You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หวงเยว่อิงง่วนอยู่กับงานในมือ พลางท่องบทกวีเสียงเบา

“ออกประตูบูรพา หญิงงามดั่งเมฆา

แม้งามดั่งเมฆา ทว่ามิใช่ยอดชีวา

สวมชุดขาวคลุมผ้า คอยหรรษากับพี่เอย

ออกประตูป้อมปราการ หญิงงามดั่งดอกถู

แม้งามดั่งดอกถู ทว่ามิใช่น้องหนู

สวมชุดขาวสีชาด คอยสำราญกับพี่เอย”

เด็กทุกคนในยามที่ยังไร้เดียงสา มักจะคิดว่าตนเองเป็นคนที่สวยที่สุดในโลก แต่เมื่อเริ่มได้สัมผัสกับคนอื่นนอกเหนือจากพ่อแม่และญาติพี่น้อง เริ่มเรียนรู้เรื่องราวและมาตรฐานบางอย่าง จึงเพิ่งตระหนักว่า แท้จริงแล้วตำแหน่งคนที่สวยที่สุดที่ตนเองวาดฝันไว้นั้น เป็นเพียงแค่ฟองสบู่สีรุ้ง ที่แตกสลาย “โพละ” เมื่อกระทบแสงแดด

ตอนเด็กๆ หวงเยว่อิงก็เคยคิดว่าตัวเองสวยมาก แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ถึงได้รู้ว่าความจริงแล้วตนเองไม่ได้สวยเลย อย่างน้อยก็ไม่เหมือนคนอื่น ผิวคล้ำ ผมสีน้ำตาลแดง การค้นพบเช่นนี้สำหรับเด็กผู้หญิงทุกคน ถือเป็นความสะเทือนใจอย่างหนึ่ง

ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา หวงเยว่อิงก็แทบไม่ได้คบค้าสมาคมกับบุตรสาวของตระกูลขุนนางอื่นๆ อีกเลย นางสามารถแยกแยะความรู้สึกต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของคนเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความรังเกียจ การเยาะเย้ยที่เผยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ หรือแม้กระทั่งความสงสารและเห็นใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกอึดอัด…

ดังนั้น หวงเยว่อิงจึงยอมอยู่ตัวคนเดียว ขลุกตัวอยู่ในเรือนลี้ลับของตระกูลหวง พลิกอ่านตำราที่เก็บสะสมไว้ในบ้าน และลงมือประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ ที่อาจจะมีประโยชน์ หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องตลก ในสายตาของนาง อย่างน้อยท่อนไม้หรือก้อนเหล็กพวกนี้ก็ไม่ปฏิบัติกับนางต่างไปจากเดิมเพียงเพราะรูปร่างหน้าตาของนาง

ดังนั้น หวงเยว่อิงจึงไม่ค่อยมีเพื่อน คนเดียวที่พอจะคุยกันได้ก็คือผางถ่ง ผางซื่อหยวน ที่ชอบทำตัวโอ้อวดมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผางถ่ง ผางซื่อหยวน ดันเกิดมาตัวดำกว่านางเสียอีก ทุกครั้งที่เห็นผางถ่ง นางก็จะรู้สึกว่าตัวเองยังพอดูได้อยู่…

ดังนั้น หวงเยว่อิงจึงชอบบทกวีเจิ้งเฟิงบทนี้มาก บางครั้งนางก็จะคิดว่า สักวันหนึ่งจะมีคนเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในบทกวีไหมนะ “แม้งามดั่งเมฆา ทว่ามิใช่ยอดชีวา” ต่อให้มีหญิงงามดั่งเมฆา ในสายตาก็มีเพียงหญิง “สวมชุดขาวสีชาด” อย่างนางเพียงคนเดียว

นี่คือความฝันของนาง…

และโชคดีที่หวงเยว่อิงได้พบกับคนคนนั้นจริงๆ

คือเขา ที่ประตูเมืองเซียงหยาง ในตอนที่นางตกอยู่ในอันตราย เขาก็เข้ามาอยู่เคียงข้างและพานางไปรักษา

คือเขา ที่เรือนลี้ลับตระกูลหวง คอยชี้แนะช่างฝีมือของตระกูลหวง ให้ร่วมกันสร้างเลื่อยพลังน้ำที่ช่วยทุ่นแรงได้อย่างมหาศาล

คือเขา ที่ตีนเขาหลู่ซาน ภายใต้แสงเทียนมงคลลายมังกรและหงส์ กุมมือนางไว้ แล้วบอกอย่างจริงจังว่านางไม่ได้น่าเกลียดเลย…

ในวินาทีนั้น หวงเยว่อิงรู้สึกมีความสุขจริงๆ ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่า ความรู้สึกอบอุ่นนั้นไม่ได้มีแค่แสงแดดในฤดูหนาวเท่านั้น แต่ยังมีรอยยิ้มอันอ่อนโยนของบุรุษผู้นี้ที่มีให้นางด้วย

ดังนั้น ต่อให้บิดาอย่างหวงเฉิงเยี่ยนไม่บอกให้นางคิดหาวิธีช่วยเหลือเขา หวงเยว่อิงก็หวังว่าจะสามารถทุ่มเทกำลังของตน เพื่อความอบอุ่นในมือนั้น เพื่อรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้น…

เมื่อหวงเยว่อิงสังเกตเห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับชุดเกราะนัก นางก็รั้งอยู่ในเรือนลี้ลับตระกูลหวง ค้นหาตำรามากมายในบ้าน แล้ววิ่งวุ่นไปตามช่างฝีมือ ให้ช่วยกันตีแผ่นเกราะออกมาทีละแผ่น จากนั้นนางก็นำหนังวัวมาตัดเป็นเส้นเล็กๆ นำมาร้อยเข้าด้วยกันทีละแผ่น…

หวงเยว่อิงยังใช้หนังแกะและผ้าป่านเนื้อละเอียดทำเป็นซับใน และเย็บขอบเก็บมุม เพื่อที่เวลาเขาสวมใส่ จะได้ไม่ต้องสัมผัสกับแผ่นเกราะเย็นเฉียบโดยตรง และไม่รู้สึกอึดอัด

เดิมทีนางคิดว่าจะค่อยๆ ทำไปได้ แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะต้องรีบใช้งานเร็วขนาดนี้ การเป็นทูตก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ใครจะไปรู้ว่าจะเจออะไรกลางทางบ้าง ดังนั้น เมื่อคืนนี้หวงเยว่อิงจึงไม่ได้นอนทั้งคืน นางกับเสี่ยวโม่โต่วช่วยกันเร่งมือทำจนเสร็จ

หวงเยว่อิงเย็บเข็มสุดท้ายเสร็จ ก็ใช้ฟันกัดด้ายจนขาด

ในที่สุดชุดเกราะก็เสร็จสมบูรณ์!

ดวงตากลมโตของหวงเยว่อิงโค้งเป็นรูปสระอิ นางออกแรงยกชุดเกราะขึ้นมาดูรูปร่างโดยรวม จากนั้นก็พินิจพิเคราะห์ตั้งแต่บนลงล่างอย่างละเอียด เพื่อตรวจดูว่ามีจุดไหนที่ละเลยไปหรือไม่…

เสียงแผ่นเกราะกระทบกันดังกราว ปลุกเสี่ยวโม่โต่วที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ ให้ตื่นขึ้น

เสี่ยวโม่โต่วลืมตาที่ยังงัวเงียขึ้นมา เห็นว่าชุดเกราะที่ทำมาทั้งคืนดูเหมือนจะเสร็จแล้ว นางก็รีบยกมือขยี้ตาเพื่อความแน่ใจ จากนั้นก็ดีใจจนปรบมือ กระโดดโลดเต้นหมุนตัวไปรอบๆ…

หวงเยว่อิงมองดูด้วยความขบขัน วางชุดเกราะลง แล้วเอื้อมมือไปเขกหัวเสี่ยวโม่โต่วเบาๆ กล่าวว่า “เจ้าจะกระโดดโลดเต้นทำไม… ไม่รู้ว่าใครร้องจะช่วยๆ แต่สุดท้ายก็หลับไปกลางดึก…”

“โอ๊ย เจ็บ… คุณหนู~” เสี่ยวโม่โต่วยกมือขึ้นกุมหัว กล่าวอย่างน้อยใจว่า “…ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าก็คอยบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าห้ามนอน ห้ามนอน… แต่สุดท้ายเปลือกตามันก็ไม่ยอมฟังข้า…”

“เอาล่ะ มาช่วยข้าดูหน่อยว่ามีจุดไหนตกหล่นไปบ้าง… อ๊ะ เอานี่ไป เช็ดน้ำลายก่อน!” หวงเยว่อิงหยิบผ้าผืนหนึ่ง โยนให้เสี่ยวโม่โต่ว พลางชี้ไปที่คราบน้ำลายที่มุมปากซึ่งเกิดจากการฟุบหลับ

เสี่ยวโม่โต่วหน้าแดง บิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย รับผ้าที่หวงเยว่อิงส่งให้ หันหลังกลับไปเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาช่วยหวงเยว่อิงตรวจดูชุดเกราะ

ทั้งสองคนช่วยกันตรวจสอบชุดเกราะอย่างละเอียดลออทั้งด้านในและด้านนอก เมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงวางชุดเกราะลงและถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หวงเยว่อิงหยิบหมวกเกราะ (โตวมั่ว) ที่ทำเสร็จไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาดู จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางหมวกเกราะลง หยิบกรรไกรที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา รวบผมยาวของตนเอง แล้วตัด “ฉับ” ลงไป…

“กรี๊ดดดด” เสี่ยวโม่โต่วร้องลั่น รีบพุ่งเข้าไปจับมือหวงเยว่อิงไว้ คุณหนูจะทำอะไรน่ะ? ถึงกับตัดผมตัวเองเลยหรือ!

เฟยเฉียนที่นอนหลับอยู่ห้องด้านในสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรีดร้องอันแหลมปรี๊ดของเสี่ยวโม่โต่ว เขารีบสวมเสื้อคลุมลวกๆ แล้ววิ่งออกมา ร้องถามรัวๆ ว่า “เกิดอะไรขึ้น? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

เสี่ยวโม่โต่วน้ำตาคลอเบ้า มองเฟยเฉียนแล้วร้องไห้โฮ “ฮือๆ คุณหนูไม่ได้นอนทั้งคืน… ฮือๆ เลยเกิดอาการเพ้อ คุณหนูเลอะเลือนไปแล้ว… ถึงกับตัดผมตัวเอง…”

เดิมทีหวงเยว่อิงก็รู้สึกอายอยู่แล้วที่เฟยเฉียนมาเห็นฉากนี้เข้า พอได้ยินเสี่ยวโม่โต่วเดาส่งเดช นางก็ทั้งโกรธทั้งขำ เอื้อมมือไปเขกหัวเสี่ยวโม่โต่วเบาๆ อีกที “เจ้านั่นแหละที่เพ้อ! ข้ากำลัง… ข้ากำลัง…” นางพูดไปครึ่งประโยค เสียงก็ค่อยๆ เบาลง จนสุดท้ายก็เงียบไป

เฟยเฉียนถอนหายใจยาว โล่งอกไปที นึกว่าใครเป็นอะไรไปซะอีก พอได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเสี่ยวโม่โต่ว แต่เฟยเฉียนก็ยังสงสัยอยู่ดี “เยว่อิง เจ้าตัดผมตัวเองทำไม?”

หวงเยว่อิงอึกอัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบาตะกุกตะกักว่า “…ได้ยินมาว่า อืม ถ้าเอาเส้นผม… อืม เย็บติดไว้ด้านในหมวกเกราะ… ก็จะช่วย… คุ้มครองให้ท่านพี่กลับมาอย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ…”

“…” เฟยเฉียนส่ายหน้า ถอนหายใจ “เจ้าเด็กโง่เอ๊ย…”

หวงเยว่อิงไม่เข้าใจความหมายของเฟยเฉียน นึกว่าเขากำลังดุนาง นางจึงนิ่งอึ้งไป ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า กัดริมฝีปากล่างมองเฟยเฉียน

“ถ้าจะเย็บเส้นผม ดึงออกมาสักสองเส้นก็พอแล้ว จะเอากรรไกรมาตัดทำไม แล้วถึงจะตัดก็ตัดแค่นิดเดียวก็พอ ดูสิ ตัดไปซะเยอะเลย…” เฟยเฉียนเดินเข้าไปหาหวงเยว่อิง ลูบศีรษะนาง มองดูปอยผมที่แหว่งไปพลางกล่าวด้วยความเสียดาย

หวงเยว่อิงถึงเพิ่งเข้าใจว่าเฟยเฉียนกำลังสงสารนาง นางจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เดี๋ยวผมก็ยาวใหม่ได้ ข้ากลัวว่า… กลัวว่าถ้าน้อยไปจะไม่พอ… อุ๊ย ท่านพี่ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย…” พูดไปพูดมาก็ชักจะเขิน จึงเปลี่ยนเรื่อง ดันหลังเฟยเฉียนให้รีบไปใส่เสื้อผ้า

“ใครบอกว่าข้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ข้าแค่ยังใส่ไม่เรียบร้อยต่างหาก… เอาล่ะๆ เลิกดันได้แล้ว ข้าไปใส่เดี๋ยวนี้แหละ…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note