ตอนที่ 163 แผนการกลางดึก
แปลโดย เนสยังหยวนซู่ให้คนรับใช้ไปตามตัวหยางหงและเหยียนเซี่ยงมา แม้ว่าจะเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว แต่เมื่อนายท่านมีเรื่องเรียกหา ทั้งสองคนจึงรีบเร่งมาถึงอย่างรวดเร็ว
หยวนซู่นำจดหมายที่อีจี๋นำมาให้หยางหงและเหยียนเซี่ยงดู ส่วนตัวเองก็สั่งให้คนรับใช้ต้มน้ำชาถ้วยร้อนๆ มาให้ดื่ม โดยย้ำว่าให้ใส่ขิงลงไปเยอะๆ หน่อย เพราะอากาศยามค่ำคืนนั้นค่อนข้างหนาวเย็น เขาไม่อยากให้กุนซือทั้งสองต้องมาเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ มันคงจะไม่ดีนัก
หยางหงอ่านจดหมายจบ ก็ส่งต่อให้เหยียนเซี่ยง ส่วนตนเองนั้นประสานมือเข้าด้วยกัน ใช้นิ้วมือซ้ายเคาะหลังมือขวาเบาๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
หยวนซู่มองดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้เร่งรัดอันใด เขารู้ดีว่านี่คือความเคยชินอย่างหนึ่งของหยางหง อย่างไรเสียเหยียนเซี่ยงก็ยังอ่านไม่จบ รอให้พิจารณาร่วมกันทีเดียวน่าจะดีกว่า
ชั่วครู่ต่อมา เหยียนเซี่ยงก็อ่านจบ จึงคืนจดหมายให้แก่หยวนซู่
หยางหงหันไปมองเหยียนเซี่ยง เหยียนเซี่ยงประสานมือคารวะหยางหงเล็กน้อย เป็นเชิงให้หยางหงพูดก่อน หยางหงจึงไม่ปฏิเสธ เอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน นี่คือแผนลอกคราบจักจั่นของหลิวจิงโจวขอรับ เมืองเซียงหยางเป็นพื้นที่แห่งการสู้รบทั้งสี่ทิศ พวกโจรกลุ่มตระกูลใหญ่ก็ยังไม่ถูกปราบปราม เมืองเจียงเซี่ยก็ยังไม่มั่นคง อีกทั้งสี่เมืองทางตอนใต้ของจิงโจวก็ล้วนแต่มีขุนนางผู้มีอิทธิพลคุมอยู่ เกรงว่าคงไม่อาจยอมรับใช้หลิวจิงโจวได้โดยง่าย ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นจะยกทัพไปปราบต่งจั๋ว เพื่อผูกมิตรกับนายท่าน แล้วหันไปทำศึกทางตอนใต้ของจิงโจวแทนขอรับ”
เหยียนเซี่ยงกล่าวเสริมว่า “เวลานี้อำเภอหว่านมีเหวินจ้งเย่คอยรักษาการณ์อยู่ มีกำลังพลและเสบียงกรังมากมาย เดิมทีไม่อาจตีแตกได้โดยง่าย หากสามารถอาศัยเรื่องนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ปกครองได้อีกสักแห่ง ก็ถือเป็นแผนการที่ดียิ่ง ทว่าหลิวจิงโจวผู้นี้มีสายตาแหลมคมดั่งเหยี่ยวและมองไกลดั่งหมาป่า หากเขาสามารถสยบสี่เมืองทางใต้ได้สำเร็จ และสะสมเสบียงกับเงินทองได้เป็นจำนวนมาก ภายภาคหน้าย่อมต้องเป็นภัยคุกคามอย่างแน่นอนขอรับ”
หยวนซู่พยักหน้า สำหรับประเด็นนี้เขาก็เห็นด้วยอยู่บ้าง รู้สึกว่าสิ่งที่เหยียนเซี่ยงพูดนั้นมีเหตุผล
สิ่งที่เหยียนเซี่ยงพูดก็ถือเป็นการพิจารณาถึงอนาคตด้วย อย่างไรเสีย การที่หลิวเปี่ยวยอมสละอำเภอหว่าน แม้สำหรับหยวนซู่จะเป็นการเพิ่มดินแดนขึ้นมาอีกแห่ง แต่สำหรับหลิวเปี่ยวแล้ว เขาก็สามารถปลีกตัวไปยึดครองสี่เมืองทางตอนใต้ของจิงโจว ได้แก่ ฉางซา หลิงหลิง กุ้ยหยาง และอู่หลิงได้ แม้จะต้องเสียดินแดนทางฝั่งหนานหยางไปบ้าง แต่กลับได้ผลประโยชน์ก้อนโตจากทางตอนใต้ของจิงโจวมาแทน การคำนวณผลได้ผลเสียในครั้งนี้ของหลิวเปี่ยวช่างแม่นยำยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ดินแดนในเมืองหนานหยางนี้ หลิวเปี่ยวเองก็พยายามจะแทรกแซงมาโดยตลอด แต่ก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาได้สำเร็จ คราวก่อนเดิมทีตั้งใจจะส่งทัพไปช่วยเหลือจางจือ แต่กลับถูกซุนเจียนตีจนพ่ายแพ้ยับเยิน ซ้ำยังหลอกล่อให้จางจือออกจากเมืองแล้วสังหารทิ้งอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ สำหรับหลิวเปี่ยวแล้ว แม้ภายหลังจะส่งเหวินพิ่งนำทัพมาประจำการ แต่ก็ทำได้เพียงควบคุมพื้นที่จนถึงอำเภอหว่านเท่านั้น ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือก็ยังคงตกอยู่ในอิทธิพลของหยวนซู่อยู่ดี
ในขณะที่พวกของหยวนซู่ทั้งสามกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น คนรับใช้ก็นำน้ำชาที่ต้มเสร็จแล้วมาเสิร์ฟ
หยวนซู่รับถ้วยชามา จิบเบาๆ ไปคำหนึ่ง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว รู้สึกว่ารสชาติของน้ำขิงนั้นเข้มข้นจนเกินไปจนแสบจมูก จึงสั่งให้คนรับใช้ไปหยิบน้ำผึ้งมาเติมเพื่อปรับรสชาติสักหน่อย
ค่ำคืนกำลังล่วงเข้าสู่ความดึกสงัด ภายใต้ม่านแห่งความมืดมิด สายลมหนาวพัดโชยมาอย่างรุนแรง ทำให้บรรยากาศยิ่งดูหนาวเหน็บขึ้นไปอีก
ทั้งสามคนประคองถ้วยชาร้อนๆ จิบลงคอไปทีละอึก ถึงได้รู้สึกว่าความอบอุ่นที่มือและเท้าเริ่มกลับคืนมาบ้าง ร่างกายไม่ได้แข็งทื่อเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว
เมื่อหยางหงดื่มชาหมด ก็ค่อยๆ วางถ้วยชาลงเบาๆ จากนั้นมองดูหยวนซู่และเหยียนเซี่ยงที่ดื่มจนหมดแล้วเช่นกัน จึงกล่าวขึ้นว่า “อำเภอหว่านนั้นย่อมต้องตกเป็นของพวกเราอย่างแน่นอน ทว่าไม่อาจปล่อยให้หลิวจิงโจวได้ดินแดนทางใต้ของจิงโจวไปโดยง่าย ข้ามีแผนการหนึ่ง ที่จะทำให้นายท่านสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดั่งชาวประมงได้ขอรับ”
หยวนซู่ถามว่า “เป็นแผนการใดหรือ?”
“ซุนพั่วหลู่เดิมทีเคยเป็นเจ้าเมืองฉางซา ตราประจำตำแหน่งส่วนมากน่าจะยังคงอยู่ สามารถให้ซุนพั่วหลู่เสนอชื่อคนบ้านเดียวกันให้มารักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองฉางซาแทนได้ ประการแรก ศึกปราบต่งจั๋วกำลังจะมาถึง การทำเช่นนี้จะช่วยปลอบประโลมจิตใจของซุนพั่วหลู่ได้ ประการที่สอง สามารถชะลอความเร็วในการเคลื่อนทัพลงใต้ของหลิวจิงโจว ทำให้กองทัพของเขาเหนื่อยล้า รอจนกว่าเรื่องราวทางฝั่งเหอลั่วจะจบสิ้นลง ก็สามารถยกทัพลงใต้ โจมตีขนาบทั้งเหนือและใต้ ย่อมต้องเอาชนะได้อย่างแน่นอน ทำให้หลิวเปี่ยวต้องยอมจำนนขอรับ!”
เมื่อหยวนซู่ได้ฟังดังนั้นก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้ พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า พลางกล่าวว่า “ประเสริฐ! ข้าจะเขียนจดหมายถึงพั่วหลู่เดี๋ยวนี้เลย!”
เหยียนเซี่ยงกล่าวเสริมว่า “…นอกจากนี้ยังสามารถให้ท่านขุนพลจี้คุมทัพไปตั้งค่ายอยู่ทางใต้ เพื่อยึดครองอำเภอหว่าน และใช้ข้ออ้างเรื่องการปราบต่งจั๋ว ในการเรียกร้องขอผ้าไหมและเสบียงอาหาร…”
หยางหงเข้าใจขึ้นมาในทันที จึงกล่าวว่า “สิ่งที่จื่ออู้กล่าวมานั้นถูกต้องทีเดียว! หากเขายอมมอบให้ ย่อมต้องตัดทอนเสบียงและกำลังรบของเขาลง หากเขาไม่ยอมมอบให้ เราก็นำทัพไปกดดันที่เมืองเซียงหยาง คุมเชิงไว้ไม่ยอมถอย ย่อมทำให้เขาไม่อาจรับมือทั้งสองด้านเหนือและใต้ได้อย่างแน่นอน เช่นนี้ก็จะเกิดความปั่นป่วนขึ้นได้ขอรับ”
เมื่อพูดจบ หยางหงและเหยียนเซี่ยงก็สบตากันแล้วยิ้มออกมา ดูเหมือนจะมีความรู้สึกของการเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองร่วมกันอยู่บ้าง
หยวนซู่ตบมือหัวเราะร่วน เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!” ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า หลิวเปี่ยวที่มักจะเป็นหนามยอกอกเขาอยู่ทางใต้มาโดยตลอด บัดนี้กำลังจะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง จึงหัวเราะฮ่าๆ ออกมา
พอพูดถึงจี้หลิง เหยียนเซี่ยงก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง นั่นคือเมื่อหลายวันก่อนได้ให้จี้หลิงนำทัพไปยังคุนหยาง เพื่อค้นหาหลักฐานความผิดของคหบดีน้อยตระกูลหลัว บัดนี้ได้พบหลักฐานที่แน่ชัดแล้ว ดังนั้นผู้นำตระกูลหลัวอย่างหลัวเซินและทุกคนในตระกูลจึงถูกจับกุมตัวไว้ทั้งหมด ขณะนี้ถูกคุมขังชั่วคราวอยู่ในค่ายทหารนอกเมืองหลู่หยาง
นอกเหนือจากนี้ ยังมีทรัพย์สินและเสบียงอาหารต่างๆ ที่ยึดมาได้จากป้อมปราการของคหบดีน้อยหลัวเซินอีกด้วย…
เดิมทีเหยียนเซี่ยงตั้งใจจะมารายงานเรื่องนี้ในเช้าวันพรุ่งนี้ นึกไม่ถึงว่าหยวนซู่จะเรียกตัวมากลางดึก เขาจึงนำหนังสือราชการเกี่ยวกับเรื่องนี้ติดตัวมาด้วย และตอนนี้ก็นำออกมาถวายให้หยวนซู่พิจารณาตัดสิน
หยวนซู่รับมา กวาดสายตาดูคร่าวๆ แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “หลัวเซินสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ ตามกฎหมายต้องถูกประหารชีวิตและประจานศพ ผู้ชายในตระกูลให้ประหารชีวิตทั้งหมด ผู้หญิงให้ริบเป็นทาส ส่วนทรัพย์สินนั้น… ให้ฝูอี้ยึดครึ่งหนึ่งไปสมทบเป็นทุนรักษากองทัพ ส่วนที่เหลือให้ริบเข้าหลวง” เพียงคำพูดไม่กี่คำ ก็ได้ตัดสินความเป็นความตายของครอบครัวคหบดีน้อยหลัวเซินไปเสียแล้ว
ในความคิดของหยวนซู่นั้น หลัวเซินก็เปรียบเสมือนมดปลวกตัวหนึ่ง ฆ่าทิ้งก็คือฆ่าทิ้ง ไม่มีอะไรต้องพูดให้มากความ
“ขอรับ!” แม้ในใจของเหยียนเซี่ยงจะรู้สึกเวทนาอยู่บ้าง แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะทำอย่างไรได้ จึงรับคำและรับหนังสือราชการกลับมา
หากเทียบกับหลัวเซินแห่งตระกูลหลัวแล้ว หยวนซู่กลับให้ความสนใจกับเฟยเฉียนแห่งตระกูลเฟยในเหอลั่วมากกว่า หยวนซู่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “…สำหรับทูตเอกของเปี่ยวในครั้งนี้ เฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียนแห่งเหอลั่ว ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองมีความคิดเห็นประการใด?”
เฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียนอย่างนั้นหรือ?
หยางหงและเหยียนเซี่ยงสบตากัน
เวลานี้กุนซือหลักใต้บังคับบัญชาของหยวนซู่ก็คือหยางหงที่ดำรงตำแหน่งจั่งสื่อ และเหยียนเซี่ยงที่ดำรงตำแหน่งจู่ปู้ ทว่าสำหรับเรื่องที่หยวนซู่มีความคิดที่จะดึงตัวเฟยเฉียนมาร่วมงานนั้น ทั้งสองคนต่างก็มีความคิดที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่
สำหรับหยางหงแล้ว การที่เฟยเฉียนมาเยือนอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
หยางหงเป็นสาขารองของตระกูลหยางแห่งหงหนง สมัยอยู่ที่ลั่วหยางก็ไปมาหาสู่กับหยวนซู่อยู่บ่อยครั้ง เมื่อหยวนซู่มาถึงหนานหยาง เขาก็ติดตามมาด้วย ดังนั้นตำแหน่งกุนซืออันดับหนึ่งในจวนของหยวนซู่จึงตกเป็นของเขา แต่ตอนนี้เฟยเฉียนแห่งเหอลั่ว แม้พื้นเพของตระกูลเฟยจะเทียบไม่ได้กับตระกูลหยางแห่งหงหนง แต่ถึงอย่างไรเฟยเฉียนก็เพิ่งจะเกี่ยวดองกับตระกูลหวงแห่งจิงเซียง และหากหยวนซู่ต้องการจะยึดครองจิงเซียง การดึงตัวเฟยเฉียนมาก็เท่ากับได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหวงแห่งจิงเซียงด้วย ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงนั้นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างมาก ดึงตระกูลหวงมาได้ตระกูลเดียว ไม่แน่ว่าอาจจะมีตระกูลอื่นๆ ตามมาเป็นพรวน…
การที่หยวนซู่ดึงตัวเฟยเฉียนมา ย่อมต้องเปิดประตูรับกลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงด้วย แต่หากเป็นเช่นนั้น หยางหงที่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนก็อาจจะดูโดดเดี่ยวและไร้พรรคพวกไปสักหน่อย แล้วตำแหน่งจั่งสื่อของเขาจะยังคงรักษาไว้ได้นานแค่ไหน นั่นก็ไม่อาจบอกได้แล้ว…

0 Comments