ตอนที่ 182 การเลือกผู้นำพันธมิตรที่ล่าช้า
แปลโดย เนสยังขงโจ้วเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมจริงๆ หรือ?
เฟยเฉียนแทบไม่ต้องคิด ย่อมไม่ใช่แน่นอน หากขงโจ้วมีความสามารถเก่งกาจจริง ก็คงไม่ถึงกับไม่มีผลงานอะไรหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเขาเลยแม้แต่น้อย!
แต่ตอนนี้เขากลับถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้นำพันธมิตร นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!
จำได้ว่าในความทรงจำ น่าจะเป็นโจโฉที่เสนอชื่อหยวนเซ่ามิใช่หรือ แล้วทำไมเจ้าคนคิ้วดกตาเล็กนี่ถึงได้ยอมเห็นด้วยที่จะเสนอชื่อขงโจ้วล่ะ?
เฟยเฉียนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองโจโฉ แต่กลับเห็นโจโฉก้มหน้ามองพื้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่…
นี่หมายความว่าอย่างไร?
โจโฉไม่ใช่ผู้สนับสนุนตัวยงของหยวนเซ่าหรอกหรือ? ทำไมถึงนิ่งเงียบไม่ปริปากเลยล่ะ?
หรือว่าโจโฉจะทำข้อตกลงกับจางเหมี่ยวไว้แล้ว ว่าจะสนับสนุนความเห็นของเขา?
ทำแบบนี้จะดีจริงๆ หรือ?
แต่การให้ขงโจ้วเป็นผู้นำพันธมิตร คนแรกที่ไม่ยอมอย่างแน่นอนก็คงจะเป็นหลิวไต้…
ในเวลานี้ หลิวไต้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน แทบจะขบกรามจนแหลกละเอียด สองมือที่วางอยู่ใต้โต๊ะต้องกำชายเสื้อคลุมของตนไว้แน่น เพื่อไม่ให้ใครเห็นว่ามือของเขากำลังสั่นเทา…
เดิมทีหลิวไต้คิดว่าตนเองจะได้เป็นผู้นำพันธมิตรโดยไม่ต้องมีการโหวตเลือก เพราะหากขงโจ้วไม่มา เขาย่อมเป็นผู้ที่มีระดับตำแหน่งสูงสุด เพียงแค่กดดันจางเหมี่ยว ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณดึงตัวมาเป็นพวก เขาก็ย่อมได้ขึ้นเป็นผู้นำอย่างชอบธรรม
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับกลายเป็นการเดินหมากผิดเพียงตาเดียว พ่ายแพ้ทั้งกระดาน…
หากได้เป็นผู้นำ ส่วนใหญ่แล้วผู้คนก็ย่อมยินดีที่จะเป็น มีน้อยคนนักที่จะยอมเสียสละตนเองไปเป็นลูกน้องคอยรับใช้ผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น หลิวไต้เองก็อยู่ห่างจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดในพื้นที่ซวนจ่าวแห่งนี้เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
แต่ก้าวเดียวที่เดิมทีหลิวไต้คิดว่าจะก้าวข้ามไปได้อย่างง่ายดาย บัดนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ห่างไกลเกินเอื้อม…
ในตอนนั้นเอง หยวนอี๋ที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาก็เอ่ยปากขึ้น “ท่านผู้ว่าการขงมีความรู้กว้างขวาง สุขุมรอบคอบ อ่อนน้อมและสง่างาม นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างแท้จริง ทว่า…”
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าประโยคหลังคำว่า “ทว่า” ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ ดังนั้นทุกคนจึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“…ทว่าตำแหน่งผู้นำพันธมิตรนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จำเป็นต้องวางแผนกลยุทธ์ สั่งการเสบียงและกำลังพล หากไม่ใช่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงและอำนาจมากย่อมไม่อาจทำได้ หากไร้ซึ่งบารมีและผู้สนับสนุนก็ย่อมไม่อาจทำได้เช่นกัน ดังนั้นข้าจึงขอเสนอ คังเซียงโหว หยวนเปิ่นชู ให้ดำรงตำแหน่งนี้!”
เมื่อหยวนอี๋พูดจบ ภายในกระโจมก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหยวนอี๋คือลูกพี่ลูกน้องของหยวนเซ่า การที่เขาได้เป็นเจ้าเมืองซานหยาง ก็มีความเกี่ยวข้องกับสายสัมพันธ์นี้อย่างแยกไม่ออก ดังนั้นการที่เขาจะพูดเข้าข้างหยวนเซ่าย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปัญหาคือ หยวนเซ่ายังมาไม่ถึงซวนจ่าวเลย!
หากจะมาก็คงมานานแล้ว จนป่านนี้ยังไม่มา แปดเก้าส่วนก็คือคงจะไม่มาซวนจ่าวแล้ว การจะแต่งตั้งผู้นำพันธมิตรจากระยะไกลเช่นนี้ มันจะดีจริงๆ หรือ?
แต่ชั่วขณะนั้นทุกคนก็หาข้อโต้แย้งมาคัดค้านไม่ได้ อย่างไรเสียตระกูลหยวนก็มีบารมีล้นฟ้า ศิษย์และลูกน้องกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน แม้แต่ตระกูลหยางแห่งหงหนงก็ยังด้อยกว่าอยู่บ้าง…
หลิวไต้แห่งเหยี่ยนโจวกัดฟันแน่น รีบแสดงจุดยืนเป็นคนแรก “ป๋อเย่กล่าวได้ถูกต้อง คังเซียงโหวมีรูปโฉมสง่างามและห้าวหาญ มีลักษณะของวีรบุรุษ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและลึกซึ้ง ใจกว้างเป็นที่รักของผู้คน มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า ซื่อสัตย์และภักดี นับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้อย่างแท้จริง!”
ความจริงความคิดของหลิวไต้ง่ายมาก ในเมื่อตนเองไม่ได้เป็น ก็ไม่อยากให้คนอื่นได้เป็นเช่นกัน อย่างไรเสียหยวนเซ่าก็อยู่ที่เหอเป่ย ไม่ได้อยู่ที่ซวนจ่าวแห่งนี้ ต่อให้จะสั่งการจากระยะไกล การไปกลับก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย ตนเองก็สามารถฉวยโอกาสนี้ดำเนินการบางอย่างได้…
แต่หากปล่อยให้คนที่นั่งอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะขงโจ้วได้ตำแหน่งผู้นำพันธมิตรไป ในแง่ของความชอบธรรมตนเองก็ต้องรับฟังการจัดสรรของขงโจ้ว แล้วใครจะไปรู้ว่าขงโจ้วที่เห็นได้ชัดว่าใส่กางเกงตัวเดียวกับจางเหมี่ยวไปแล้ว จะหาเรื่องสร้างความลำบากอะไรให้เขาบ้าง?
ดังนั้นยอมไม่ได้เป็นผู้นำพันธมิตรเอง ก็ดีกว่าปล่อยให้ฝ่ายของขงโจ้วและจางเหมี่ยวได้ตำแหน่งผู้นำพันธมิตรไป!
ทว่าใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนกับหลิวไต้ เฉียวเม่า เจ้าเมืองตงจวิ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตระกูลหยวนที่มีขุนนางระดับซานกงสี่รุ่น ใช่ว่าจะมีเพียงหยวนเปิ่นชูเพียงคนเดียว แม่ทัพทัพหลังก็อยู่ใกล้เพียงแค่นี้ เหตุใดทุกท่านจึงต้องมองข้ามผู้ที่อยู่ใกล้แล้วไปแสวงหาผู้ที่อยู่ไกลด้วยเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ทางทหารก็เร่งด่วน จะมัวเสียเวลาเดินทางไปมาได้อย่างไร? ข้าขอเสนอ แม่ทัพทัพหลัง หยวนกงลู่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำพันธมิตร!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของขงโจ้วแข็งค้างไปอย่างสมบูรณ์ แต่เขาก็ยังคงฝืนยิ้มเอาไว้ ความแค้นในใจที่มีต่อหลิวไต้นั้นแทบจะหาคำมาบรรยายไม่ได้ เดิมทีขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดในที่นี้ก็มีเพียงแค่เขากับหลิวไต้สองคน ตราบใดที่หลิวไต้พยักหน้า เรื่องที่เขาจะได้เป็นผู้นำพันธมิตรก็ถือว่าสำเร็จไปแล้ว!
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า แม้แต่หยวนเซ่าและหยวนซู่ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ก็ยังถูกยกขึ้นมาอ้าง เจ้าหลิวไต้มันตัวกวนน้ำให้ขุ่นชัดๆ นี่หรือคือเมืองเหยี่ยนโจวที่เจ้าปกครอง! นี่หรือคือเจ้าเมืองใต้บังคับบัญชาของเจ้า ผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจว!
ขงโจ้วหัวเราะแห้งๆ สองครั้ง หันไปถามเป้าซิ่น ผู้สำเร็จราชการแคว้นจี้เป่ยที่อยู่ด้านข้าง “ไม่ทราบว่าอวิ่นเฉิงมีความเห็นประการใด?”
เป้าซิ่น ผู้สำเร็จราชการแคว้นจี้เป่ยหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “ข้ามันคนหยาบกระด้าง รู้แต่เรื่องการทหาร ไม่เข้าใจเรื่องการเมือง ขอเพียงท่านผู้ว่าการและทุกท่านปรึกษาหารือกันได้ ข้าย่อมพร้อมทำตาม ฮ่าๆ…”
เอาล่ะสิ เป้าซิ่นขอสละสิทธิ์งดออกเสียง
แต่อย่างไรเสียเป้าซิ่นก็เคยทำงานอยู่ในจวนมหาเสนาบดีส่วนกลางมาก่อน จึงถือว่าเป็นขุนนางอาวุโสผู้มีประสบการณ์ ในเมื่อเขาไม่แสดงจุดยืน คนอื่นก็ไม่อาจทำอะไรได้
เมื่อเห็นตาเฒ่าขงโจ้วหันมามองที่ตน เฟยเฉียนก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างกะทันหัน…

0 Comments