ตอนที่ 217 เรื่องเล่าร้องไห้ส่งทัพ
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนเดินทางมาถึงห้องหนังสือของจวนตระกูลไช่ เมื่อเห็นไช่ยงที่มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างามกำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอเบ้า ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพอย่างเป็นทางการ และกล่าวทักทายท่านอาจารย์ไช่ยง
ไช่ยงยิ้มพลางลูบหนวด ยื่นมือออกไปเป็นเชิงให้เฟยเฉียนลุกขึ้น กวาดตามองขึ้นลง แล้วกล่าวว่า “จื่อเยวียนในครั้งนี้ดูร่างกายแข็งแรง ปราณเต็มเปี่ยม มีความสง่างามซ่อนอยู่ภายใน คงจะได้รับประโยชน์มาไม่น้อยเลยทีเดียว”
“พระคุณของอาจารย์หนักอึ้งดั่งขุนเขา ศิษย์ยากจะตอบแทนได้แม้เพียงเศษเสี้ยว”
ไช่ยงโบกมือ แล้วกล่าวว่า “หรือท่านหลิวแห่งจิงโจวส่งเจ้ามายังเมืองหลวงหรือ?”
“มิใช่ขอรับ… ข้าได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว…” เฟยเฉียนตอบ “การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ใช่คำสั่งของท่านหลิวแห่งจิงโจว แต่เป็นความปรารถนาของข้าเอง…”
ไช่ยงไม่ได้ถามถึงความปรารถนาที่เรียกว่านั้นของเฟยเฉียนก่อน แต่กลับกล่าวว่า “หรือท่านหลิวแห่งจิงโจวผู้นี้… มีเหตุอันใด เจ้าเล่ามาเถิด ไม่ต้องกังวลสิ่งใด”
เฟยเฉียนจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบในการเข้ารับตำแหน่งเปี้ยเจี้ยแห่งจิงโจวให้ไช่ยงฟังอย่างละเอียด พร้อมทั้งกล่าวว่า “ท่านหลิวแห่งจิงโจวมีรูปร่างสง่างาม น่าเกรงขามและมีเมตตา มีศิลปะในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ทว่ากลับถือตนประดุจซีปั๋ว…”
ซีปั๋วที่กล่าวถึงคือโจวเหวินหวัง เนื่องจากจีชางได้รับสืบทอดตำแหน่งซีปั๋วโหว จึงถูกเรียกว่าซีปั๋วชาง ต่อมาได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ มีพระนามทางประวัติศาสตร์ว่าโจวเหวินหวัง
ในวัฒนธรรมของสำนักหรูเจีย โจวเหวินหวังได้รับการยกย่องอย่างสูง เนื่องจากในช่วงที่โจวเหวินหวังครองราชย์ พระองค์ “ทรงส่งเสริมคุณธรรมและระมัดระวังในการลงโทษ” ทรงขยันขันแข็งในการบริหารบ้านเมือง ให้เกียรติผู้มีปัญญา กว้านซื้อตัวบุคลากร ทำให้ “ใต้หล้าแบ่งเป็นสามส่วน สองส่วนตกเป็นของราชวงศ์โจว” ทรงรวบรวมแคว้นอวี๋ แคว้นรุ่ย และเข้าตีดันแคว้นหลี แคว้นอวี๋ เป็นต้น เป็นการวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่อู่หวังในการทำลายล้างราชวงศ์ซาง และในด้านวัฒนธรรม ก็เล่าลือกันว่าพระองค์เป็นผู้ประพันธ์ “อี้จิง” (คัมภีร์อี้จิง)
นอกจากนี้ การที่ซีปั๋วเป็นผู้ริเริ่มราชประเพณีของราชวงศ์โจว ก็ทำให้ได้รับการยกย่องจากนักปราชญ์สำนักหรูเจียในยุคหลัง ขงจื่อถึงกับยกย่องโจวเหวินหวังว่าเป็น “วีรบุรุษแห่งสามยุคสมัย”
การที่เฟยเฉียนกล่าวถึงหลิวเปี่ยวเช่นนี้ ก็ถือเป็นการใช้คำพูดแบบแฝงความหมาย อย่างไรเสียเขาเพิ่งจะลาออกจากตำแหน่งจากหลิวเปี่ยว หากหันหลังปุ๊บก็ไปพูดจาให้ร้ายหลิวเปี่ยวปั๊บ ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่ออาจารย์ไช่ยงเอ่ยถาม จะไม่พูดก็ไม่ได้ จึงได้นำคำว่า “ซีปั๋ว” มาเปรียบเปรยกับหลิวเปี่ยว…
การใช้คำว่าซีปั๋วมาเปรียบเปรยกับกษัตริย์ นับว่าเป็นคำที่ไพเราะมาก แต่ถ้านำมาใช้กับผู้ว่าการรัฐในท้องถิ่นล่ะก็ หึหึ…
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ไช่ยงได้ยินคนเปรียบเปรยหลิวเปี่ยวเช่นนี้ ย่อมรู้ดีว่าสองคำนี้หมายถึงอะไร จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ในอดีตตอนที่อยู่เมืองหลวง จิ่งเซิงนั้นมากด้วยความสามารถ แตกฉานในคัมภีร์ทั้งห้า เชี่ยวชาญเรื่องดาราศาสตร์และดวงดาว อีกทั้งยังเคยสะเทือนใจกับความไม่เป็นธรรมในการปกครองใต้หล้า ถึงกับทอดทอนใจกล่าวว่า ขอเพียงมีดินแดนสักแห่งให้ได้แสดงความสามารถ…”
ฟังดูแล้ว ในตอนที่หลิวเปี่ยวอยู่ในเมืองหลวงและรู้จักกับไช่ยง ความประทับใจที่ทิ้งไว้ให้ไช่ยงก็คือชายหนุ่มผู้มีเลือดร้อนงั้นหรือ?
บางทีหลิวเปี่ยวในวัยหนุ่มอาจจะเคยมีเลือดร้อนอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของการต่อสู้เพื่ออำนาจอย่างโดดเดี่ยวในจิงโจว เขาก็คงต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์
เฟยเฉียนไม่ได้กล่าวโต้ตอบคำพูดของไช่ยง อย่างไรเสียเขาก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาทำในจิงโจวอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนหลิวเปี่ยวผู้นี้จะเป็นคนเช่นไร เชื่อว่าไช่ยงเองก็คงจะมีวิจารณญาณในการตัดสินใจได้เอง
ไช่ยงปลอบใจเฟยเฉียนว่า “จื่อเยวียนจงอย่าได้กังวลไปเลย ด้วยความสามารถของเจ้า ย่อมต้องมีโอกาสได้ตอบแทนราชสำนักอย่างแน่นอน ในยามที่บ้านเมืองสับสนวุ่นวายเช่นนี้ การได้อยู่อย่างสงบก็ถือว่าเป็นเรื่องดี”
เฟยเฉียนรู้สึกซาบซึ้งใจ ท่าทีของไช่ยงดูเหมือนคนในครอบครัวในยุคหลังจริงๆ เมื่อเห็นลูกหลานทิ้งงานไป ก็ไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว มีแต่คำปลอบโยนและให้กำลังใจ…
ไช่ยงกล่าวต่อว่า “ตอนนี้เจ้าพักอยู่ที่ใดหรือ? บ้านเก่าของเจ้าไม่มีคนดูแล คงจะอยู่ไม่ได้แล้วล่ะ” บ้านเดิมของเฟยเฉียนนั้นค่อนข้างเก่า บัดนี้ไม่มีคนทำความสะอาดมาหลายเดือน คาดว่าคงจะทรุดโทรมไปบ้าง วัชพืชอะไรพวกนั้นยังเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเจอพวกงูหรือหนูแมลงก็คงจะยุ่งยาก หากไม่จัดการให้ดีก็คงเข้าพักไม่ได้…
เฟยเฉียนกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพักอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลชุยทางตอนเหนือของเมืองเป็นการชั่วคราวขอรับ”
“หมู่บ้านตระกูลชุยทางตอนเหนือของเมือง? หมู่บ้านของชุยเวยเข่างั้นหรือ?” หลังจากที่ไช่ยงได้รับการยืนยันจากเฟยเฉียน เขาก็ตอบอืม แล้วกล่าวเตือนว่า “ชุยเวยเข่าเดิมทีเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงแห่งจี้โจว แต่น่าเสียดายที่เข้าไปพัวพันกับการซื้อขายตำแหน่งขุนนาง แม้จะได้ดำรงตำแหน่งซานกง แต่กลับทำให้สูญเสียชื่อเสียง… จื่อเยวียน เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี”
“ขอรับ!” เฟยเฉียนรับคำ สำหรับเรื่องพ่อค้า บัณฑิตสายบริสุทธิ์มักจะมองว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินทอง ไช่ยงก็เพียงแต่เตือนเฟยเฉียนว่าการไปพักที่นั่นไม่ได้เป็นเรื่องผิด แต่อย่าปล่อยให้คนของตระกูลชุยมีอิทธิพลจนเผลอไปทำเรื่องการค้าขาย จนทำให้ชื่อเสียงของตนเองต้องมัวหมอง
เฟยเฉียนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก่อนจะกล่าวกับไช่ยงว่า “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ อยากจะขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์”
“จื่อเยวียนว่ามาเถิด”
“ช่วงนี้ข้าอ่านตำราจั่วจ้วน มีเรื่องที่เจี่ยนซูร้องไห้ส่งบุตรชายไปกับกองทัพ และได้ทำนายว่า ‘ทัพจิ้นย่อมต้านทัพเราที่เซียว ภูเขาเซียวมีสองยอด ยอดทิศใต้คือสุสานของพระเจ้าเซี่ยโฮ่วเกา ยอดทิศเหนือคือที่ที่เหวินหวังหลบพายุฝน เจ้าต้องตายที่นั่นเป็นแน่ ข้าจะไปเก็บศพเจ้าที่นั่น!’ ภายหลังทัพฉินมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ก็พ่ายแพ้ยับเยินกลับมา บนโลกนี้มีผู้ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ดุจเทพยดาเช่นนี้จริงๆ หรือขอรับ?”
เจี่ยนซูเป็นผู้มีปัญญาในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ในขณะนั้น ฉินมู่กงต้องการยกทัพไปตีแคว้นเจิ้ง และการจะตีแคว้นเจิ้งได้นั้นต้องผ่านดินแดนของแคว้นจิ้น จึงได้ไปขอความเห็นจากเจี่ยนซู ขุนนางเก่าแก่ เจี่ยนซูคัดค้าน แต่ฉินมู่กงไม่ฟัง และได้ส่งแม่ทัพสามคนคือ เมิ่งหมิงซื่อ ซีฉี่ซู่ และป๋ออี่ปิ่ง นำทัพไปตีแคว้นเจิ้ง
ในตอนนั้นบุตรชายของเจี่ยนซูก็อยู่ในกองทัพด้วย เจี่ยนซูร้องไห้ส่งบุตรชายและกล่าวว่า “ชาวจิ้นจะต้องสกัดกั้นทัพเราที่ภูเขาเซียวอย่างแน่นอน ภูเขาเซียวมีสองยอด ยอดทิศใต้คือสุสานของพระเจ้าเซี่ยโฮ่วเกา ยอดทิศเหนือคือที่ที่พระเจ้าโจวเหวินหวังหลบพายุฝน เจ้าจะต้องตายระหว่างภูเขาสองลูกนี้ ข้าจะไปเก็บศพเจ้าที่นั่น!” ภายหลังกองทัพแคว้นฉินก็พ่ายแพ้ยับเยินกลับมาจริงๆ
“จื่อเยวียนยังไม่เคยได้ยินเรื่องภูตผีปีศาจหรอกหรือ? ไม่ใช่การทำนายล่วงหน้าหรอก แต่เป็นการทำศึกที่ไร้คุณธรรมต่างหาก…” ไช่ยงพูดไปได้ครึ่งทาง ก็ใช้นิ้วชี้ไปที่เฟยเฉียน หัวเราะออกมา “จื่อเยวียนใช้ตำราจั่วจ้วนมาเปรียบเปรยงั้นหรือ? เจ้าลองว่ามาสิ ใครคือผู้ไร้คุณธรรม?”
เฟยเฉียนประสานมือกล่าวว่า “เมื่อคนเราไร้ความรัก ย่อมไม่หวาดกลัว เมื่อไร้ความหวาดกลัว ความโลภก็จะขยายตัว เมื่อความโลภขยายตัวก็จะทำตามอำเภอใจ ไม่รู้จักกฎหมายบ้านเมือง ความวุ่นวายของเหล่าจูโหวในยุคชุนชิว แท้จริงแล้วก็มาจากความทะเยอทะยานแย่งชิงอำนาจทั้งสิ้น ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทาง ชะตากรรมก็ไม่อาจควบคุมได้ บัดนี้ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ไร้ความปรานี ผู้แข็งแกร่งอาจล่มสลายได้ในวันเดียว ผู้อ่อนแอก็อาจผงาดขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน ผู้แข็งแกร่งใช่ว่าจะแข็งแกร่งตลอดไป ผู้อ่อนแอใช่ว่าจะอ่อนแอตลอดไป ล้วนแต่ไร้ซึ่งคุณธรรมทั้งสิ้น”
ความหมายของเฟยเฉียนนั้นชัดเจนยิ่งนัก สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังจะย้อนกลับไปสู่ยุคชุนชิวจ้านกั๋วแล้ว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมหรือไร้คุณธรรมหรอก แท้จริงแล้วมันก็แค่ข้ออ้างของคนที่แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เอาความต้องการของตัวเองไปอยู่เหนือประเทศชาติ ไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ การกระทำเช่นนี้จะเรียกว่ายึดมั่นในคุณธรรมได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ใครเข้มแข็งใครอ่อนแอก็ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด สถานการณ์อาจพลิกผันได้ในพริบตา สถานการณ์มีความไม่มั่นคงอย่างรุนแรง…
ไช่ยงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วกล่าวว่า “ตามความเห็นของเจ้า… เรื่องนี้ยังมีตัวแปรอยู่อีกหรือ?”
ไช่ยงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของเฟยเฉียนที่นำกลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงไปรวมอยู่ในกลุ่ม “ไร้คุณธรรม” ด้วย เพราะในมุมมองของไช่ยง บรรดาจูโหวในท้องถิ่นเหล่านี้ เคลื่อนย้ายกำลังพลข้ามเขตโดยไม่มีคำสั่งจากประเทศ แม้ว่าอาจจะทำไปเพราะเจตนาดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็ถือว่าละเมิดกฎหมายของประเทศไปแล้ว…

0 Comments