นความจองหองพองขนภายในจิตใจ…
ทำไมถึงมีคนกล่าวว่า ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองรู้เรื่องจริงแค่นิดเดียว ส่วนพวกที่ชอบชี้โบ๊ชี้เบ๊ และแสดงความคิดเห็นแบบผู้รู้ไปซะทุกเรื่องนั้น ส่วนใหญ่มักจะรู้แค่ผิวเผิน
เฟยเฉียนเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง
ตลอดการเดินทาง คนที่เขาพบเจอ รวมทั้งเฉาเชา มีทั้งคนที่ชอบคุยโวโอ้อวด และคนที่เก็บงำความสามารถไว้ แม้ว่าอาจจะมีความแตกต่างในการสื่อสารอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกที่ชอบบอกว่าคุณผิด ควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ มักจะเป็นพวกคนที่มีความรู้ตื้นเขิน…
จะบอกว่าเฉาเชาไม่เข้าใจสถานการณ์งั้นหรือ?
จะบอกว่าเฉาเชาไม่เก่งเรื่องการพูดงั้นหรือ?
แต่ตอนที่เฟยเฉียนอยู่ที่ซวนจ่าว ส่วนใหญ่เขาก็เห็นแต่เฉาเชานั่งฟังอย่างเงียบๆ และคิดวิเคราะห์อยู่เงียบๆ แทบจะไม่เคยก้าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวโทษใครหรือความคิดใดๆ เลย
ส่วนคนที่ชอบอ้างอิงตำราและชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นมากที่สุด ก็คือขงโจ้วนี่แหละ…
และเรื่องที่ไร้สาระเหล่านี้ ก็ส่งผลกระทบต่อเฟยเฉียนไม่มากก็น้อย ทำให้ความคิดของเขาขาดความรอบคอบ จึงได้เกิดข้อผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องการจัดการครอบครัวของชุยโฮ่ว
แต่ทว่า ในเวลานี้ ภายใต้เสียงพิณของไช่เจาจี จิตใจของเฟยเฉียนที่เคยร้อนรนและกระสับกระส่ายเพราะผู้คนและเรื่องราวที่ได้พบเจอมา ก็ค่อยๆ สงบลงในที่สุด
เฟยเฉียนถอนหายใจยาวๆ ปล่อยใจให้ดำดิ่งไปกับเสียงพิณของไช่เจาจีอย่างเต็มที่…
เสียงที่ถูกบรรเลงออกมาจากสายพิณอย่างแผ่วเบา ดังกังวานราวกับหยาดฝนในฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มโปรยปรายลงมา เป็นสายฝนที่ชุ่มฉ่ำและอ่อนโยน…
สายฝนฤดูใบไม้ผลิหยดลงบนใบไม้อย่างแผ่วเบา และท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ต้นไม้และดอกหญ้าต่างก็พากันร้องเพลงอย่างเริงร่า ยืดเส้นยืดสายอย่างอิสระเสรี…
ช่างเป็นสายฝนที่ดีเหลือเกิน ราวกับช่วยชำระล้างคราบไคลที่เกาะกุมอยู่ในจิตใจให้หลุดร่วง เผยให้เห็นใบหน้าดั้งเดิมที่แท้จริง ไม่มีการคิดคำนวณ ไม่มีการหลอกลวง เหลือเพียงความบริสุทธิ์ใจที่เป็นแก่นแท้ที่สุด…
รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟยเฉียน รอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติและจริงใจ อ่อนโยนและผ่อนคลาย ราวกับแสงแดดอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องลงบนใบหน้า…
เสียงพิณค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอ่อนหวานและแผ่วเบา ราวกับสายฝนเริ่มซาลง เสียงสายพิณที่ถูกดีดยาวๆ ก็เปรียบเสมือนสายลมที่พัดผ่านเบาๆ ทันใดนั้นตัวโน้ตที่ลากยาวก็กระโดดออกมา หยอกล้อและพริ้วไหวอยู่ตรงหน้า ก่อนจะล่องลอยห่างออกไป และสุดท้ายก็จางหายไปในอากาศพร้อมกับเสียงสะท้อนที่ยังคงกังวานอยู่…
เมื่อเพลงจบลง เฟยเฉียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ประจวบเหมาะกับที่เห็นไช่เจาจีก็มีรอยยิ้มประดับอยู่เช่นกัน ดวงตากลมโตสุกใสของนางมองมา ทั้งสองคนกลับเอ่ยปากขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายว่า:
“ศิษย์พี่ สบายดีหรือไม่?”
“ศิษย์น้อง สบายดีหรือไม่?”
××××××××××××××××
แตกต่างจากความอบอุ่นภายในจวนของตระกูลไช่ สวีหรงที่เพิ่งจะรับคำสั่งออกมาจากหลี่หรูกลับมีสีหน้ามืดครึ้ม
สวีหรงเป็นชาวเหลียวตง แต่ด้วยความที่ไปล่วงเกินผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น จึงต้องระหกระเหินไปจนถึงซีเหลียง ภายใต้การนำของต่งจั๋ว เขาสะสมผลงานทางทหารจนได้เลื่อนขั้นเป็นจงหลางเจี้ยง
ครั้งนี้การที่หนิวฝู่พ่ายแพ้ต่อกองทัพไป๋ปัว ก็เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของสวีหรงเช่นกัน อย่างไรเสียหนิวฝู่ก็เป็นบุตรเขยของต่งจั๋ว ทหารซีเหลียงที่เขานำไปก็ถือว่าเป็นกองทหารชั้นยอดที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองที่หลงเหลืออยู่ มันเป็นเรื่องที่สวีหรงแทบจะไม่อยากเชื่อ
และด้วยเหตุนี้เอง หลังจากที่สวีหรงได้รับคำสั่งจากหลี่หรู เขาจึงยิ่งรู้สึกว่าภาระบนบ่าของเขานั้นหนักอึ้งเหลือเกิน…
แผนการรบในครั้งนี้ ช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน สวีหรงเองก็ต้องยอมรับในความเฉียบแหลมของหลี่หรู ตอนนี้กองทัพพันธมิตรกวนตงส่วนใหญ่ตั้งค่ายอยู่ที่ซวนจ่าว ปิดกั้นเส้นทางออกจากลั่วหยางไปทางตะวันออกจนมิด แต่ทว่าในทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลับเกิดช่องโหว่เล็กๆ ขึ้น เพราะกองกำลังส่วนหนึ่งของหยวนซู่ได้เคลื่อนลงใต้ไปยังอำเภอหว่าน ในขณะที่กองทัพของซุนเจียนอยู่ที่เหลียงตง
ช่องโหว่นั้นก็คือ บริเวณอิ่งชวน…
เดิมทีหนานหยางอยู่ใกล้กับอิ่งชวนมาก หากอิ่งชวนถูกโจมตี หยวนซู่ที่หนานหยางก็สามารถนำทัพขึ้นเหนือมาสกัดกั้นเส้นทางถอยได้ หากถูกโจมตีขนาบทั้งสองด้าน กองทัพของต่งจั๋วก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ความสนใจส่วนหนึ่งของหยวนซู่ถูกเบี่ยงเบนไปยังอำเภอหว่าน กองกำลังหนานหยางเคลื่อนตัวลงใต้ ทำให้ระยะห่างจากอิ่งชวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง ไม่ว่าจะทราบข่าวการถูกโจมตี หรือการยกทัพมาช่วยเหลือ ก็จะต้องล่าช้าออกไปหลายวัน ดังนั้นจึงมีพื้นที่ว่างให้หลี่หรูได้ลงมือ…
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือ เดิมทีอิ่งชวนมีขงโจ้ว ผู้ว่าการรัฐอวี้โจวประจำการอยู่ แม้ขงโจ้วจะไม่ค่อยรู้เรื่องการทำศึกสงครามมากนัก แต่ในฐานะผู้มีชื่อเสียงแห่งกวนตง อย่างน้อยหากเขาตั้งทัพเป็นผู้นำ และออกคำสั่ง ก็ยังมีคนพร้อมที่จะทำตาม
แต่ตอนนี้ขงโจ้วอยู่ที่ไหน?
เขาทิ้งค่ายหลักของตัวเองไปอยู่ที่ซวนจ่าวเสียแล้ว!
ดังนั้น ค่ายใหญ่ที่อิ่งชวนจึงไม่มีทั้งทัพหนุน และไม่มีผู้นำ จึงกลายเป็นชิ้นเนื้ออันโอชะที่ถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว…
เมื่อสวีหรงนึกถึงคำกำชับสุดท้ายของหลี่หรู ในใจก็รู้สึกหวาดหวั่น การรบครั้งนี้ ต้องอาศัยการจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว และต้องเผด็จศึกให้เร็วที่สุด! หากถูกถ่วงเวลาไว้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพจากซวนจ่าวหรือกองทัพจากอำเภอหว่าน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาดึงขาสวีหรงไว้ ก็จะเหมือนกับตกลงไปในบึงโคลน ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร จุดจบก็คือความตายเท่านั้น
ส่วนเส้นทางเหลียงตงนั้น หลี่หรูบอกสวีหรงว่าไม่ต้องกังวล เขาได้จัดการเตรียมการไว้แล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายสูงสุดของการรบครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อโจมตีอิ่งชวน หรือยึดครองดินแดนอิ่งชวน แต่เพื่อลบเลือนผลกระทบในแง่ลบจากความพ่ายแพ้ของหนิวฝู่ ดังนั้น ศึกนี้ต้องชนะเท่านั้น และต้องเป็นชัยชนะที่ทำให้กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงได้ยินแล้วต้องหวาดผวา…
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาดและรุนแรง
สวีหรงปั้นหน้าขรึม ขมวดคิ้วแน่น ในใจกลับรู้สึกจนใจอยู่บ้าง ก็ใครใช้ให้เขาเป็นแม่ทัพต่างถิ่นเพียงคนเดียวในกองทัพซีเหลียงเล่า? งานสกปรกแบบนี้ก็คงมีแต่เขาที่ต้องลงมือทำ…

0 Comments