บทที่ 47 การให้รางวัล
แปลโดย เนสยังตามกฎของเกม ทุกครั้งที่พระราชาประหารชีวิตนักโทษหนึ่งคน ผู้ชมที่เดิมพันแต่ละคนจะได้รับเวลาวีซ่าเพิ่มเติม 30,000 นาที
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหลังจากที่ชนะเกมแล้ว ยังสามารถแบ่งเวลาวีซ่าจากผู้ชมฝั่งนักโทษที่เดิมพันไว้ได้อีก เฉลี่ยแล้วก็ได้อีก 50,000 นาที
พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้ผู้ชมหมายเลข 1 จะให้รางวัลบ่อยแค่ไหน ตราบใดที่ไม่เกิน 80,000 นาที และสามารถชนะเกมได้ ก็ยังถือว่าได้กำไรอยู่ดี
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้ผู้ชมที่เดิมพันฝั่งพระราชา ให้รางวัลกันบ่อยขึ้น
แต่ผู้ชมฝั่งนักโทษ กลับไม่มีคำว่า “ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก” ตราบใดที่ตอนจบเกมมีนักโทษรอดชีวิตอย่างน้อย 3 คน ก็จะได้รับรางวัลการันตี
การที่มีนักโทษรอดชีวิตมากกว่านี้ ก็ไม่ได้มีรางวัลพิเศษเพิ่มให้
ดังนั้นต่อให้เลือกฝั่งนักโทษ ผู้ชมเหล่านี้ก็ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาวีซ่าของตัวเองไปกับการให้รางวัลนัก
อย่างผู้ชมหมายเลข 3 ที่ยอมเสียเวลาวีซ่า 1,000 นาทีเพื่อส่งข้อความคำเดียว ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเมตตากรุณามากแล้ว
แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ข้อความคำเดียวนั้นแทบจะไม่มีผลอะไรเลย
…
[ผู้ชมหมายเลข 2 ให้รางวัลเวลาวีซ่า 6,000 นาที แก่ติงเหวินเฉียง พร้อมข้อความแนบ: ห้องขังหมายเลข 4 หนึ่งหมื่น]
[ผู้ชมหมายเลข 8 ให้รางวัลเวลาวีซ่า 4,000 นาที แก่ติงเหวินเฉียง พร้อมข้อความแนบ: หมายเลข 4 หนึ่งหมื่น]
ผู้ชมที่เดิมพันฝั่งพระราชา ต่างก็ตระหนักถึงจุดนี้แล้ว
พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่การตัดสินที่ยุติธรรม แต่เพื่อรางวัลเวลาวีซ่า พวกเขาก็ยังคงหวังให้เกาจ้านขุยรีบๆ ตายไปซะ
ติงเหวินเฉียงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เกาจ้านขุย… น่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ?
ความจริงแล้ว หากดูจากความผิดที่เปิดเผยในวิดีโอเทป เกาจ้านขุยก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุดเสียหน่อย
หรือจะเป็นเพราะทุกคนเกลียดพวกสมุนที่ทำตัวเป็นลูกมือให้คนชั่วโดยธรรมชาติ?
ติงเหวินเฉียงไม่รู้กฎที่เกี่ยวข้องกับผู้ชม และยิ่งไม่รู้ด้วยว่าทำไมผู้ชมเหล่านี้ถึงเอาแต่ให้รางวัลเขา
เขาทำได้เพียงรับรู้ข้อมูลที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา: ผู้ชมเหล่านี้ยอมให้รางวัลเวลาวีซ่าจำนวนมหาศาล เพียงเพื่อต้องการเห็นเขาตัดสินเกาจ้านขุยอย่างหนักหน่วง
และในบรรดานักโทษทั้งสี่คน ติงเหวินเฉียงก็เกลียดเกาจ้านขุยที่สุดพอดี
เพียงแต่พอเห็นสภาพเลือดอาบของเกาจ้านขุย ติงเหวินเฉียงก็ลังเลขึ้นมาอีกครั้ง เขายังไม่ได้เตรียมใจที่จะฆ่าคน
แม้ว่านี่จะเป็นกฎของเกม และแม้จะไม่จำเป็นต้องให้เขาลงมือเอง แต่การจะก้าวข้ามกำแพงนี้ไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี
จางเผิงลดเสียงลง: “ลุงติง ยังต้องคิดอะไรอีกเหรอครับ?
“ลุงจะสนใจแค่ตอนนี้นี้ไม่ได้นะ ถ้าเกิดลุงไม่ทำตามที่ผู้ชมบอก หลังจากนี้พวกเขาก็อาจจะไม่ให้รางวัลอีกแล้วนะ”
ประโยคนี้เตือนสติติงเหวินเฉียงได้ในทันที
ผู้ชมเหล่านี้ให้รางวัลกันอย่างกระตือรือร้นก็จริง แต่การให้รางวัลเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีเงื่อนไข
ผู้ชมมักจะให้เวลาวีซ่ามาก่อน 4,000 หรือ 6,000 นาที พอติงเหวินเฉียงทำตามที่พวกเขาขอจริงๆ ถึงจะให้เวลาวีซ่าส่วนที่เหลือ
และหากติงเหวินเฉียงเมินเฉยต่อคำขอของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่มีทางให้เวลาวีซ่าอีกอย่างแน่นอน
ถ้างั้นสิ่งที่ติงเหวินเฉียงจะสูญเสียไป ก็ไม่ใช่แค่ไม่กี่พันนาทีนี้ แต่เป็นเวลาวีซ่าส่วนใหญ่ที่อาจจะได้รับการให้รางวัลในภายหลัง ซึ่งอาจจะมากถึงหลายหมื่นนาทีเลยทีเดียว
ติงเหวินเฉียงกัดฟัน แล้วเดินไปที่ห้องขังหมายเลข 4 ของเกาจ้านขุยอีกครั้ง
…
หลินซือจือมองผ่านกระจก จ้องดูเหตุการณ์ด้านล่างเงียบๆ
เป็นไปตามคาด เมื่อความเสื่อมถอยเริ่มต้นขึ้น มันก็ยากที่จะหยุดยั้ง
ผู้ชมห้าคนสามารถใช้กลไกการฆ่าคนแบบพิเศษนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งเวลาวีซ่าจำนวนมหาศาล และเวลาวีซ่าเหล่านี้ เพียงแค่แบ่งออกไปส่วนหนึ่ง ก็สามารถใช้ควบคุมการกระทำของติงเหวินเฉียงได้อย่างง่ายดาย
แต่ผู้ชมฝั่งนักโทษ กลับแทบจะไม่มีวิธีตอบโต้ที่เท่าเทียมกันเลย
แม้จะสามารถให้รางวัลแก่ติงเหวินเฉียงได้เหมือนกัน แต่เนื่องจากไม่สามารถหาผลประโยชน์จากการกระทำของติงเหวินเฉียงได้ การให้รางวัลจึงมีโอกาสสูงที่จะสูญเปล่า
ต่อให้มีหนึ่งหรือสองคนที่ยอมควักกระเป๋าตัวเอง เพื่อเตือนสติไม่ให้ติงเหวินเฉียงทำร้ายเกาจ้านขุยต่อไป เสียงนั้นก็จะถูกกลบด้วยเสียงของผู้ชมห้าคนที่อยู่ฝั่งพระราชาอย่างง่ายดาย
ดังนั้น การที่ผู้ชมฝั่งนักโทษไม่ยอมให้รางวัล ก็เป็นเพราะพวกเขาตระหนักได้ว่าการทำแบบนั้นมันไม่มีความหมาย
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ฝั่งนักโทษแพ้แน่
หลินซือจือพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กดปุ่มให้รางวัลบนโต๊ะ
…
ติงเหวินเฉียงมาถึงหน้าห้องขังหมายเลข 4 อีกครั้ง ทว่าในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงประกาศใหม่
[ผู้ชมหมายเลข 5 ให้รางวัลเวลาวีซ่า 8,000 นาที แก่ติงเหวินเฉียง พร้อมข้อความแนบ: จางเผิงคือคนที่ทำร้ายคุณ]
ติงเหวินเฉียงอึ้งไป ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่เข้าใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
จางเผิง? ทำร้าย?
เขาหันไปมองจางเผิงโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นจางเผิงเริ่มมีอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“นายดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างนะ คำพูดนี้มันหมายความว่ายังไง?” ติงเหวินเฉียงถาม
จางเผิงกลืนน้ำลาย: “ลุงติง ผมไม่รู้ว่านี่มันหมายความว่ายังไงนะ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยนี่ครับ”
ติงเหวินเฉียงหน้าตึง ชูคทาขึ้น: “นายจะพูดไหม!”
จางเผิงคุกเข่าลงดัง “ตุ้บ” แล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้นสูง: “ลุงติง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะให้พูดอะไร!”
ติงเหวินเฉียงขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกว่าจางเผิงกำลังโกหก แต่ชั่วขณะนั้นก็ยังเรียบเรียงความคิดไม่ถูก
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงไอดังมาจากห้องขังหมายเลข 2
“แค่ก! แค่กๆ!”
หวังหย่งซินนั่งอยู่บนพื้น ลูบรอยฟกช้ำที่คอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
“ลุงติง ลุงยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?
“พวกเราห้าคนที่ถูกจับมาอยู่ในเกมการตัดสินนี้ ความจริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกันลึกซึ้งกว่านั้นนะ
“ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้หรอก เพราะลุง ผม ไช่จื้อหยวน แล้วก็สองคนนี้ ต่างก็ไม่รู้จักกันเลย
“แต่ความจริงแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างพวกเราทั้งห้าคนมันแน่นแฟ้นกว่าที่คิดไว้ซะอีก มันมีสายใยที่มองไม่เห็นร้อยเรียงพวกเราทั้งห้าคนเอาไว้
“นั่นก็คือพนักงานส่งอาหารคนนั้นไง
“เขาเป็นพนักงานส่งอาหารของแพลตฟอร์มจี๋ซู่ไว่ม่าย ผมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เกาจ้านขุยเป็นหัวหน้าสถานี ส่วนไช่จื้อหยวน อัลกอริทึมที่เขาพัฒนาขึ้นมาก็ถูกบริษัทของเขาขายให้กับหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งในจำนวนนั้น ก็รวมถึงจี๋ซู่ไว่ม่ายของผมด้วย
“พูดอีกอย่างก็คือ…
“ในเกมการตัดสินครั้งนี้ พวกเราห้าคนต้องรับผิดชอบต่อการตายของพนักงานส่งอาหารคนนั้น
“ในเมื่อเป็นแบบนั้น การที่ไอ้หนุ่มผมเหลืองว่างงานคนนี้โผล่มามันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ? ดูจากผิวเผิน เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการตายของพนักงานส่งอาหารคนนั้นเลย
“แต่ในวิดีโอเทปของลุงกับเขา มีเบาะแสซ่อนอยู่
“ตอนนั้นลุงไม่ได้แค่ขับรถชนพนักงานส่งอาหารตายเพราะความเหนื่อยล้าจากการขับรถอย่างเดียวนะ แต่เป็นเพราะลุงเพิ่งจะถูกทำร้ายร่างกายมา ทำให้ทัศนวิสัยมีจำกัดด้วย
“แล้วเขาล่ะ?
“ในวิดีโอเทปบอกว่า ปล้นทรัพย์ ทะเลาะวิวาท ความมุ่งร้ายของเขาก็เหมือนผีเสื้อกระพือปีก ที่จะกลายเป็นหายนะที่ไม่ได้คาดคิดสำหรับผู้บริสุทธิ์
“และในแฟ้มประวัติส่วนสุดท้าย ก็เขียนไว้ว่า ‘ไม่เคยถูกดำเนินคดี’
“เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไอ้สวะที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่นอย่างเขา ไม่มีทางที่จะโชคดีไม่เคยโดนจับได้ทุกครั้งหรอก จริงไหม?
“ดังนั้น คำว่า ‘ไม่เคยถูกดำเนินคดี’ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยถูกศาลตัดสินความผิดมาก่อน แต่เป็นการเจาะจงว่าเขาเหมือนกับผมและไช่จื้อหยวน ที่ไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหา ‘เป็นเหตุให้พนักงานส่งอาหารเสียชีวิต’ ต่างหาก
“และจากปฏิกิริยาของลุง การที่ลุงถูกทำร้ายแล้วโดนปล้นในครั้งนั้น ก็น่าจะจบลงด้วยการจับมือใครดมไม่ได้ ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ใช่ไหม?”
หวังหย่งซินพูดอย่างไหลลื่น พอเขานึกถึงตอนที่จางเผิงพูดจาเหน็บแนมจนทำให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังหมายเลข 2 เขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมา ตอนนี้มีโอกาสแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องแก้แค้นคืนอย่างไม่ปรานี
ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในขอบเขตที่กฎของเกมอนุญาตเช่นกัน
มือของติงเหวินเฉียงค่อยๆ กำแน่น เส้นเลือดปูดโปน
จางเผิงหน้าซีดเผือด เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารในแววตาของติงเหวินเฉียง จึงเริ่มทำตัวไม่ถูก
เสียงของติงเหวินเฉียงแหบพร่า: “นายจำฉันได้ตั้งแต่แรกแล้ว ใช่ไหม?
“ตอนนั้นนายใส่หน้ากากและหมวก แต่ฉันไม่ได้ใส่
“ต้องขอบคุณนายเลยนะ ตาซ้ายของฉันถึงบวมไปเป็นอาทิตย์กว่าจะหาย
“ถ้าไม่ใช่เพราะจุดบอดที่ตาซ้าย ฉันก็คงไม่ขับรถชนพนักงานส่งอาหารคนนั้นจนตายหรอก”
จางเผิงตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้นดัง “ตุ้บ” แล้วเข้าไปกอดขาติงเหวินเฉียงไว้: “ลุงติง! ผมผิดไปแล้ว ขอโทษครับ! ตอนนั้นผมไม่มีเงินใช้ ก็เลยหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ ผมผิดไปแล้วจริงๆ!
“ให้ผมเข้าห้องขังหมายเลข 3 เถอะ ให้ผมไถ่บาป ลุงติงผมสัญญา ผมจะทุบนิ้วตัวเองให้หักทั้งสิบวิ้วเลย! ผมทุบแน่นอน!
“ถ้าผมไม่ทุบ ลุงก็เอาไม้เท้าช็อตไฟฟ้าผมให้ตายไปเลย!”
ติงเหวินเฉียงชี้ไปที่ห้องขังหมายเลข 5: “เข้าไป”
จางเผิงร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล: “ลุงติง ต่อให้ผมโดนจับข้อหาปล้นทรัพย์ หรือข้อหาทำร้ายร่างกาย อย่างมากก็ติดคุกสองสามปี ผมไม่สมควรตายนะลุงติง!
“ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าหลังจากตีลุงแล้วมันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น!
“การตายของพนักงานส่งอาหารคนนั้น ไม่เกี่ยวกับผมจริงๆ นะ!”
ติงเหวินเฉียงถีบเขาออกไป: “เข้าไป! ฉันไม่อยากพูดเป็นครั้งที่สอง!”
“ได้ๆๆ ผมไป ผมไป”
จางเผิงรีบคลานเข้าไปในห้องขังหมายเลข 5 ติงเหวินเฉียงปิดประตูห้องขังอย่างแรง ทำให้เกิดเสียงดัง “ปัง”

0 Comments