You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เขาเป่ย์หมาง มีอีกชื่อว่า เขาผิงเฝิง (平逢山), เขาไท่ผิง (太平山) หรือ เขาเจีย (郏山) ความสูงของเขาเป่ย์หมางไม่ได้สูงมากนัก สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 300 เมตรเศษเท่านั้น แต่มันทอดยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกนับร้อยลี้ ดูยิ่งใหญ่อลังการ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยดินและน้ำ ป่าไม้หนาทึบ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลั่วหยาง ริมฝั่งใต้ของแม่น้ำหวงเหอ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาฉินหลิ่ง และเป็นสาขาของเทือกเขาเซียวซาน (崤山)

เขาเป่ย์หมางมีทั้งภูเขาและแม่น้ำ แม่น้ำอีและแม่น้ำหลัวไหลผ่านเมืองลั่วหยางจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก ดังนั้นพื้นที่แถบนี้จึงเป็นแหล่งรวมของลูกหลานชาวเหยียนหวง (ชาวจีน) มาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

ตระกูลชุยได้สร้างบ้านไร่ขึ้นที่ตีนเขาเป่ย์หมางโดยอาศัยแนวเขา

ตระกูลสูงศักดิ์ในยุคราชวงศ์ฮั่นล้วนนิยมสร้างบ้านไร่ และมักจะใช้เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการสืบทอดตระกูล ตระกูลชุยก็เช่นกัน บ้านไร่แห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยที่ชุยเลี่ย ดำรงตำแหน่งซือถูในยุคก่อน มาจนถึงตอนนี้ชุยอี้และชุยโฮ่วก็ยังคงต่อเติมและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีขนาดใหญ่โตอลังการ

เผยเฉียนกะด้วยสายตา พื้นที่นี้ใหญ่อย่างน้อยๆ ก็เท่ากับสนามบาสเก็ตบอล 20 สนามรวมกัน แถมด้านหลังบ้านไร่ยังมีช่างฝีมือเดินเข้าออกให้เห็นอีก ในยุคโบราณนี่อยากจะได้ที่ดินกว้างแค่ไหนก็สร้างได้เลยนะเนี่ย ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน ที่ดินกว้างขนาดนี้ถ้าไม่มีเงินระดับหมื่นล้านก็คงซื้อไม่ได้หรอก

ชุยโฮ่วทำหน้าภูมิใจ อธิบายการวางผังของบ้านไร่ให้เผยเฉียนฟัง

ถึงจะเรียกว่าบ้านไร่ แต่ดูเหมือนป้อมปราการเสียมากกว่า

บ้านไร่ตระกูลชุย หรือจะเรียกว่าค่ายตระกูลชุย ถูกสร้างพิงหน้าผาของเขาหมาง บนหน้าผามีการเจาะถ้ำหลายแห่ง ปิดกั้นด้วยรั้วไม้ และมีองครักษ์เฝ้ายามอยู่ น่าจะใช้สำหรับเก็บเสบียงหรือของมีค่า บริเวณตีนเขา มีการสร้างกำแพงค่ายที่หนาและแข็งแรง ล้อมรอบพื้นที่กว้างขวาง มีการชักนำน้ำจากลำธารบนภูเขาให้ไหลผ่านค่าย และมีการขุดคูน้ำลึกรอบกำแพงค่าย ด้านหนึ่งเพื่อป้องกันศัตรู อีกด้านหนึ่งก็ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ

ภายในค่ายแบ่งออกเป็นสิบกว่าโซน ได้แก่ เขตจวนหลัก, เขตที่พักอาศัยทั่วไป, เขตศาลบรรพชน, เขตโรงงาน, เขตสวนผัก, สวนดอกไม้, เขตโกดัง, ตลาด เป็นต้น แต่ละโซนมีหน้าที่ของตัวเอง วางผังอย่างเป็นระเบียบและใช้งานได้ครบครัน

เมื่อข้ามสะพานแขวนไปก็จะเป็นประตูค่ายขนาดเล็ก ทางเข้าหลักของบ้านไร่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าประตูเมืองเลยทีเดียว แข็งแรงทนทาน สองข้างทางเข้ามีกำแพงหลักขนาบข้าง ภายในประตูยังมีหอสังเกตการณ์คล้ายป้อมยามบนกำแพงเมือง บนนั้นมีองครักษ์สะพายธนูเดินตรวจตราอยู่

ถนนภายในค่ายถูกจงใจสร้างให้คดเคี้ยวไปมาเพื่อป้องกันศัตรู มีทางแยกมากมาย หากไม่มีชุยโฮ่วนำทาง คนนอกที่ไม่คุ้นเคยไม่มีทางหาจวนหลักเจอในเวลาอันสั้นแน่นอน

เผยเฉียนทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความทึ่ง เอ่ยปากชมเชยอย่างไม่ขาดปาก

ชุยโฮ่วโบกมือปฏิเสธด้วยความถ่อมตัว แต่ก็เล่าเรื่องตอนเริ่มสร้างอย่างออกรสออกชาติ ว่าใช้แรงงานคนไปเท่าไหร่ สร้างยังไงบ้าง…

สร้างได้ดีจริงๆ นั่นแหละ กำแพงสองข้างถนนครึ่งหนึ่งเป็นหิน อีกครึ่งเป็นดินเหนียวสีเหลือง ผสมผสานความสะดวกสบายกับความทนทานได้อย่างลงตัว นอกจากน้ำจากลำธารที่ไหลผ่านค่ายแล้ว ยังมีโอ่งน้ำใบใหญ่วางอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไฟไหม้ เพราะถึงอย่างไร บ้านเรือนในยุคฮั่นก็ยังสร้างด้วยโครงสร้างไม้เป็นส่วนใหญ่

เขตที่พักอาศัยหลักของตระกูลชุย คล้ายกับการผสมผสานระหว่างสวนสวยๆ กับป้อมปราการทางทหาร กำแพงด้านนอกก่อด้วยอิฐสีน้ำเงินทั้งหมด ดูมีระดับแตกต่างจากบ้านเรือนของชาวบ้านริมถนนอย่างชัดเจน มีทั้งงานแกะสลักอิฐ หิน และไม้ประดับอยู่ทั่วไปหมด ฝีมือประณีตและมีรูปแบบหลากหลาย มุมทั้งสี่ของลานบ้านยังมีหอคอยสูงสามชั้นที่มีชายคาโค้งงอ

การสร้างบ้านไร่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูลชุยได้เป็นอย่างดี

โครงสร้างสังคมเกษตรกรรมในยุคราชวงศ์ฮั่นส่วนใหญ่ก็คล้ายกับบ้านไร่ของตระกูลชุยนั่นแหละ ปกติบ้านไร่จะใช้เป็นตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า คนที่อาศัยอยู่ในค่ายส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมีฐานะ ส่วนชาวนาหรือคนรับจ้างก็จะสร้างกระท่อมมุงจากอยู่นอกค่าย หากมีศัตรูมาบุก ทุกคนก็จะอพยพเข้ามาในค่ายและช่วยกันป้องกันกำแพง

รูปแบบของค่ายเล็กๆ อย่างบ้านไร่ตระกูลชุย แท้จริงแล้วก็คือภาพย่อของสังคมเกษตรกรรมยุคศักดินาของจีนตลอดระยะเวลาอันยาวนาน นอกจากไม่กี่ราชวงศ์อย่างราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัง และราชวงศ์หมิง ที่มีกำลังพอจะยกทัพไปสู้กับศัตรูนอกประเทศได้แล้ว เวลาส่วนใหญ่ประเทศก็ต้องคอยตั้งรับ ปล่อยให้พวกชนเผ่าเร่ร่อนเหมือนฝูงตั๊กแตนบุกเข้ามาก่อกวนอยู่นอกกำแพง

เมื่อเข้ามาในบ้านตระกูลชุย ชุยโฮ่วไม่ได้พาเผยเฉียนไปที่ห้องโถงรอง แต่กลับพาไปยังห้องโถงเล็กในลานบ้านของเขาเอง และแบ่งที่นั่งตามลำดับเจ้าบ้านและแขก

มุมปากของเผยเฉียนกระตุกขึ้นเล็กน้อย การใช้ม้วนตำราแลกกับความคุ้มครองจากตระกูลหลักเริ่มเห็นผลแล้ว

ยุคราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเหมาะสมของสถานที่และระดับของบุคคล ห้องโถงหลักของตระกูลชุย ไม่ใช่ที่ที่คนระดับเผยเฉียนจะเข้าไปนั่งได้ ต่อให้พาไป เผยเฉียนก็ไม่กล้าทำตัวเสียมารยาทหรอก

เดิมทีเผยเฉียนกังวลว่าชุยโฮ่วจะพาเขาไปที่ห้องโถงรอง การไปที่นั่นหมายความว่าจะเป็นงานเลี้ยงแบบเป็นทางการ ชุยอี้จะต้องมาร่วมด้วย และเผยเฉียนก็ต้องเผชิญหน้ากับชุยอี้โดยตรง หากผู้อาวุโสในงานเลี้ยงตั้งคำถาม ตามมารยาทก็ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อตอบ ซึ่งไม่เพียงแต่อึดอัดเรื่องมารยาทเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือมันจะทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบและยุ่งยากมาก

แต่ตอนนี้ชุยโฮ่วพาเผยเฉียนมาที่ห้องโถงเล็กในลานบ้านของตัวเอง นั่นหมายความว่าวันนี้ชุยโฮ่วรับหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน ส่วนชุยอี้ ผู้อาวุโสของตระกูลชุยจะไม่มาปรากฏตัว ระดับของงานเลี้ยงจึงลดลงมาเป็นเพียงการกินเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูงที่ดูเป็นกันเอง ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องพิธีการเหมือนงานเลี้ยงทางการ

เดิมทีตระกูลชุยตั้งใจจะให้ชุยอี้ออกหน้า อย่างแรกคือชุยอี้มีฐานะเป็นผู้อาวุโส สองคือเคยเป็นถึงอดีตขุนนาง กะจะใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็งบีบให้เผยเฉียนยอมมอบวิธีทำหลิวหลีออกมา แต่ผิดคาดที่ได้รับจดหมายจากเผยหมิ่นเสียก่อน

ก่อนหน้านี้ตระกูลชุยคิดว่าเผยเฉียนเป็นเพียงคนจากตระกูลสาขาของตระกูลเผย และไม่ได้รับความสนใจจากตระกูลหลักมากนัก จึงคิดว่าคนระดับเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจและอิทธิพลแบบนี้คงไม่สามารถก่อคลื่นลมอะไรได้

แต่คิดไม่ถึงว่าในจดหมายของเผยหมิ่น นอกจากจะทักทายตามมารยาทแล้ว ยังจงใจพูดถึงเรื่องที่ตระกูลชุยเชิญและต้อนรับเผยเฉียน พร้อมกับบอกว่าหากมีโอกาสก็จะเชิญตระกูลชุยไปเป็นแขกบ้าง

แม้จะไม่ได้เขียนอย่างตรงไปตรงมา แต่จดหมายของเผยหมิ่นฉบับนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เผยเฉียนไม่ได้เป็นคนเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจจากตระกูลหลักอย่างที่ตระกูลชุยคิดไว้ หากยังไปกดดันเผยเฉียนก็เท่ากับไม่ให้เกียรติเผยหมิ่น และเรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนจากเรื่องส่วนตัวของคนคนเดียว กลายเป็นเรื่องระดับตระกูลระหว่างตระกูลชุยกับตระกูลเผย

แม้ตำแหน่งเจี้ยนอี้ต้าฟูของเผยหมิ่นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับสามกง แต่เขาก็เป็นขุนนางที่ยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ส่วนขุนนางที่ยศใหญ่ที่สุดของตระกูลชุยอย่าง ซือถูชุยเลี่ย ก็เป็นแค่อดีตขุนนาง แถมยังตายไปแล้วอีกต่างหาก เมื่อเทียบกันแล้ว ตระกูลชุยจึงไม่ได้เปรียบอะไรเลย

เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว ชุยอี้จึงไม่ออกหน้าโดยตรง แต่ให้ชุยโฮ่วเป็นคนรับแขก ถือซะว่าเป็นการเชิญแบบเพื่อนฝูงธรรมดาๆ

ในห้องโถงเล็กแบบนี้ ก็ไม่ต้องทำตัวจริงจังเหมือนงานเลี้ยงหลัก ชุยโฮ่วนั่งลงแล้วก็ถอดหมวกออกวางไว้ข้างๆ พร้อมกับส่งสัญญาณให้เผยเฉียนทำตาม

น่าสนใจดีนะ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงถอดหมวกที่สบายๆ สินะ? เผยเฉียนยิ้มและถอดหมวกออกตาม ในใจคิดว่าความจริงคนโบราณก็น่าสนุกดีเหมือนกัน การกระทำที่ถอดหมวกแบบนี้ ความจริงก็เป็นการบอกใบ้ว่า วันนี้เราจะมากินดื่มกันให้เต็มที่ ไม่คุยเรื่องอื่น

เป็นไปตามคาด หลังจากที่ของว่าง ขนม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ และเนื้อวัวเนื้อแกะต่างๆ ถูกยกมาเสิร์ฟ ชุยโฮ่วก็ไม่ปริปากพูดเรื่องงานเลย เอาแต่เล่าเรื่องราวสนุกๆ เรื่องซุบซิบในเมืองมาพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ

ตระกูลชุยไม่ธรรมดาเลย กำไรจากหลิวหลีนั้นมหาศาลมาก แต่ตระกูลชุยกลับไม่ถูกความโลภครอบงำจนหน้ามืดตามัว แต่รู้จักปล่อยวางเมื่อควรปล่อย แถมยังไม่แสดงความขุ่นเคืองหรืออารมณ์ด้านลบใดๆ ออกมาเลย หากคนนอกมาเห็น ก็คงคิดว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่จริงใจและอบอุ่นต่อกันจริงๆ

งานเลี้ยงเริ่มตั้งแต่บ่ายคล้อยไปจนถึงพลบค่ำ ทั้งคู่ต่างอิ่มหนำสำราญ

แม้ว่าเหล้าในยุคราชวงศ์ฮั่นจะเหมือนกับเหล้าหมักธรรมดาๆ ในยุคหลัง ที่มีรสเปรี้ยวอมหวานและแอลกอฮอล์ต่ำ แต่ถ้าดื่มเยอะก็เมาได้เหมือนกัน โชคดีที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายเดิมของเผยเฉียนมีความสามารถในการสลายแอลกอฮอล์ได้ดี หรือเป็นเพราะทักษะการดื่มที่ฝึกปรือมาจากชีวิตพนักงานออฟฟิศในยุคหลัง แม้หน้าจะแดงก่ำ ลิ้นไก่สั้น ทำท่าทางเดินเซไปเซมา แต่จริงๆ แล้วเกินครึ่งเผยเฉียนแกล้งทำทั้งนั้น

งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงท้าย ชุยโฮ่วก็เรียกสาวใช้ให้พาเผยเฉียนไปพักที่ห้องรับรอง

ในยุคราชวงศ์ฮั่น งานเลี้ยงที่เป็นทางการมักจะกินกันตั้งแต่เที่ยงจนถึงค่ำ จากนั้นแขกก็จะค้างคืนที่บ้านเจ้าภาพ ถือเป็นการปิดท้ายงานเลี้ยงอย่างสมบูรณ์แบบ

การที่แขกได้กินอิ่มและนอนหลับสบาย ถือว่าเจ้าบ้านดูแลอย่างเต็มที่ โดยปกติแล้วแขกจะไม่เดินทางกลับในตอนกลางคืน การเดินทางกลับกลางดึกหรือการขอตัวกลับกลางคัน ถือเป็นการหักหน้าเจ้าบ้านอย่างรุนแรง

เผยเฉียนเดินเซไปเซมาโดยมีสาวใช้พยุงไปทางห้องรับรอง เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เซกลับมาอีก ล้วงเอาเศษผ้าผืนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยัดใส่มือชุยโฮ่ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ว่า “พี่ชุยปฏิบัติ… ต่อข้าน้องชาย… ไม่… ไม่เลวเลย ข้าน้องชายกำลัง… กำลังจะไปจากลั่วหยาง สูตร… สูตรนี้ ข้าน้องชายบังเอิญ… บังเอิญได้มา… ขอมอบ… มอบให้พี่ชุยเป็น… เป็นของขวัญอำ…”

ยังไม่ทันจะพูดจบคำว่าอำลา เผยเฉียนก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หลับปุ๋ยไปเลย

ชุยโฮ่วฝืนอาการมึนเมา พยายามเบิกตากว้าง เปิดเศษผ้าออกดู ทันใดนั้นความเมาก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาเรียกเผยเฉียนอยู่หลายครั้ง แต่เห็นเผยเฉียนหลับสนิทปลุกไม่ตื่น จึงได้แต่กำชับให้คนดูแลเผยเฉียนให้ดีๆ แล้วก็รีบถือเศษผ้าวิ่งไปหาชุยอี้โดยไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า

ชุยอี้มักจะนั่งสมาธิในช่วงพลบค่ำ การถูกชุยโฮ่วรบกวน แถมยังเห็นชุยโฮ่วมีกลิ่นเหล้าคลุ้ง เสื้อผ้าเลอะเทอะ ก็ทำให้เขาโกรธจนแทบจะอยากลงโทษลูกชายสักที

“ท่านพ่ออย่าเพิ่งลงไม้ลงมือ! โปรดดูของสิ่งนี้ก่อน!”

ชุยอี้รับเศษผ้ามา กวาดสายตาดูคร่าวๆ ความง่วงก็หายวับไป ขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าได้ของสิ่งนี้มาได้อย่างไร?” ไอ้ลูกคนนี้คงไม่ได้ขโมยมาตอนที่เผยเฉียนเมาหรอกนะ?

ชุยโฮ่วรีบเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ฟังอย่างละเอียด

“เด็กคนนี้ ไม่ธรรมดาเลย!” ชุยอี้ลูบเครา “หากสูตรนี้เป็นของจริง จิ๊ๆ ดูเหมือนว่าตระกูลชุยของเราจะถูกมองต่ำไปเสียแล้ว… เอาเถอะ ถือว่าตระกูลชุยติดหนี้บุญคุณเขาก็แล้วกัน!”

“รอให้ข้าคัดลอกไว้ชุดหนึ่งก่อน แล้วเจ้าก็รีบไปเรียกช่างฝีมือในบ้านมาลองทำตามสูตรนี้ดูสักเตา จะได้รู้ว่าได้ผลหรือไม่” สูตรต้นฉบับที่ล้ำค่าขนาดนี้ก็ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี ชุยอี้สั่งการอย่างเด็ดขาด ให้เริ่มงานทันที ไม่สนแล้วว่าจะต้องนอน

ปล่อยให้ชุยอี้และชุยโฮ่ววุ่นวายกันไป เผยเฉียนที่กำลังถูกสาวใช้สองคนหิ้วปีกไปพักผ่อน เดินเซไปเซมา มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ของสิ่งเดียวกัน เมื่อเอาออกมาในสถานการณ์ที่ต่างกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

หากถูกบีบบังคับให้ต้องเอาสูตรนี้ออกมา นอกจากจะไม่ได้ค่าตอบแทนแล้ว ยังจะถูกหัวเราะเยาะอีกด้วย กฎปลาใหญ่กินปลาเล็กของตระกูลสูงศักดิ์นั้นไม่มีคำว่าปรานี

แต่ตอนนี้เผยเฉียนได้รับการคุ้มครองจากเผยหมิ่น ผู้นำตระกูลหลักชั่วคราว ทำให้มีสถานะเทียบเท่ากับชุยโฮ่ว ไม่ต้องสนใจว่าสถานะนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การเอาสูตรออกมา ถือเป็นการมอบของขวัญเพื่อสานสัมพันธ์ ตระกูลชุยก็จะต้องจัดการตามมารยาทการตอบแทนน้ำใจของแวดวงชนชั้นสูง ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อเสียง

ตระกูลสูงศักดิ์ก็เป็นกลุ่มคนที่มีความขัดแย้งและเป็นหนึ่งเดียวกันแบบนี้นี่แหละ

ในเมื่อจะไปจากลั่วหยาง ก็ควรจะสะสางเรื่องราวให้เรียบร้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สูตรที่เผยเฉียนให้ชุยโฮ่วไป ก็แค่ดีกว่าสูตรหลิวหลีของราชวงศ์ฮั่นนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็เน้นที่การทำให้ส่วนผสมของตะกั่วบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งจะทำให้หลิวหลีที่ผลิตออกมามีความแวววาวและโปร่งใสมากขึ้น

เผยเฉียนถึงกับคิดเผื่อว่า หากตระกูลชุยสามารถค้นคว้าต่อไปจนพบอัตราส่วนที่ดีกว่านี้ นั่นก็เป็นความสามารถของตระกูลชุยเอง เผยเฉียนที่เริ่มรู้สึกเมาขึ้นมานิดๆ คิดไปพลางเดินเซไปตามแรงพยุงของสาวใช้ไปพลาง ทันใดนั้นแสงสีแดงที่ขอบฟ้าก็สาดส่องเข้ามาเตะตา เผยเฉียนหรี่ตาลงด้วยความรู้สึกไม่สบายตา กะพริบตาถี่ๆ และมองออกไป

เวลานี้ แสงตะวันยามเย็นสาดส่องราวกับสีเลือด ย้อมทั่วทั้งเมืองลั่วหยางให้กลายเป็นสีแดงฉาน…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note