ตอนที่ 143 การลาออก
แปลโดย เนสยังบนเขาหลู่ซาน ภายในเรือนเร้นมังกร ควันจางๆ จากเตาเครื่องหอมลอยอวล ผางเต๋อกงและเฟยเฉียนกำลังนั่งประจันหน้ากัน
เรื่องใหญ่ระดับการปราบปรามต่งจั๋ว ย่อมปิดบังกันไม่ได้ และด้วยการเผยแพร่ของผู้ที่มีเจตนาแอบแฝง มันก็แพร่สะพัดไปทั่วภาคกลางราวกับสายลมในพริบตา
เมื่อเฟยเฉียนทราบข่าวว่าการรวมพลังต่อต้านต่งจั๋วเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย เพราะเหตุการณ์นี้หมายความว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ยุคแห่งความวุ่นวายได้เริ่มขึ้นแล้ว ช่วงเวลาอันแสนสงบสุขก่อนหน้านี้ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เฟยเฉียนขังตัวเองอยู่ในห้อง เพื่อทบทวนความคิดของตนเอง จากนั้นก็เดินขึ้นเขาหลู่ซานไปพบผางเต๋อกง เพื่อบอกเล่าแผนการในขั้นต่อไปให้ผางเต๋อกงฟัง
อย่างไรเสีย ตั้งแต่มาถึงจิงเซียง ผู้ที่ช่วยเหลือเขามากที่สุดก็คือผางเต๋อกง ไม่เพียงแต่สอนวิชาความรู้ให้ แต่ยังช่วยปูทางให้เขาจากคนไร้ชื่อเสียง กลายเป็นคนหนุ่มที่มีอิทธิพลในระดับหนึ่งอีกด้วย
เฟยเฉียนคุกเข่านั่งต่อหน้าผางเต๋อกง ด้วยท่าทางสำรวมและสีหน้าเคร่งขรึม
ผางเต๋อกงลูบเครา หรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายกำลังครุ่นคิดเช่นกัน
ตัวผางเต๋อกงเองนั้น ปล่อยวางเรื่องชื่อเสียงเงินทองไปนานแล้ว เมื่ออายุถึงปูนนี้ และทุ่มเทศึกษาหลักปรัชญาหวงเหล่ามาทั้งชีวิต คำสองคำนี้แทบจะไม่อยู่ในความสนใจของเขาเลย
แต่ไม่ได้หมายความว่าผางเต๋อกงจะละเลยความรู้สึกอื่นๆ ไปด้วย แม้เฟยเฉียนจะอยู่ในจิงเซียงได้ไม่นาน แต่ในสายตาของผางเต๋อกง เฟยเฉียนก็เป็นดังที่ราชเลขาธิการช่ายยงกล่าวไว้ในจดหมาย คือ เป็นคนเฉลียวฉลาด อ่อนน้อม และเป็นมิตร แม้หลานชายของเขาจะชอบต่อล้อต่อเถียงกับเฟยเฉียนอยู่เสมอ แต่ผางเต๋อกงก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เขารู้นิสัยหลานชายของตัวเองดี หากไม่ใช่คนที่ผางถ่งถูกใจ คงจะขี้เกียจแม้แต่จะพูดด้วยซ้ำ…
ดังนั้น ผางเต๋อกงจึงรู้สึกเอ็นดูเฟยเฉียนจากใจจริง และเมื่อหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวงมาปรึกษา ผางเต๋อกงจึงยินดีเป็นแม่สื่อให้ และยังเตรียมของหมั้นให้เฟยเฉียนอีกด้วย
ต้องรู้ไว้ว่าในยุคราชวงศ์ฮั่น การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการประกาศว่า แม้เฟยเฉียนจะไม่ได้ใช้แซ่ผาง แต่ก็ได้รับการดูแลและปฏิบัติเทียบเท่ากับคนในตระกูลผางแล้ว
เมื่อเฟยเฉียนเล่าแผนการทั้งหมดจบ ผางเต๋อกงก็คิดทบทวนดูแล้ว รู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป จึงกล่าวว่า “การที่จื่อเยวียนทำเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเอามือล้วงหยิบเกาลัดในกองไฟ! หากพลาดพลั้งเพียงนิด ย่อมแหลกเหลวเป็นผุยผง!”
“ข้าทราบดีขอรับ” เฟยเฉียนก้มหน้าประสานมือกล่าว “แต่หากไม่ไป ใจข้าก็คงไม่สงบ”
“…” ผางเต๋อกงนิ่งเงียบไปนาน ในความคิดของเขา แผนการเช่นนี้มีโอกาสสำเร็จเพียงครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจจะน้อยกว่าห้าส่วนด้วยซ้ำ มันเสี่ยงเกินไปจริงๆ แต่หากไม่ให้เฟยเฉียนไป ก็อาจจะเป็นอย่างที่เฟยเฉียนกล่าว คือมันจะกลายเป็นแผลในใจไปชั่วชีวิต และส่งผลกระทบต่ออนาคตของเขา
ผางเต๋อกงคิดทบทวนไปมา สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง “…เอาเถิด เจ้าจงระวังตัวให้ดี หากเห็นท่าไม่ดี ก็จงหาทางเอาตัวรอดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด! จำไว้! จำไว้!”
ผางเต๋อกงยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของเฟยเฉียน จึงย้ำเตือนอีกครั้ง อย่างน้อยก็ไม่อยากให้เฟยเฉียนวู่วามทำอะไรลงไปเมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจ
เฟยเฉียนกราบลาผางเต๋อกง แล้วเดินลงเขาไป
ผางเต๋อกงคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง หยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เรียกคนรับใช้มาสั่งให้นำจดหมายไปส่ง เมื่อจัดการเสร็จสิ้น เขาจึงค่อยวางใจลงได้บ้าง และทอดถอนใจออกมาเบาๆ…
________________________________________
เฟยเฉียนลงมาจากเขาหลู่ซาน ก็ตรงไปที่จวนผู้ว่าการของหลิวเปี่ยว
อย่างไรเสียเขาก็ยังคงมีตำแหน่งเป็นเปี๋ยเจี้ยของผู้ว่าการรัฐจิงโจว ก่อนจะทำอะไร ก็ควรจะแจ้งให้หลิวเปี่ยวทราบเสียก่อน
หลิวเปี่ยวมีสีหน้าแปรปรวน เขาประหลาดใจมากจริงๆ จนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ “จื่อเยวียน เจ้าพูดจริงหรือ?”
ตามหลักแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมมีสัญชาตญาณในการหลีกหนีอันตราย ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีสงคราม คนปกติส่วนใหญ่ก็ต้องหาที่หลบภัยกันทั้งนั้น คงมีน้อยคนนักที่จะร้องดีใจแล้ววิ่งแจ้นไปร่วมวงที่แนวหน้า
ต้องรู้ไว้ว่า กองทัพในยุคโบราณเวลาเดินทัพ จะต้องส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปล่วงหน้าและด้านข้างประมาณสิบลี้ถึงยี่สิบลี้ และหากตั้งค่าย ก็จะส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปทุกทิศทางยี่สิบถึงสามสิบลี้!
แล้วหน่วยลาดตระเวนคือใคร? พวกเขาก็คือทหารม้าลาดตระเวนของยุคโบราณ!
บางทีกองทัพหลักยังไม่ทันได้ปะทะกัน หน่วยลาดตระเวนก็ซัดกันนัวแล้ว บ่อยครั้งที่คนหนึ่งวิ่งกลับไปรายงานข่าว ส่วนที่เหลือก็ชักดาบพุ่งเข้าใส่ศัตรูทันที!
ดังนั้น หากคนธรรมดาเข้าใกล้กองทัพหรือค่ายทหาร หากโชคดีไม่ถูกจับได้ก็รอดตัวไป แต่หากถูกจับได้ และไม่สามารถระบุตัวตนได้ในทันที ก็อาจจะถูกหน่วยลาดตระเวนเข้าใจผิดว่าเป็นคนของศัตรู และถูกฟันตายทันที!
ดังนั้น เมื่อหลิวเปี่ยวได้ยินว่าเฟยเฉียนจะเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหลั่วและกลับไปลั่วหยางเพื่อตามหาช่ายยง ราชเลขาธิการ เขาจึงรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะตอนนี้ทั่วทุกสารทิศกำลังลุกฮือต่อต้านต่งจั๋ว ระหว่างทางย่อมต้องพบเจอกับกองทัพต่างๆ หากพลาดพลั้งเพียงนิด ก็อาจจะถูกกองทัพใดกองทัพหนึ่งทำร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ และถูกตัดหัวไปรับรางวัลได้…
แต่หลิวเปี่ยวก็ไม่อาจเอ่ยปากคัดค้านสิ่งที่เฟยเฉียนพูดได้
เพราะคำพูดของเฟยเฉียนที่ว่า “เมื่ออาจารย์ตกอยู่ในอันตราย ศิษย์จะนิ่งดูดายได้อย่างไร” นั้น สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของลัทธิหรู และสอดคล้องกับค่านิยมหลักของสังคม หากหลิวเปี่ยวคัดค้าน อย่าว่าแต่ถ้าช่ายยงเกิดเป็นอะไรไปจริงๆ เลย ต่อให้ช่ายยงปลอดภัยดี เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป ก็จะทำให้หลิวเปี่ยวดูเป็นคนไร้น้ำใจและไม่สนใจคุณธรรม ซึ่งชื่อเสียงของเขาก็คงจะ…
ดังนั้น ตอนนี้หลิวเปี่ยวไม่ได้กำลังคิดว่าจะปล่อยเฟยเฉียนไปหรือไม่ แต่กำลังคิดว่าจะสามารถหาประโยชน์เพิ่มเติมจากเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
หลิวเปี่ยวครุ่นคิด การปล่อยเฟยเฉียนไปนั้นต้องปล่อยอยู่แล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นผลดีต่อเขาด้วย ข้อแรก เมื่อเฟยเฉียนจากไป ตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยก็จะว่างลง และสามารถนำมาใช้ดึงดูดคนอื่นได้ ข้อสอง ตอนนี้เฟยเฉียนได้รับความเอ็นดูอย่างมากจากตระกูลผางและตระกูลหวง การที่เขาจากไปก็เท่ากับเป็นการกำจัดภัยคุกคามที่แฝงอยู่ไปในตัว…
แต่ถึงกระนั้น ก็จะปล่อยให้เฟยเฉียนจากไปง่ายๆ ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องดูว่าจะมีประโยชน์อะไรอย่างอื่นอีกบ้าง…
หลิวเปี่ยวคิดคำนวณอย่างรวดเร็วในใจ ไม่นานก็คิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ เมื่อลองไตร่ตรองดู ก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก จึงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวกับเฟยเฉียนว่า “การที่จื่อเยวียนต้องการรักษาคุณธรรมระหว่างศิษย์และอาจารย์นั้น ข้าย่อมต้องอนุญาต แต่ทว่า ตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญของราชสำนัก การกระทำของจื่อเยวียน แม้จะน่าเห็นใจ แต่ก็ขัดต่อกฎระเบียบ…”
เฟยเฉียนแอบค่อนขอดในใจ หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ตอนที่ท่านเอาตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยมามอบให้ข้าเป็นการส่วนตัว ทำไมไม่เห็นพูดถึงกฎระเบียบของบ้านเมืองเลย? แล้วตอนที่ท่านตั้งตำแหน่งขุนนางในจวนผู้ว่าการมากมาย แถมยังยื่นมือไปก้าวก่ายตำแหน่งขุนนางในเมืองเซียงหยาง ทำไมถึงไม่พูดเรื่องกฎระเบียบของบ้านเมืองล่ะ? พอมาถึงคราวของข้า กลับมาอ้างเรื่องกฎระเบียบซะงั้น?
เฟยเฉียนรู้ดีว่าหลิวเปี่ยวกำลังพูดจาไร้สาระ แต่เมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น ก็ต้องยอมก้มหัว เขาจึงกล่าวว่า “เช่นนั้น ท่านหลิวมีความประสงค์เช่นไรหรือ?” ท่านมีแผนการอะไรก็ว่ามาเถอะ อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระอยู่เลย
หลิวเปี่ยวยังคงยิ้มแย้ม และกล่าวออกมารองสองประโยค ซึ่งทำให้ในใจของเฟยเฉียนต้องปั่นป่วนราวกับน้ำเดือด…

0 Comments